มองความเป็นแม่ผ่าน ‘ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก’ - Urban Creature

ในบรรดาคนดูแลที่ผลัดเวียนกันเข้ามาดูแลยายเราก่อนเสียชีวิต คนที่เราจำได้ดีที่สุดคือ ‘ป้าตู่’

ป้าแกอายุอานามค่อนข้างมากแล้ว แต่ยังคุยเก่ง นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เข้ากับยายเราได้ดี ภาพที่เห็นจนคุ้นเคยคือป้าตู่เฝ้ายายกินข้าวไม่ให้ข้าวติดคอบ้าง บีบนวดแขนขาบ้าง บางวันก็ถือสมุดเล่มบางๆ ให้ยายฝึกออกเสียง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากยายได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง (Spinocerebellar Degeneration — โรคเดียวกับนางเอกในซีรีส์ญี่ปุ่นบ่อน้ำตาแตก One Litre of Tears)

ป้าตู่อยู่กับยายเราเป็นปี ฟังดูไม่ได้นานมาก แต่ก็ถือว่านานแล้วถ้าเทียบกับคนดูแลคนอื่นตามแต่จะหาได้ที่หมุนเวียนกันเข้ามาช่วยเฝ้าดูอาการยาย งานดูแลคนแก่ไม่มีอะไรซับซ้อน ออกจะน่าเบื่อด้วยซ้ำ แต่รายละเอียดยิบย่อยของมันและการต้องอยู่โยงเฝ้าคนแก่หนึ่งคนเป็นเวลาทั้งวัน ซ้ำๆ ทุกวัน ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกสนานน่ายินดีปรีดาอะไร บ้านเราแบกรับค่าใช้จ่ายพยาบาลอาชีพที่มาจากศูนย์หรือโรงพยาบาลไม่ไหว ที่ผ่านมาเลยได้แต่ถามไถ่แม่บ้านในละแวกว่าพอมีใครว่างหางานอยู่บ้าง ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลที่พอเข้ามาจับงานได้สักพัก หลายคนก็ขอลาออกและกลับไปทำงานแม่บ้านที่ตัวเองถนัดมากกว่า

ที่ยกมาเล่าสู่กันฟัง เพราะวันแม่ปีนี้ชวนให้เราหวนกลับไปนึกถึงคลิปวิดีโอชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า Who Knows Kids Better? Mums VS Maids ที่เป็นการสัมภาษณ์พี่เลี้ยงเด็กในประเทศสิงคโปร์ด้วยการถามคำถามสั้นๆ เกี่ยวกับเด็ก จากนั้นก็เอาคำถามเดียวกันไปถามคนเป็นแม่ ก่อนปิดท้ายด้วยการให้ลูกๆ มาเฉลยคำตอบ

คำถามในคลิปล้วนเป็นคำถามง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ยกตัวอย่าง ‘อนาคตเด็กอยากโตไปเป็นอะไร’, ‘เพื่อนสนิทที่โรงเรียนชื่ออะไร’, ‘ชอบเรียนวิชาอะไรที่สุด’ แต่ที่น่าสนใจคือ กลายเป็นว่าคนเป็นพี่เลี้ยงเด็กตอบคำถามได้ถูกต้องกว่าคนเป็นแม่ โดยในคลิปสรุปเป็นตัวเลขให้เลยว่า พี่เลี้ยงเด็กตอบตรงใจเด็กกว่าถึง 74 เปอร์เซ็นต์ แม้ความยาวคลิปไม่ถึงสองนาที แต่ทรงพลังมากมาย

จุดที่เราอยากชี้ชวนให้สังเกตกันอยู่ตรงท้ายคลิปนี่แหละ เพราะความจริงแล้วนี่เป็นวิดีโอโปรโมตวันลาหยุดตามกฎหมาย (ซึ่งคาบเกี่ยวไปถึงเรื่องค่าจ้างที่เป็นธรรม) ของแรงงานภาคการดูแล/แรงงานในครัวเรือน หรือความหมายอย่างกว้างที่เราเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือบรรดาแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก พยาบาล คนดูแลคนชรา ผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพ ฯลฯ เรียกว่าเป็นชีวิตที่มาดูแลอีกหนึ่งชีวิต หรือหลายชีวิตในครอบครัวด้วยซ้ำ ยังไม่นับรวมคนที่ควงกะเวียนไปทำงานปัดกวาดเช็ดถูหลายบ้าน รับจ็อบเสริมเป็นพี่เลี้ยงเด็กสัปดาห์ละสองสามครอบครัว หรือเวียนไปทำงานตามศูนย์ดูแลทั้งของภาครัฐและเอกชน

บรรดา ‘แรงงานที่มองไม่เห็น’ เหล่านี้ล้วนขยับเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของงานดูแลซึ่งเรียกร้องเวลาและพลังงานมหาศาล ทำให้ใครอีกหลายคนสามารถออกไปใช้ชีวิต ทำงานหาเงิน หรือได้ทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจ แน่นอนว่าครอบครัวเราเองก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่ได้แรงงานภาคการดูแลอย่างป้าตู่ช่วยค้ำจุนชีวิตไว้ แม้จะไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน ไม่ได้เป็นแม่ลูกหรือญาติกัน แต่การช่วยเหลือในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ช่วยให้ครอบครัวเราเดินหน้าต่อไปได้

กระดูกสันหลังติดปีก : เมื่อแรงงานในครัวเรือนกลายเป็น ‘สินค้าส่งออก’

ก่อนจะขยับไปพูดถึงวิกฤตการณ์ทางความสัมพันธ์ เราอยากชวนมาตกตะกอนย้อนคิดถึงภาพแรงงานในคลิปในแง่ของการเมืองกันก่อน

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีทั้งกฎหมายและนโยบายเปิดรับแรงงานภาคการดูแลจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มข้น เรียกว่าได้รับการสนับสนุนไฟเขียวสามผ่านจากรัฐบาล บรรดาแรงงานข้ามชาติในครัวเรือน (Foreign Domestic Workers : FDW) เหล่านี้โดยมากมาจากประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียอาคเนย์ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นจากฟิลิปปินส์ กัมพูชา เวียดนาม หรือแม้แต่จากไทยเอง อย่างที่เราอาจจะได้ยินเสียงภาษาบ้านเกิดที่แม่บ้านพูดในคลิปนั่นแหละ พวกเขาเดินทางเข้ามาทำงานโดยอยู่อาศัยร่วมชายคากับผู้ว่าจ้างหรือบรรดาครอบครัวต่างๆ ในฐานะแรงงานที่ได้รับการรับรองจากภาครัฐอย่างถูกกฎหมาย

แต่ถึงอย่างนั้น สิงคโปร์ก็ไม่ใช่ประเทศเดียวที่ดำเนินนโยบายรับบรรดา ‘กระดูกสันหลังติดปีก’ เข้ามาเป็นแรงงานขับเคลื่อนประเทศ เพราะการหลั่งไหลของบรรดาแรงงานข้ามชาตินั้นเกิดขึ้นโดยปกติทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นงานในภาคส่วนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา หรือศาสตร์อื่นใดก็ตาม

ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก แรงงานภาคการดูแล แม่บ้าน แรงงานผู้หญิง

แรงงานจากประเทศหนึ่งเดินทางข้ามไปอีกประเทศ เพื่อไปหาโอกาสและรายได้ที่ดีกว่าจากประเทศซีกโลกเหนือหรือประเทศเพื่อนบ้านที่ร่ำรวยกว่า คือโมเดลเศรษฐกิจแบบที่เราเห็นกันจนคุ้นเคย และเกิดขึ้นมายาวนานหลายทศวรรษแล้ว โดยเฉพาะในปัจจุบันที่แนวคิดของความเป็นพลเมืองโลกเด่นชัดขึ้น พร้อมๆ กับความสะดวกสบายของการโยกย้ายข้ามพรมแดนตามนโยบายของรัฐ

และเมื่อดูตามตรรกะอุปสงค์อุปทานเช่นนี้ ก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่าแรงงานภาคการดูแลเองจึงเกิดการโยกย้ายถิ่นฐานเข้าไปทำงานในประเทศที่สภาพเศรษฐกิจมั่นคงกว่า จากนั้นก็ส่งเงินกลับมายังครอบครัวของตนในประเทศต้นทาง

อาจฟังดูไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่คำถามมีอยู่ว่า ถ้าแรงงานเหล่านั้น (ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง) เดินทางออกนอกประเทศไปดูแลครอบครัวคนอื่น แล้วใครกันล่ะที่เป็นคนดูแลครอบครัวของพวกเธอ

จุดตั้งต้นเล็กๆ นี้นำมาสู่สิ่งที่เราเรียกกันว่า ‘ห่วงโซ่ของงานดูแลระดับโลก’ (Global Care Chain) ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ระดับสากลที่เกิดขึ้นเมื่อแรงงานภาคการดูแลเดินทางออกนอกประเทศไปยังประเทศซีกโลกเหนือหรือประเทศที่เจริญกว่า เพื่อไปทำงานภาคการดูแลอย่างการไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กและแม่บ้านให้ครอบครัวอื่น ส่งผลกระทบให้ประเทศต้นทาง (ส่วนมากเป็นประเทศในซีกโลกใต้) ขาดแรงงานในภาคส่วนนี้เสียเอง

มากไปกว่านั้น ยังเกิดเป็นปัญหาที่หลายครอบครัวต้องเผชิญสภาวะขาดแหว่ง ด้วยคนเป็นแม่หรือคนในครอบครัวต้องเดินทางไปทำงานยังประเทศห่างไกล ได้กลับบ้านเพียงปีละครั้งสองครั้งหรืออาจไม่ได้เดินทางกลับเลย ทำได้เพียงส่งเงินกลับมาดูแลครอบครัวตัวเองเท่านั้น ท่ามกลางพลวัตหน้าตาเช่นนี้ เราอาจถึงกับสรุปได้ว่า การเชื่อมโยงโครงข่ายของผู้คนทั่วโลก ในแง่หนึ่งก็เกิดขึ้นบนฐานความสัมพันธ์ของการจ้างทำงานภาคการดูแลที่โฉบฉวัดไปมาระหว่างประเทศสู่ประเทศนี่แหละ

ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก แรงงานภาคการดูแล แม่บ้าน แรงงานผู้หญิง

ห่วงโซ่งานดูแล : ปัญหาอำนาจทับซ้อนและความเป็นธรรมของแรงงานจากซีกโลกใต้

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น แน่นอนว่าปัญหาห่วงโซ่ของงานดูแลนั้นพัวพันกับประเด็นทางเพศอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะเมื่อแรงงานภาคการดูแลส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

สถิติโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศเมื่อปี 2018 ชี้ว่า ร้อยละ 76 ของงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างอย่างงานปัดกวาดทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร ซื้อของกินของใช้ งานสอน การดูแลเด็ก คนป่วย คนชรา ผู้พิการ และผู้ทุพพลภาพ เกิดขึ้นด้วยแรงงานของผู้หญิงทั้งสิ้น พอมาผนวกเข้ากับการผลักให้แรงงานเป็นสินค้าของทุนนิยมในปัจจุบัน จึงไม่แปลกใจที่ภาพแรงงานข้ามชาติภาคการดูแลแทบทั้งหมดเป็นผู้หญิง ยิ่งในบางประเทศหรือบางครอบครัวนั้นยิ่งเห็นชัด เมื่อกำกับไว้ในเอกสารจ้างงานว่า ‘รับแรงงานเพศหญิงเท่านั้น’

ขยับมามองปัญหานี้ในสเกลใหญ่ขึ้นอีกหน่อย ปัญหางานดูแลระดับโลกนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของเศรษฐกิจระดับมหภาคเท่านั้น แต่ยังมีมิติเชิงอำนาจทับซ้อนอื่นๆ แฝงอยู่ด้วย ข้อแรกคือ ภายใต้วิธีคิดแบบ ‘ห่วงโซ่งานดูแล’ เช่นนี้ คนที่แบกรับภาระมากที่สุดในห่วงโซ่ก็ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็นบรรดาผู้หญิงยากจน เมื่อพวกเธอต้องไปเป็นแม่บ้านให้ครอบครัวของผู้หญิงที่ร่ำรวยกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพวกเธอจำต้องฝาก ‘งานในครัวเรือน’ ของตัวเองไว้กับคนอื่นอีกที ซึ่งก็คือบรรดาญาติๆ ในประเทศบ้านเกิด หรือผู้หญิงที่ยากจนกว่าเธอไปอีก

เมื่อแต่ละครัวเรือนส่งต่องานการดูแลไปเป็นทอดๆ ผลที่เกิดขึ้นคือการตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของบทบาททางเพศผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ รวมถึงพลวัตทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมของประเทศซีกโลกเหนือ-ใต้ (หรือแบบคลาสสิกหน่อยก็เรียกประเทศโลกที่หนึ่ง-ประเทศโลกที่สาม)

นอกจากนี้ การแปะฝากงานดูแลผ่านระบบการจ้างแรงงานยิ่งทำให้คุณค่าและความสำคัญของงานภาคการดูแลถูกผลักไปไว้ใต้พรมมากกว่าเดิม กลายเป็นว่างานดูแลแบบเดียวที่ได้รับการยอมรับคือแบบที่เกิดขึ้นผ่านระบบเศรษฐกิจ มีการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านตัวกลางของเงินเท่านั้น ส่วนงานการดูแลรูปแบบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ กลับโดนลดทอนความสำคัญลงไปให้กลายเป็น ‘แรงงานล่องหน’ ไม่ต่างจากเดิม

ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก แรงงานภาคการดูแล แม่บ้าน แรงงานผู้หญิง

ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือ งานในครัวเรือนอย่างการทำงานบ้านหรืองานเลี้ยงเด็กนั้นเกิดขึ้นในพื้นที่รั้วรอบขอบชิดอย่างพื้นที่ในบ้าน การดูแลเรื่องสวัสดิการหรือแม้แต่ค่าแรงและเวลาทำงานที่เป็นธรรมจึงเกิดขึ้นได้ยาก โดยปกติแล้วในภาคส่วนอื่นๆ แรงงานอาจสามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพแรงงานเพื่อเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับ หรือแม้แต่รวมตัวกันต่อต้านปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง เช่น การโดนทำร้ายร่างกาย การโดนล่วงละเมิดทางเพศ การโดนเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ แต่สำหรับแรงงานภาคการดูแลที่ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ปิด (แถมยังอยู่ในประเทศปลายทางที่ตนไม่คุ้นเคย) พวกเขาถูกดึงแยกออกจากกลุ่มก้อนแรงงานคนอื่นๆ กลายไปเป็นเหมือนทรัพย์สมบัติหรือเครื่องเรือนอีกชิ้นในบ้าน ด้วยการโดนยึดพาสปอร์ตและเอกสารสำคัญทางกฎหมาย

เลวร้ายกว่านั้น หลายคนเป็นแรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถใช้ภาษาได้ดี บางคนพูดได้แค่ภาษาแม่ของตัวเองแค่นั้น การคุ้มครองหรือแม้แต่ออกมาเรียกร้องอะไรกับภาครัฐจึงเป็นไปได้ยากมาก ส่งผลให้กลายเป็นประเด็นที่พัวพันกับเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งเคยมีงานวิจัยหลายชิ้นเข้ามาศึกษาและทำสถิติไว้

ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก แรงงานภาคการดูแล แม่บ้าน แรงงานผู้หญิง

วิกฤตการณ์ความสัมพันธ์ : ครอบครัวที่สูญหาย เราร้องไห้เงียบงัน

Mother : Usually, when she has nightmares, she won’t wake up but she will scream and cry.
Maid : She’ll wake up and look for me because she’s scared.
Daughter : I will tell my auntie (maid) to sleep beside me when I have nightmares.

ในคลิป Who Knows Kids Better? Mums Vs Maids แม้ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์สั้นๆ ที่จัดเรียงภาพและตัดต่อมาให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างมากระทบใจระหว่างคำพูดประโยคสั้นๆ เหล่านั้น เราจึงอยากหยิบภาพ ‘ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนต่อไม่ติด’ นี้มาพูดถึง ควบรวมกับการทำความเข้าใจงานดูแลใหม่ในฐานะกิจกรรมของการผลิตซ้ำทางสังคม

แน่นอนว่าการหันกลับมาเล็งเห็นความสำคัญของงานการดูแล ไม่ใช่การพยายามโรแมนติไซซ์ ทำให้งานการดูแลกลายเป็นเรื่องของความรักความห่วงหาที่ ‘ทำด้วยใจ’ เพราะนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ผลักงานดูแลกลับไปให้กลายเป็นสิ่งล่องหน ราวกับเป็นงานที่เกิดขึ้นโดยทุกคนทึกทักกันเอาเองว่ามีอยู่ตรงนั้นอยู่แล้วโดยปราศจากมูลค่า แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่การผลักงานภาคการดูแลทั้งหมดเข้าสู่ตลาด โดยเห็นว่าการใช้เงินและกลไกอุปสงค์อุปทานคือทางออก ทั้งที่ยังซุกซ่อนอคติที่แฝงไว้กับบทบาททางเพศว่าแรงงานซึ่งผู้ว่าจ้างมองหาอย่างไรก็ต้องเป็นผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ แถมยังเป็นการสนับสนุนวงจรห่วงโซ่งานดูแลให้ยังอยู่ไปเรื่อยๆ

เราเชื่อว่าทางออกของปัญหานี้อาจเป็นการจินตนาการถึงชีวิตทางสังคมกันใหม่ การผลิตซ้ำทางสังคมต้องกลายเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนชีวิต ไม่ใช่การขับเคลื่อนทุน รัฐต้องหันมาให้ความใส่ใจกับสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่สะอาด การคมนาคมที่สะดวกสบาย พื้นที่สาธารณะที่ใช้การได้ ตลอดจนน้ำและอากาศที่มีคุณภาพ ทั้งหมดที่ว่ามาคือดินผืนสำคัญในการบ่มเพาะงานดูแล บ่มเพาะชีวิตทางครอบครัวและชุมชนให้อิ่มเอิบ

ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก แรงงานภาคการดูแล แม่บ้าน แรงงานผู้หญิง

คำถามที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ ‘เราจะส่งต่องานดูแลไปให้ใคร’ แต่เป็น ‘เราจะทำงานดูแลกันอย่างไร เพื่อให้มีชีวิตที่สามารถเบ่งบานไปพร้อมกัน ชีวิตที่ไม่ใช่การไล่ตามทุนไปเรื่อยๆ อย่างเดียว’ การจัดสรรปันส่วนแรงงานภาคการดูแลไม่ได้หมายถึงการควบรวมทุกอย่างกลับมาอยู่ในรั้วรอบขอบชิดของบ้านและปล่อยให้เป็นภาระที่ผู้หญิงต้องแบกรับ แต่ต้องเป็นการคิดภาคขยายโดยมองปัจจัยด้านโครงข่ายทางสังคมและปรับให้สอดรับกับความรับผิดชอบงานภาคการดูแล ผู้ที่ทำงานได้รับค่าแรงอันเหมาะสม ศูนย์ดูแลต่างๆ ในพื้นที่ท้องถิ่นมีศักยภาพและได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ในขณะเดียวกัน ปัจเจกเองก็ต้องได้รับการสนับสนุนความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน

เพราะเราทุกคนมี ‘คนที่อยู่ข้างหลัง’ หรือคนที่เราต้องดูแลเสมอ เราต้องยึดเวลาที่ต้องผลาญไปให้กับนายทุนกลับมาใช้กับการผลิตซ้ำทางสังคม ใช้กับงานภาคการดูแลให้มากขึ้น เราเชื่อว่าสิ่งที่จะตามมาคือความสัมพันธ์ที่ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป ทั้งกับครอบครัว เพื่อน คนรอบข้าง และชุมชน บางทีคนเป็นแม่อาจจะตอบคำถามได้ตรงใจลูกมากขึ้นก็เป็นได้

ห่วงโซ่งานดูแลระดับโลก แรงงานภาคการดูแล แม่บ้าน แรงงานผู้หญิง

ป้าตู่แวะกลับมาหายายเป็นครั้งสุดท้ายตอนวันงานศพ แกไม่ได้อยู่ดูแลยายจนวาระสุดท้ายก็จริง แต่ยังเป็นคนที่แวะเวียนกลับมาหา เราเห็นแกยืนปาดน้ำตาป้อยๆ อยู่ไกลๆ ช่วงหนึ่งในชีวิต ป้าตู่น่าจะเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของยาย ช่วงที่เราเองทำได้แค่แวะไปคุยกับยายวันละสองสามคำก่อนกลับไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือ ภาพนั้นทำให้เรานึกขอบคุณช่วงเวลาที่แกมาช่วยดูแลยายของเรา ขณะเดียวกัน พอมองย้อนกลับไปก็ทำให้นึกถึงอีกหลายล้านชีวิตที่คอยดูแลคนที่อยู่ข้างหลังแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทารก คนป่วย คนชรา พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ครอบครัวขยาย คนพิการ ผู้ทุพพลภาพ เด็กประถม แล้วก็พาลนึกถึง ‘คนที่อยู่ข้างหลัง’ หรือครอบครัวของแรงงานภาคการดูแลเหล่านั้นอีกที

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมเราต้องหันมาแคร์คนทำงานด้านแคร์หรือการดูแลกันให้มากขึ้น


Sources :
Sachetti, F. C., Abrahamson, P., Babovic, M., Bahurmoz, A., Biondi, A., Quamruzzaman, A., & Thomas, M. (2020, November 24). Women in global care chains: The need to tackle intersecting inequalities in G20 countries. Retrieved from G20 Insights. | tinyurl.com/28a5uvg6  
TAN, E. K. (2010). Managing female foreign domestic workers in Singapore: Economic pragmatism, coercive legal regulation, or human rights. Israel Law Review, 43(1), 99-125.
Vaittinen, T. (2014, November-December). Reading global care chains as migrant trajectories: A theoretical framework for the understanding of structural change. Women’s Studies International Forum, 47(Part B), 191-202.
Yeates, N. (2005, September). Global care chains: a critical introduction. Retrieved from Refworld | shorturl.at/isDZ6

Writer

Graphic Designer

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.

Max. file size: 256 MB.