จอมเทียน จันสมรัก ผู้เขียน ‘ลูกสาวจากดาววิปลาส’ - Urban Creature

เป็นนักเขียน เฟมินิสต์ และนักกิจกรรม ถ้าภาษาอังกฤษคือ Mental Health Advocate (ผู้ส่งเสริมประเด็นสุขภาพจิต) and Gender-based Violence Activist (นักกิจกรรมที่ทำงานในเคสความรุนแรงอันเกิดจากเหตุแห่งเพศ) นิยามตัวเองว่าเป็นนอนไบนารี เป็นคนไร้ศาสนา ตอนนี้อายุยี่สิบแปดปีค่ะ”

ช่วงหนึ่งในบทสนทนา จอมเทียน จันสมรัก นิยามตัวเองว่าอย่างนั้น

ถ้อยคำจากปากของเธอไม่มีคำว่า ผู้เสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เคยพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้ง—แบบที่หลายคนจำได้จากสื่อ

หนังสือลูกสาวจากดาววิปลาส

บังเอิญไหมเราไม่อาจรู้ แต่ในหนังสือ ลูกสาวจากดาววิปลาส นิยายเรื่องแรกของจอมเทียนที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ P.S. หน้าแรกๆ เขียนไว้ว่า 

‘ฉันไม่ต้องการสื่อสารเรื่องราวในรูปแบบหญิงสาวอับโชคชอกช้ำ ฉันอยากจะภูมิใจกับตัวเองในปัจจุบันที่ผ่านมาได้ ไม่ต้องรอให้ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่หรือกลายเป็นเพชรที่ถูกขัดล้างเจียระไนจากปลักตมจนสวยงามสูงค่า’

ปลักตมที่เธอว่า อาจหมายถึงชีวิตที่เติบโตในย่านทวีวัฒนากับแม่ที่เป็นโรคประสาท การไม่ได้เรียนหนังสือจนอายุเก้าขวบ มีเพียงนิยายของนักเขียนหญิงอนุรักษนิยมที่เป็นทั้งเพื่อนและครู การถูกล่วงละเมิดจากคนในบ้านตั้งแต่ยังเยาว์ ส่งผลต่อการเป็นโรคซึมเศร้าจนหลายครั้งหาเหตุผลที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ไม่เจอ

แต่บางครั้ง แม้ในยามที่คิดเหตุผลไม่ออกสักข้อ ชีวิตก็อนุญาตให้อยู่ต่อทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลนั่นแหละ หลังจากมุ่งมั่นจะโบกมือลาโลกหลายครั้ง จอมเทียนก็ล้มเลิกความพยายาม เปลี่ยนความทรมานให้เป็นแรงฮึดไปทำกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ช่วยเหลือผู้ป่วยซึมเศร้าและผู้เสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ กลายเป็นเฟมินิสต์นักกิจกรรม และล่าสุด-นักเขียนนวนิยาย

ลูกสาวจากดาววิปลาส คือชื่อหนังสือเล่มแรกของเธอ บอกเล่าเรื่องราวที่อ้างอิงมาจากชีวิตจริงของจอมเทียน ท่ามกลางฉากหลังเป็นประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยที่ถ่ายทอดผ่านสายตาของคนชนชั้นแรงงาน 

บทสนทนานี้ เราจึงชวนจอมเทียนย้อนนึกถึงความวิปลาสที่เจอมาทั้งชีวิต ในฐานะลูกสาว เด็กสาว และหญิงสาวที่ไม่อยากนิยามตัวเองว่าเป็นคนอับโชคชอกช้ำ แม้ถูกกดทับจากระบบปิตาธิปไตยที่ฝังรากลึกในสังคมไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอผ่านมาได้ และภูมิใจที่ผ่านมาได้ด้วย

จอมเทียน จันสมรัก อ่านหนังสือลูกสาวจากดาววิปลาส

ความวิปลาสในวัยเด็ก

วิปลาสแปลว่าความบ้า ตอนเด็กเราได้ยินคำว่าบ้าครั้งแรกคือตอนที่คนเรียกแม่ว่าคนบ้า และตัวเราก็เป็นลูกของคนบ้า

เราไม่มีพ่อ แม่เอาเราออกจากโรงเรียนตั้งแต่อนุบาล การไม่ได้เรียนหนังสือทำให้เราเห็นความเป็นอื่นระหว่างตัวเองกับเด็กคนอื่นๆ และมันทำให้คนปฏิบัติต่อเรากับแม่ในแบบอื่นด้วยเช่นกัน เรายังเป็นลูกครึ่งคนขาวที่ถูกเหมารวมทางเชื้อชาติ เพราะหลายคนคิดว่าการเป็นเด็กลูกครึ่งเท่ากับรวยและพูดภาษาอังกฤษได้ ถ้าเธอไม่รวยและพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แปลว่าพ่อน่าจะทิ้งเธอไป ดังนั้นเธอเป็นลูกของ Sex Worker ใช่ไหม ไม่งั้นจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้พ่อทิ้งเธอไปได้อีก

เราไม่ได้เรียนหนังสือเลยจนอายุเก้าขวบ ครอบครัวและชุมชนพยายามมาคุยให้กลับไปเรียนอยู่แป๊บหนึ่ง แต่พอไปไม่ได้เขาก็ไม่ได้สนใจ การที่เด็กคนหนึ่งไม่ได้ไปเรียน แทบไม่มีข้าวกิน และไม่มีไฟฟ้าใช้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นได้มากๆ

ครอบครัวไทยมองว่าลูกติดบุญคุณของพ่อแม่ตั้งแต่เกิด และบุญคุณนั้นก็มากล้นเหลือแล้วจนการจะเลี้ยงหรือไม่เลี้ยงหลังจากนั้นเป็นกำไรของเด็ก พอตั้งต้นมาอย่างนั้น เด็กก็ไม่สามารถเรียกร้องสิทธิอะไรได้เลยในประเทศนี้ ซึ่งเรารู้สึกว่านี่แหละคือความบ้าอย่างหนึ่ง

จอมเทียน จันสมรัก

ความวิปลาสในครอบครัว

แม่ของเราไม่มีงานทำ เรากับแม่จึงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ เป็นกาฝากครอบครัวใหญ่ ตั้งแต่เด็กเราต้องอาศัยความใจดี ความสงสาร การทำบุญทำทานของคนที่มีเงินกว่ามาจุนเจือชีวิต ดังนั้นเราจะเติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกติดหนี้ รู้สึกว่าเราอยู่รอดได้ด้วยการช่วยเหลือของคนอื่น 

สิ่งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องรักษาความเมตตานั้นไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเอาชีวิตรอด แล้วบังเอิญว่าคนที่ให้ความเมตตานั้นดันเป็นพ่อแม่ เป็นญาติของคนที่ข่มขืนเรา

การโดนล่วงละเมิดทางเพศตอนเด็กคล้ายกับตอนที่คุณปั่นจักรยานครั้งแรก เป็นความทรงจำที่หลอมรวมกับทุกๆ ความทรงจำของเด็กคนหนึ่ง มันปกติขนาดนั้น

ฉันถูกข่มขืน หนังสือลูกสาวจากดาววิปลาส

ความวิปลาสในจิตใจ

เรากินยาพาราเกินขนาดแล้วไปโรงพยาบาลครั้งแรกตอนอายุเก้าขวบ ตอนนั้นเราก็คิดแล้วแหละว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอง

แต่โรงเรียนก็ไม่ได้ติดตามต่อว่าเด็กคนนี้เป็นอะไร ไม่ได้มีนักสังคมมาช่วยดู อีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นตอนอายุสิบสี่ ซึ่งผลก็เป็นเช่นเดิม ไม่ได้มีใครมาติดตามอะไร จนกระทั่งพอเข้ามหาวิทยาลัยที่แม่อาการหนักมาก ความเครียดของเราก็เพิ่มสูงขึ้น แล้วตอนนั้นเราก็โดนล่วงละเมิดทางเพศซ้ำจากเพื่อนในมหาวิทยาลัย เหตุการณ์นั้นเป็นเหมือนตัวจุดให้ทุกอย่างมันกลับมา

แต่จุดที่หนักที่สุดคือหลังจากที่คนที่บ้านเริ่มทราบเรื่องว่าป่วยเป็นซึมเศร้า แล้วเราตัดสินใจจะบอกเขาอีกครั้งว่ามีอะไรอยู่ในใจเรา การถูกล่วงละเมิดทางเพศจากคนในบ้านเป็นหนามที่ทำให้เราไม่สามารถบ่งหนองความป่วยออกไปได้ และพอเราเริ่มคุยกับเขาอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่เขาพูดกลับคือ ‘คิดไปเองไหม’ 

นี่คือจุดที่ต่ำที่สุด มันทำให้เราตั้งคำถามกับความทรงจำที่ผ่านในชีวิตว่าจริงไหม เหมือนประวัติศาสตร์ความเป็นตัวเรามันหายไป โหมันดิ่งมากเลยนะตอนนั้น มันทำให้เราไม่อยากใช้ชีวิตต่อไปอีกแล้ว และการทวงคืนความเชื่อมั่นในความทรงจำของตัวเองในประวัติศาสตร์กลับมามันยากมาก เพราะฝั่ง Abuser หรือพ่อแม่ของเขาบอกว่าจำไม่ได้ นั่นแปลว่าเราโกหกหรือเปล่า พอเราถามจี้ไปแบบนี้เขาก็เงียบ การบอกว่าจำไม่ได้เป็นแค่การตัดเรื่องเท่านั้น เราคิดว่าสิ่งนี้ทำให้ Survivor หลายๆ คนออกมาพูดในสื่อด้วย เพราะเราไม่ได้ถูกรับฟังมาตลอด แล้ววิธีการพูดออกสื่อมันเป็นการเอกโค่เสียงของตัวเองกลับมาเพื่อยืนยันว่ามันจริง 

การเขียนหนังสือเล่มนี้ของเราก็เหมือนกัน

 จอมเทียน จันสมรัก กับหนังสือลูกสาวดาววิปลาส

ความสัมพันธ์ของคุณกับตัวหนังสือเริ่มต้นตั้งแต่ตอนไหน 

การเขียนเป็นความสงบ มันเป็นเซฟโซนมากๆ อย่างที่บอกว่าเก้าปีแรกเราไม่ได้ออกไปไหน เราไม่ได้ฝึกหัดใช้คำพูดในการสื่อสารสักเท่าไร การเขียนเป็นสิ่งที่เราทำเยอะและทำเยอะมาตั้งแต่เด็ก การอ่านก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าช่วงเก้าปีแรกในชีวิตคนจะบอกว่ามันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีสักเท่าไหร่ แต่หลายๆ ครั้งเราก็กลับไปนึกถึงความเงียบสงบในช่วงเวลานั้นเหมือนกัน

ลูกสาวจากดาววิปลาส มีที่มาที่ไปยังไง

ที่มาที่ไปคือไม่อยากเล่าเรื่องตัวเองแล้ว เราจึงเขียน (หัวเราะ) อีกเหตุผลหนึ่งคือแฟนเราเคยถามว่าในไทยมีหนังสือเกี่ยวกับชนชั้นแรงงานที่เขียนโดยชนชั้นแรงงานจริงๆ บ้างไหม เพราะส่วนมากเขาจะเห็นหนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการ เราพบว่าเราคิดคำตอบไม่ออก เราเลยอยากเขียนประวัติศาสตร์ของบ้านเราเองจากมุมมองของตัวเราเอง ไม่ใช่มุมมองของนักวิชาการหรือคนที่อยู่บนหอคอยงาช้างใดๆ 

สุดท้าย เราเขียนเพราะเราอยากเห็นหนังสือแบบนี้เพิ่มขึ้นอีก พอเราเริ่มทำงานช่วยผู้เสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ เราพบว่าแนวทางการทำงานที่ต้องเอามาประยุกต์ใช้ถูกอ้างอิงจากประสบการณ์ของเคสที่เป็นชาวตะวันตกหรือประเทศอื่นเป็นส่วนใหญ่ หนังสือที่บอกเล่าชุดประสบการณ์ของผู้ถูกล่วงละเมิดในไทยมีน้อยมาก และมันทำให้เรายังไม่สามารถออกแบบสิ่งที่เหมาะกับประเทศเราได้จริงๆ

มันจำเป็นนะ เพราะต่อให้เราอ่านหนังสือของชาวต่างชาติ ถึงจะรีเลตประสบการณ์พวกเขาได้ในส่วน Trauma หรือปิตาฯ แต่มันมีอย่างอื่นที่คนไทยเท่านั้นแหละถึงจะรู้ อย่างการคิดว่าการถูกข่มขืนเป็นเวรกรรมมาจากชาติปางก่อน และการที่เราไม่สามารถแจ้งจับเขาได้ก็เป็นเวรกรรม ดังนั้นเราต้องรอให้ถึงชาติหน้าเพื่อให้กรรมตามสนองเขา เป็นแนวคิดที่ไปพูดให้ฝรั่งเขาก็ไม่เก็ต (หัวเราะ) ดังนั้นเราว่ามันต้องมี Hard Copy สำหรับเรื่องพวกนี้เกิดขึ้น

เหมือนกับช่วงแรกๆ ที่เราพูดเรื่องโรคซึมเศร้า ตอนนั้นมีหนังสือเล่มเดียวคือ เรื่องเล่าจากยอดภูเขาน้ำแข็ง ผ่านมาสิบปีตอนนี้มีเป็นสิบเล่มแล้ว เราเชื่อว่าในอนาคตจะมีหนังสือที่เล่าประสบการณ์ของผู้เสียหายออกมาอีก

 จอมเทียน จันสมรัก

ก่อนหน้านี้ หนังสือที่เล่าประสบการณ์ของผู้เสียหายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในไทยเป็นยังไง

ส่วนมากการถูกข่มขืนจะถูกนำเสนอในลักษณะของการข่มขืนแล้วนำไปสู่ความรัก อย่าง สวรรค์เบี่ยง ถูกข่มขืนแล้วท้อง หนี รักเขา กว่าจะรู้เดียงสา ถูกข่มขืน มีลูก ขายตัว ตาย เรื่องอื่นก็เหมือนกัน ส่วนมากก็จะวนอย่างนี้ ถูกข่มขืน รักเขา ถูกข่มขืน เป็นบ้า ตาย ถูกข่มขืน มีลูก ตาย ซึ่งเราไม่รีเลตเลย

เรื่องที่เล่าเรื่องการข่มขืนโดยไม่เหมารวม ที่พอนึกออกคือ ลับแลลายเมฆ ที่กล่าวถึงตัวเอกที่เคยถูกข่มขืนตอนเด็ก อย่างน้อยตัวเอกของเรื่องก็ไม่ได้รักคนที่ข่มขืนตัวเอง ไม่ท้อง ไม่ตาย ตอนจบโอเค อย่างไรก็ดี ภาพของตัวเอกเรื่องนั้นก็ยังเป็นคนที่พังทลายและต้องมีผู้ชายมาดูแลจนรอดผ่านไปได้เช่นกัน และทั้งตัวเอกและคนเขียนก็ไม่ใช่ Working Class ทำให้เรายังไม่รีเลตอยู่ดี

ทำไมต้องเขียนออกมาเป็นนวนิยาย ทั้งๆ ที่ถ่ายทอดประสบการณ์จริง 

ถามว่าอะไรคือจุดแยกระหว่างนวนิยาย บันทึกประสบการณ์ และหนังสือวิชาการ เราว่านวนิยายอ่านง่ายกว่า อ่านสนุกกว่า ผู้อ่านมีโอกาสแยกตัวเองออกจากเรื่องและมองว่านี่เป็นเพียงเรื่องแต่ง สะดวกใจที่จะอ่านมากขึ้น และเราว่ามันเป็น Soft Power อย่างเราเองเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากมาจากการ์ตูน นิยาย รู้สึกว่ามันเป็นเรามากกว่าในการเล่าแบบนี้ 

จอมเทียน จันสมรัก หนังสือ ลูกสาวจากดาววิปลาส

ลูกสาวจากดาววิปลาส ทำไมต้องเป็นดาววิปลาส

บก.ช่วยคิด ตอนแรกเราตั้งชื่อหนังสือได้ห่วยมาก (หัวเราะ)

ชื่อเก่าคือ

ตอนแรกคิดเอาไว้สองชื่อ คนบ้าทวีวัฒนา กับ นครคนดี พี่จุ๋ม (ปณิธิตา เกียรติ์สุพิมล บรรณาธิการสำนักพิมพ์ P.S.) บอกว่าอ่านแล้วโบราณจัง เขาก็มาช่วยคิดชื่อให้ ซึ่งมันก็สะท้อนมาจากภาษาที่ใช้ในเล่ม คำที่ดุจดาวพูดว่าคนในบ้านเป็นมนุษย์ต่างดาว และการที่เรานิยามสิ่งต่างๆ ในเรื่อง เช่น เราเป็นสลากที่ถูกจับมาให้อยู่ในฉากนี้ เราไม่ได้เลือกองค์ประกอบอื่นๆ ในฉากชีวิต หรือในฉากที่ใหญ่ขึ้นมาอีกอย่างรัฐ เราเองก็ไม่ได้เลือกเช่นกัน สิ่งประกอบฉากก็ยังคงเป็นสิ่งประกอบฉาก ไม่ได้เข้ามามีแอ็กชันในชีวิตของเราเลย บก.ก็เลยช่วยตั้งชื่อนี้ออกมาให้ ซึ่งเราก็กราบพี่จุ๋มค่ะ เพราะเราไม่เก่งเรื่องการตั้งชื่อเท่าไหร่

เพราะถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนตัวออกมาเป็นงานเขียน คุณมีเส้นแบ่งไหมว่าจะเล่าหรือไม่เล่าอะไร

ไม่มี เพราะมันเป็นหนังสือที่ตัวเราเขียนแล้วเราอยากทิ้งสิ่งเหล่านั้นไว้ข้างหลัง ดังนั้นเราอยากจะซื่อสัตย์ให้มากที่สุด

สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดกลับกลายเป็นว่าเราจะมองตัวเองในอดีตอย่างซื่อสัตย์ได้อย่างไร เพราะคนเรามีไบแอสให้ตัวเองอยู่แล้ว เราไม่อยากเป็นแบบนั้น เรารู้ว่าเรามีด้านที่แย่ ไม่ได้เป็นคนที่ดีสมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นฮีโร่ ไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่เราอยากถ่ายทอดออกไป เหมือนอย่างที่เราเขียนในโปรยปกว่า เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นเพชรก่อนถึงจะเขียนหนังสือได้ 

ตอนเขียน คุณมองอดีตด้วยสายตาแบบไหน

มีสลับอยู่สองช่วงคือ ดิ่งลึกลงไปให้สุด และบินกลับขึ้นมาและมองจากที่ที่สูงที่สุด เราเขียนจากความรู้สึกจริงที่เกิดขึ้นในอดีตและความรู้สึกของคนที่สามที่มองเข้าไปด้วย เพื่อเช็กตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าไบแอสหรือฟูมฟายไปไหม ความยากของมันคือมีจุดที่เราไม่อยากดิ่งกลับไปอีกแล้ว แต่การได้กลับไปนั่นแหละมันทำให้เรายืนยันกับตัวเองได้ว่ามันเกิดขึ้นจริง เพราะถ้าไม่จริง ฉันจะจำขนาดนั้นได้อย่างไร

มันจะมีช่วงหนึ่งในเรื่องที่บอกว่า ‘หลังจากนั้นจำไม่ได้แล้ว’ เช่นการถูกข่มขืน ดำเนินมาถึงจุดหนึ่งแล้วมัน Black out ฉันไม่รู้ตัวแล้วว่าฉันกลับบ้านมาได้อย่างไร อันนี้กลายเป็นว่าพอเขียนแล้วเราจำได้ เหมือนความทรงจำที่เคยปิดหีบเอาไว้ เขารู้ว่าเราเซฟมากพอจะเขียนมันออกไปแล้ว มันจึงเปิดหีบและโชว์มาเพิ่ม

 จอมเทียน จันสมรัก

ทริกเกอร์ไหม

ตอนนั้นที่มันป็อปขึ้นมา มันป็อปขึ้นมาพร้อมกับข้อเท็จจริงที่ว่าทำไมเราถึงผ่านชีวิตช่วงนั้นไปได้ เราได้รับความรักจากไหน ตอนนั้นก็ร้องไห้และเดินไปหาแฟน แล้วแฟนก็บอกว่าเป็นอะไร ยูจำอะไรได้ เราก็บอกแมว เราจำแมวได้ (หัวเราะ) เราจำได้ว่าตอนนั้นเราร้องไห้หนักมากและเราก็มีแมวอยู่กับเราตลอดเวลา เราจำได้ว่าเรารู้สึกในด้านที่แย่ที่สุดอย่างไร และเราก็จำได้ว่าแมวกับเรารักกันมากแค่ไหน แล้วแฟนก็ขำ (หัวเราะ) ไอนึกว่ายูจะมาร้องไห้ว่าถูกข่มขืนยังไง ยูมาร้องไห้เรื่องแมว 

คือบางทีสิ่งที่ถูกปิดไว้มันไม่ได้มีแค่ความเจ็บปวด แต่มันมีสิ่งที่ประคองเราผ่านความเจ็บปวดนั้นไปได้มาด้วย เป็นอะไรที่ทำให้ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง และนั่นแหละ เราก็พบว่าเราไม่ได้เศร้าขนาดนั้น

ตอนขึ้นต้นหนังสือมีข้อความโปรยไว้ว่า ‘ฉันไม่ได้ต้องการสื่อสารเรื่องราวในรูปแบบหญิงสาวอับโชคชอกช้ำ ฉันอยากภูมิใจกับตัวเองในปัจจุบันที่ผ่านมาได้’ การมองตัวเองเป็นหญิงสาวที่ไม่ได้อับโชคมันสำคัญยังไง

สำคัญมาก (เน้นเสียง) ที่จริงเราตัดสินใจออกมาพูดเรื่องเพศตอนที่เราไปเดตกับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วเขาบอกว่าเราไม่น่าออกมาพูดเลยนะ น่าจะรอให้ประสบความสำเร็จกว่านี้ก่อน เพราะมันอาจจะไม่ดีกับเราเอง 

เราก็กลับมาคิดเรื่องนี้ว่ามันไม่ดีกับเรายังไง ทำไมเราต้องรอให้เราสำเร็จหรือเป็นเศรษฐีก่อนถึงจะพูดได้ด้วยล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้น คนที่ติดอยู่ในกับดักชนชั้นก็ไม่สามารถพูดถึงมันได้ตลอดชีวิตเลยสิ นั่นเป็นแรงผลักมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ขอบคุณผู้ชายคนนั้นที่เคยได้ถามไว้ 

และความอับโชคชอกช้ำเนี่ยมันก็เป็นแรงต้าน พอเราออกมาพูดเรื่องนี้ หลายคนต้องการให้เรามีภาพเป็นเหยื่อที่เศร้า ถ้าไม่เศร้าก็ต้องโกรธมากๆ ไปเลย แล้วเราก็สงสัยว่าทำไมเราต้องรู้สึกอย่างที่เขาบอกด้วย (หัวเราะ) เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่โชคร้าย มันเป็นความเลวของผู้กระทำ มันอาจเป็นความบังเอิญที่ผู้เสียหายคนนั้นเป็นเรา แต่สำหรับเขามันไม่ใช่ความบังเอิญ เพราะว่าเขาวางแผนจะทำอยู่แล้ว เขารู้แล้วว่าจะทำ

ความผิดไม่ได้อยู่ที่เรา แล้วทำไมความโชคร้ายถึงต้องมาถูกแปะป้ายที่ตัวเราด้วย เราไม่ได้รู้สึกว่าเราโชคร้าย อับโชคขนาดนั้น เรารู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมมากกว่าที่สังคมดูแลเราแบบละเลยและทำลืมไปหลังจากที่เรื่องนั้นเกิดขึ้นกับเรา

ลอยสัก จอมเทียน จันสมรัก

นอกจากเรื่องราวชีวิตของสองแม่ลูก ในลูกสาวจากดาววิปลาส ยังมีการสอดแทรกประเด็นการเมืองและใส่เรื่องจริงในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยลงไปด้วย ทำไมถึงอยากใส่ประเด็นเหล่านี้ลงไป

เพราะการเมืองเป็นเรื่องของชีวิตเราอยู่แล้ว มันอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง มันกระทบกับทุกสิ่งทุกอย่าง 

ช่วงแรกๆ ที่เขียน เราตั้งคำถามว่าทำไมแนวคิดบางอย่างของแม่จึงเรียกได้ว่าโพรเกรสซีฟในสมัยนั้น เช่น แม่เราไม่เอาพุทธศาสนาที่เป็นทุนนิยมมาตั้งแต่เด็กๆ แม่เรามองว่าระบบเจ้าขุนมูลนายเป็นเรื่องแปลก อย่างมีช่วงหนึ่งที่เราไปนั่งคุยกับแม่ว่าแม่คิดยังไงกับระบบกษัตริย์ แล้วแม่ก็บอกว่าแม่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน มันมีครั้งหนึ่งที่แม่ไปเห็นขบวนเสด็จแล้วแม่เห็นท่านรับเงินจากมือคนจน แล้วแม่ก็สงสัยว่าทำไมคนที่มีเงินมากขนาดนั้นถึงรับเงินจากมือคนจนอยู่ มันเรียบง่ายนะ แต่เราสงสัยว่าทำไมแม่ถึงมองเห็นจุดนั้นในยุคสมัยที่มีแต่สลิ่ม เราเลยย้อนกลับไปดูว่าแม่เติบโตมายังไงในแบ็กกราวนด์แบบไหน

เราพบว่าแม่ใช้ชีวิตผ่านยุคเรียกสิทธิของโรงงานฮาร่า ยุคพฤษภาทมิฬ แต่แม่ไม่ใช่แกนนำ ไม่ได้ร่วมชุมนุมด้วยซ้ำ แม่เป็นคนทั่วๆ ไปที่ทำงานเช้าจนดึก การมีชีวิตอยู่ของแม่มันหนักมากแล้ว แต่การที่แม่ได้เติบโตผ่านยุคนั้น แม่รู้ว่าสังคมไม่ได้สนับสนุนแม่ในฐานะเซอร์ไวเวอร์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่เคยรู้สึกด้วยซ้ำว่าแม่สามารถพูดหรือขอความช่วยเหลือได้ ความคิดพวกนี้แหละที่มันผลักแม่ออกไปให้ไกลจากชุมชนที่มองว่าความคิดนี้เป็นเรื่องผิดปกติ แล้วแม่ก็ส่งต่อมากับเรา 

จากเรื่องราวของแม่ เราเห็นมาตลอดว่าการเมืองมันมีผล มันคือการดีไซน์ระบบของรัฐ และยิ่งชัดมากขึ้นเมื่อเรามาศึกษาเรื่องเพศ เราเห็นปัญหาเยอะมาก อย่างเราเองก็เคยไปพูดเรื่องการถูกล่วงละเมิดทางเพศบนเวทีระดับโลก หวังว่าการตะโกนถึงขั้นนั้นก็น่าจะมีอะไรเปลี่ยน คนที่นั่งฟังเราเป็นทูต เป็นศาล เป็นทนาย แต่ตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนเป็นรูปธรรม มันรู้สึกเหมือนโดนหักหลังเลยนะ เราไปถึงจุดที่สูงขนาดนั้นแล้วทำไมยังไม่เปลี่ยน แล้วเราต้องทำขนาดไหนมันถึงจะเปลี่ยน 

มันหมดหวังนะ มีช่วงหนึ่งที่ไม่อยากทำงานแล้วเพราะรู้สึกว่าทำไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนหรอก แต่มีพี่นักกิจกรรมคนหนึ่งคือพี่แทนไท ประเสริฐกุล เขามาพูดกับเราว่าความเปลี่ยนแปลงมันอาจจะไม่เกิดในเจนฯ เรา แต่มันจะส่งต่อไป เราก็หวังว่าเราจะเป็นหนึ่งในคนที่ส่งต่อด้วยการเขียนหนังสือ เพราะหนังสือมันจะอยู่ตรงนั้น มันอยู่ตลอดไป เราไม่อยากให้คนที่เป็นชนชั้นแรงงานเหมือนเราคิดว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่อยากให้คนที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมอยู่แล้วมาเขียนถึงพวกเรา เพราะเราก็เป็นส่วนสำคัญในกระแสธารของการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ความเปลี่ยนแปลงที่เราหวังไว้มันอาจกินเวลาเป็นเจเนอเรชันแหละ แต่เราว่ามันจะเกิด ขอแค่อย่าหยุดก็พอ

จนถึงตอนนี้ คุณก็ยังเชื่อในความยุติธรรม

เชื่อ (ตอบทันที) แต่ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่คนเขียนขึ้น เราเชื่อว่าความยุติธรรมคือสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมจะต้องเป็นการรับรองว่ามนุษย์ทุกคนจะได้สิทธิมนุษยชนนั้นก่อนกฎหมาย 

 จอมเทียน จันสมรัก

ชีวิตของสองแม่ลูกในนิยายเรื่องนี้เจอความอยุติธรรมเยอะมาก ความอยุติธรรมในหนังสือเล่มนี้ยังมีอยู่ในปัจจุบันไหม

แน่นอน ตอนเราเขียนหนังสือจบไปแล้ว เราก็เริ่มทำเคสก็ยังเห็นข่าวอยู่เสมอว่าเด็กยังฆ่าตัวตายเพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถไปเรียนหนังสือได้อีกต่อไป ยังมีเด็กที่ไม่มีผ้าอนามัย ยังมีเด็กที่ไม่มีเงินซื้อชุดนักเรียน 

มันมีความขยับเปลี่ยนแปลงในแนวคิดของคนตั้งแต่ยุคแม่ จนถึงยุคเรา แต่ในเชิงระบบรัฐแล้วเราแทบไม่เห็นอะไรเลย มันเป็นเรื่องน่าแปลกที่ประเทศไทยฟรีซตัวมากๆ ไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงในระบบของรัฐเลย

ไม่ต้องมองไปไกลถึงยุคแม่ก็ได้ เอาตั้งแต่ครั้งแรกที่เราสปีกเอาต์เรื่องโรคซึมเศร้ามาจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ Capacity ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้รับคนป่วยได้มากขึ้นสักเท่าไหร่ สังคมเปลี่ยนแต่รัฐไม่เปลี่ยน หรืออย่างเรื่องเพศ นักกิจกรรมก็สู้กันมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีอะไรพัฒนาขึ้นเลย (เน้นเสียง) เพราะมันไม่ประชาธิปไตย มันไม่มีการเอาคนที่มีความรู้ขึ้นไปทำงานจริงๆ อันนี้เราว่าสำคัญมากเลย เพราะคนที่นั่งเป็นรัฐมนตรีหรือบางทีผู้เชี่ยวชาญบางอย่างที่ขึ้นไปอยู่เขาก็ไม่มีโอกาสออกกฎหมาย ยิ่งถ้ามองกฎหมายจะรู้เลยว่าไม่ค่อยมีการประยุกต์องค์ความรู้ในด้านอื่นเท่าไหร่ แล้วเรารู้สึกว่าการทำงานของรัฐเป็นไปเพื่อเอาเงินส่วนต่าง เหมือนคนที่อยู่ในระบบขึ้นไปเพื่อเอาประโยชน์ให้ตัวเอง เขาไม่ได้มองตัวเองว่าเขารับใช้ประชาชนอยู่เลย เขาเหล่านั้นมองตัวเองว่าเขากำลังทำบุญ เผยแผ่ส่วนบุญแก่คนที่ไปขอรับ แต่ในประชาธิปไตยมันไม่ใช่แบบนั้น 

ในฐานะประชาชนที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น เราทำอะไรได้บ้าง

อำนาจอยู่ที่เรานะ ประเทศไทยไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ออกมาใช้อำนาจของตัวเองเท่าไหร่ เรามองว่ามันเป็นการดีไซน์อย่างเป็นระบบมานาน ไม่มีพื้นที่สาธารณะให้คนออกมารวมกลุ่มเพื่อสัมผัสถึงพลังกลุ่มและออกไปทำอะไรสักอย่าง มันยากสำหรับคนไทย แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ และเราเชื่อว่าโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเรื่องนั้นด้วย

เราคิดว่าคุณไม่สามารถฝากความหวังเอาไว้ที่คนมีอำนาจคนใดคนหนึ่งได้หรอก สุดท้ายมันต้องฝากไว้ที่ตัวเองและคอยจับตาอยู่เสมอ จนกว่าคนที่มีอำนาจคนนั้นจะเป็นคนที่เราเลือกขึ้นไปจริงๆ และทำงานรับใช้เราจริงๆ 

เราคิดว่าประเทศไทยมันกำลังไปสู่จุดนั้นนะ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราว่ายาก เพราะมันเป็นช่วงโค่นอำนาจเก่า มันอาจกินเวลานานและผ่านอะไรไปเยอะมาก แต่อย่าหยุด 

 จอมเทียน จันสมรัก

ภาพฝันของสังคมที่เราอยากอยู่ในอนาคตคือแบบไหน

เขียนไว้ในท้ายปกว่าอยากแก่ตายในประเทศที่มีประชาธิปไตย ซึ่งไม่รู้ว่าประเทศนั้นเป็นประเทศไทยไหม ก็หวังว่าให้เป็น

เราอยากเห็นสังคมที่กฎหมายมันรับรองสิทธิมนุษยชนได้ เราอยากเห็นประเทศที่เด็กทุกคนได้เรียนหนังสือ การเรียนหนังสือมันช่วยได้มากๆ เลยนะในการที่คนคนหนึ่งมันจะข้ามชนชั้นและทำตามฝันขึ้นมาได้ เราอยากเห็นประเทศแบบนั้น มันอาจจะดูไม่ค่อยเกี่ยวกับเรื่องเพศสักเท่าไหร่ แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มายืนตรงนี้หรอกถ้าเราไม่ได้ออกจากบ้านและมาเรียนหนังสือในตอนนั้น

เราพูดในเวทีหนึ่งว่ามันสายเกินไปแล้วสำหรับเราที่จะได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมาย แต่เราไม่อยากให้มันสายเกินไปสำหรับเด็กคนอื่น เราอยากให้เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่จะถูกกระทำและถูกปล่อยทิ้งมันลดลงให้มากที่สุด 

สุดท้าย เราอยากให้การเกิดมาเป็นมนุษย์มันให้โอกาสเราได้มีความสุข และไม่ทำให้ใครอยากตาย อย่างในหนังสือเล่มนี้ บก.เคยถามเรากลับมาว่ามีสีเขียวเยอะจังเลยนะ สีเขียวมันมีความหมายอะไรกับเราเหรอ เพราะว่าทุกครั้งแม้แต่ตอนถูกข่มขืน ดาดาวมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นดอกการเวก เห็นสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัว แล้วมันโผล่ออกมาเสมอในช่วงที่มีเรื่องเครียดและเราต้องการพลังใจ 

คำตอบของเราคือเราคิดว่าการเกิดเป็นมนุษย์มันทำให้เราได้เห็นความสวยงามของอะไรหลายๆ อย่าง และมันน่าเสียดายที่การเกิดเป็นมนุษย์จะทำให้เราอยากตาย

จอมเทียน จันสมรัก

Writer

Photographer

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.