NEIGHBORHOOD

หลายชีวิต หลากความคิดที่ ‘อิสรภาพ’ ถนนสายเก่าย่านฝั่งธนฯ

‘อิสรภาพ’ ที่แท้จริงคืออะไร ใครเป็นผู้กำหนด


นี่เป็นคำถามที่มนุษย์หลายคนพยายามหาคำตอบ เกือบทั้งชีวิตในการหาคำจำกัดความให้คำนี้อยู่เสมอ และหลายครั้งคนเราก็นำไปนิยามสิ่งต่างๆ ในหลายบริบท ไม่ว่าจะวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งชื่อของ ‘ถนน’

วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จัก ‘ถนนอิสรภาพ’ ถนนสายเก่าในย่านฝั่งธนฯ ที่มีความยาว 4.18 กิโลเมตร ตัดผ่านถนนและแยกสำคัญๆ ถึง 4 เขต คลองสาน ธนบุรี บางกอกใหญ่ และบางกอกน้อย นำโดยไกด์เจ้าถิ่นที่กำเนิดเติบโตในย่านนี้มาตั้งแต่แบเบาะ ‘จอน-จอนปรอท วงษ์เทศ’ พร้อมด้วย ‘มาอิ-ณัฐชานันท์ เนติกรวิวัชร’ คู่หูจากวงดนตรีอิสระ Mercury Goldfish

‘อิสรภาพ’ (น.) ความเป็นใหญ่ ความเป็นไทแก่ตัว


จอนเล่าให้เราฟังว่า เมื่อก่อนถนนอิสรภาพ ชื่อ ‘ถนนเจ้ากรุงธน’ สร้างพร้อมกับการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า เพื่อเชื่อมการคมนาคมระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี เมื่อครั้งฉลองครบรอบ 150 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่สร้างเสร็จตลอดทั้งสายภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลยุคนั้นจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ถนนอิสรภาพ’ ให้ชื่อไม่ซ้ำกับถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน และมีนัยเชื่อมโยงกับพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่ตั้งอยู่ใจกลางวงเวียนใหญ่

วันนี้เราออกเดินเท้าสำรวจย่านเริ่มจากถนนอิสรภาพ เข้าถนนวังเดิม ถนนอรุณอมรินทร์ แวะสี่แยกบ้านแขก แล้วเลยไปจนเกือบถึงถนนลาดหญ้า ระหว่างที่เดินจอนเล่าเรื่องราวความผูกพันที่ยังคงเป็นภาพคุ้นเคยอยู่ในความทรงจำ ทั้งความสุขที่ตอนเด็กๆ พ่อชอบพาไปวัดแจ้ง ขี่จักรยานผ่านโรงเรียนทวีธาภิเศก แยกโพธิ์สามต้น วังเดิม และตัดผมร้านแถวนั้นที่เปิดมานานกว่า 30 ปี ตำนานฉากเจ้าน้ำตาของจอนในวัยเด็กไม่อยากตัดผมเกรียน เดินร้องไห้ตลอดเส้นทางระหว่างไปร้านตัดผม

อิสรภาพที่ถูกแช่แข็ง


เดินไปคุยไปสักพักเราก็เดินมาหยุดที่หน้าร้านขายหีบศพที่ดูท่าทางจะอยู่กับย่านนี้มานาน เราจึงอดไม่ได้ที่จะเข้าไปถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

 “ถนนอิสรภาพฝั่งนี้ไม่ค่อยมีอะไรหรอก เท่าที่เห็นก็มีรถไฟฟ้า
คนมาเที่ยววัดอรุณฯ ฝั่งธนฯ ไม่มีอะไรเลยเงียบมาก”

ร้านจำหน่ายหีบศพ ซุ่นฮวด (ฮั่งเท้ง) ริมถนนอิสรภาพ

คุณป้าสมใจและคุณป้าวันทนีย์ ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้สืบทอดธุรกิจจำหน่ายหีบศพร้านซุ่นฮวด (ฮั่งเท้ง) ที่อยู่คู่ย่านอิสรภาพมามากกว่า 64 ปี ได้บอกกับเราถึงบรรยากาศในอดีตก่อนจะมีการตัดถนนว่า แถวนี้มีลักษณะเป็นป่า น้ำประปาก็ยังเข้าไม่ถึง ต้องไปตักน้ำในสระบัวที่ปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ของปั๊มแก๊ส พออายุ 7 ขวบถึงมีถนนตัดผ่านหน้าบ้าน พอมีถนนก็เริ่มมีประปา มีตึกแถวขึ้นมา ซึ่งหากมองตึกแถวตรงสะพานเจริญพาศน์จะเห็นว่ามีลักษณะ 2 ชั้น ตึกแบบนี้มีอายุราว 60 ปี ส่วนตึกที่สูงเกิน 2 ชั้นขึ้นไปจะมีอายุประมาณ 40 ปี 

ร้านขายของชำริมถนนอิสรภาพ

“อาจเพราะย่านนี้ถูกดันให้เป็นเมืองเก่า ตึกก็สร้างสูงไม่ได้ เพราะมีกองทัพเรือ พระราชวังเดิม และวัดอรุณฯ ความเจริญเลยมาช้า จนปัจจุบันเขาก็ยังไม่ให้สร้าง ถ้าลองสังเกตแค่เลยไปแยกพรานนกจะเห็นเลยว่าแตกต่างกันมาก มีถนนเส้นนี้แหละที่ยังไม่เจริญ”

อนาคตอิสรภาพก็คงเหงาๆ เฉาๆ อยู่อย่างนี้ ดีหน่อยที่ช่วงก่อนมีรถไฟฟ้ามาถึง คนก็เดินผ่านไปมาทั้งวัน เพื่อไปเที่ยววัดแจ้ง วัดกัลยาฯ วัดหงส์ฯ แต่พอช่วงโควิด-19 ถนนอิสรภาพก็ร้างราผู้คน

“ถ้ามันยังมีกฎหมายไม่อนุญาตให้สร้างตึกสูงได้ ความเจริญมันก็ไม่มาหรอก ฉันก็อยู่มา 60 ปีแล้วนะ ทำไมถึงหยุดความเจริญด้วยคำว่า ‘ถนนสายวัฒนธรรม’ ฉันก็ไม่เข้าใจ ตอนนี้ผู้ประกอบการร้านค้าในปัจจุบันเท่าที่คุยก็จะตายกันหมด อยู่ไม่ไหว โควิด-19 รอบแรกก็กัดฟันสู้นะ”

ร่องรอยหลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

เราข้ามคลองบางกอกใหญ่ผ่าน ‘สะพานเจริญพาศน์’ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ใต้สะพานเราพบที่ตั้งของหลุมหลบภัยเล็กๆ เป็นร่องรอยบ่งบอกเหตุการณ์บ้านเมือง และการเอาชีวิตรอดของผู้คนจากการทิ้งระเบิดลงกรุงเทพฯ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในอดีตเคยมีอักษรปั้นด้วยปูนเขียนไว้ว่า ‘หลุมหลบภัยบรรจุได้ ๖๐ คน’ แต่ไม่มีใครใช้ ปัจจุบันเหลือเพียงประตูลูกกรงกับเศษขยะมากมายอยู่ภายใน

ที่มา : https://lek-prapai.org/home/view.php?id=190

มัสยิดบางหลวง หรือ กุฎีขาว สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 มีหน้าจั่วทรงวัดไทย

ยล ‘มัสยิดบางหลวง’ หรือ ‘กุฎีขาว’


แม้ร้านรวงริมถนนอิสรภาพจะดูเงียบเหงาซบเซาไปบ้าง แต่ย่านนี้กลับมีเรื่องราวประวัติศาสตร์อันน่าค้นหา และภาพวิถีชีวิตเดิมๆ ที่มีเสน่ห์ซุกซ่อนอยู่ จอนและมาอิพาเราเดินซอกแซกผ่านถนนวังเดิม เข้าถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ มายังมัสยิดบางหลวง หรือกุฎีขาว ที่ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ เราได้พบกับ อิหม่ามรอมดอน ท้วมสากล ที่เดินออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมรับช่วงต่อนำเราไปเรียนรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของศาสนสถาน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมลักษณะหน้าจั่วทรงวัดไทยที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในประเทศ

“คนพุทธเดินผ่านก็ยกมือไหว้ เข้าใจว่าเป็นวัด”

อิหม่ามบอกเราว่า มัสยิดแห่งนี้เริ่มสร้างขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325 โดยเจ้าขุนมูลนายสมัยกรุงธนบุรี และพี่น้องชาวมุสลิมส่วนหนึ่งที่อยู่หัวรอ คลองตะเคียน บางปะอิน อพยพนั่งเรือมาที่คลองบางหลวงก็มาร่วมมือฟื้นฟูจากอาคารไม้เก่าที่ทรุดโทรมแล้วสร้างมัสยิดหลังนี้ขึ้นมา ส่งผลให้มัสยิดบางหลวงจึงเป็นความภาคภูมิใจของชุมชน

อิหม่ามรอมดอน ท้วมสากล ด้านหน้าโค้งซุ้มทรงวิมานมิมบัรและมิห์รอบ

ด้านในตกแต่งด้วยศิลปะ 3 เชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นลายดอกประจำยาม ดอกรัก กาบพรหมศร วิมานสามยอดที่เป็นศิลปะของไทย ส่วนศิลปะจีนมีดอกพุดตานหรือเมาตาน และใบฝรั่งเทศของศิลปะยุโรปที่สอดแทรกอยู่บริเวณโค้งซุ้มทรงวิมานมิมบัรและมิห์รอบ ซึ่งเป็นพื้นที่แท่นแสดงธรรมสำหรับยืนเทศน์และนำละหมาดของอิหม่าม ตรงกลางมีแผ่นไม้ที่เต็มไปด้วยภาษาอาหรับแกะด้วยไม้สักแผ่นเดียว โดยผู้หญิงชื่อ ฟาติมะห์ คนในชุมชนเมื่อ 300 ปีก่อน ลงรักปิดทองประดับกระจกตามศิลปะไทยที่เรียกว่า ‘เครื่องกุดั่น’

หากมองขึ้นไปบนเพดานกลางมัสยิดจะเห็นตะเกียงโบราณ ซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของรัชกาลที่ 5 ที่รัชกาลที่ 6 ท่านได้พระราชทานเป็นของที่ระลึกแก่ตัวแทนชุมชนที่ไปร่วมงาน

มัสยิดอีกแห่งในละแวกเดียวกัน

พอออกมาจากสุเหร่าเราได้พบกับคุณยายนุช วัย 72 ปี ผู้อาศัยอยู่ในชุมชนนี้มากว่า 20 ปี คุณยายนุชทักทายและชวนพูดคุยอย่างเป็นกันเอง จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า อิสรภาพของสตรีมุสลิมเป็นอย่างไร

คุณยายครับ ทำไมผู้หญิงมุสลิมต้องใส่ฮิญาบคลุมศีรษะ 

“การคลุมฮิญาบเป็นการปกป้องไม่ให้อุจาด ยั่วยุ พอคลุมมิดชิดคนก็จะไม่ค่อยมอง เหมือนศีล 5 ของศาสนาพุทธนั่นแหละ ไม่ทำก็ผิดศีล แต่จริงๆ ยายไม่ใส่นะ เพราะยายสมัยเด็กๆ ก็มีเพื่อนเป็นคนพุทธ คนคริสต์ ย่านนี้มี 3 ศาสนา คริสต์ตรงกุฎีจีน พุทธที่วัดกัลยาฯ อิสลามก็กุฎีขาว พอถึงเวลาทำบุญเขาก็จะมาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ได้มีแบ่งแยก ยายก็เรียนอัลกุรอานมา ถ้ามีพิธีการยายก็คลุม แต่ยายมองว่ามันไม่ได้จำเป็นต้องใส่ในชีวิตประจำวันเสมอไป แต่ก็พูดไม่ได้เพราะเขายึดถือกันมาแบบนั้น เราต้องเข้าใจเพราะเป็นกฎที่มีไว้ แต่ส่วนตัวยายมองว่าขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่า”

หลังจากนั้นอิหม่ามพาเดินไปดูสุสานของชาวมุสลิมที่เรียกว่า กุโบร์ พร้อมเล่าให้ฟังถึงหลักคิดเรื่องการเกิดและตายของศาสนาอิสลามว่า เมื่อมีคนตายต้องรีบฝังให้เร็วที่สุด เพราะชาวมุสลิมเชื่อว่าการตายไม่ใช่จุดดับสูญ แต่เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกหน้าอันสถาพร หากเราเกิดมาจากดินต้องกลับไปสู่ดิน เพื่อกลับไปสู่ความเมตตาในอ้อมอกของพระเจ้าให้เร็วที่สุด เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว อิสลามไม่มีผี แต่มีโลกของดวงวิญญาณ โลกแรกคือชาติในครรภ์มารดา โลกที่ 2 คือโลกปัจจุบัน โลกที่ 3 คือโลกวิญญาณ ส่วนโลกที่ 4 คือโลกหน้า นรก สวรรค์มีแน่นอน ซึ่งในพระคัมภีร์บรรยายนรกไว้น่ากลัวมาก

บนถนนสายอิสรภาพมีศาสนสถานหลายแห่ง ทั้งวัด มัสยิด และคริสตจักร
สะท้อนถึงอิสระในการนับถือศาสนา

แล้วอิสรภาพสูงสุดของศาสนาอิสลามคืออะไรเหรอครับอิหม่าม

“ตอนนี้คนมองศาสนาอิสลามในแง่ลบค่อนข้างเยอะ อิสลามมีสองนัย อันแรกนอบน้อมต่อพระเจ้าองค์เดียว อันที่สองคือสันติภาพ อิสลามเป็นศาสนาเอกภาพ ไม่มีชั้นวรรณะ ทุกคนคือพี่น้องกันหมด ทุกคนมีที่มาเดียวกันจากมนุษย์คนแรก 

“อันไหนที่ทำแล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ผิดข้อห้ามศาสนา ทำได้ทันที อย่างการไปช่วยงานศพในพิธีพุทธก็ไปช่วยได้ พิธีกรรมต่างคนต่างนับถือไม่เป็นไร อย่างในวันสำคัญ บาทหลวงกับหลวงพ่อก็มานั่งประชุมจัดงานการกุศลร่วมกัน อะไรที่ทำให้เกิดความสามัคคีขอให้ทำทันที เพราะพวกเราเป็นพี่น้องกัน” 

ปัจจุบันคนในชุมชนกุฎีขาวบางส่วนประกอบอาชีพทำบายศรีส่งขายในตลาด

อิหม่ามเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนทุกบ้านในชุมชนมีอาชีพดั้งเดิมคือทำประมงน้ำจืด ตื่นเช้ามืดทอดแหหาปลากันที่ท่าเตียน ปากคลองตลาด สะพานพุทธฯ เอาไปขายวงเวียนใหญ่ ซางตาครู้สคอนแวนท์ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว สำหรับกุฎีขาวแห่งนี้ยังมีสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกมากมาย แต่มิสยิดบางหลวงไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ดังนั้น ถ้าใครอยากมาศึกษาเรียนรู้ก็สามารถติดต่ออิหม่ามรอมดอนได้โดยตรง

อาณาจักรร้านตัดผม ‘ราไว แฮร์คัท’


เราเดินย้อนกันไปทางสี่แยกบ้านแขกที่จอนบอกว่าหากไม่ได้มาเห็นถือว่ามาไม่ถึงถนนอิสรภาพ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านบิวตี้ซาลอน แฮร์คัตมากมายเรียงรายทั้งชายหญิง โดยเฉพาะชื่อ ‘ร้านราไว แฮร์คัท’ ที่ขณะทอดน่อง จะพบร้านในชื่อเดียวกันซ้ำไปซ้ำมา แต่ต่างกันที่ตัวเลขของสาขา

ในอดีตความรุ่งเรืองของธุรกิจบิวตี้ซาลอน แฮร์คัตของร้านราไวเคยมีมากถึง 30 สาขา บุกเบิกโดย ‘คุณราไว มิลินทสูต’ ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ในชื่อราไวบาร์เบอร์ตรงหัวมุมสี่แยกบ้านแขก ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ราไว แฮร์คัทใน พ.ศ. 2527 นอกจากนั้นยังมีธุรกิจหอพักในชื่อเดียวกัน และศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมสวยอีกด้วย แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ร้านทำผมทยอยปิดตัวลง ปัจจุบันคงเหลือร้านราไว แฮร์คัทเพียงสิบกว่าสาขาเท่านั้น

ที่มา : OK Nation

สภากาแฟ ‘ร้านไทยกาแฟ-บังใหญ่’


จอนและมาอิพาเราข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม เข้ามายังซอยข้างโรงรับจำนำ ชุมชนสี่แยกบ้านแขก เพื่อไปเยือน ‘ร้านไทยกาแฟ-บังใหญ่’ ที่เรียกได้ว่าเป็นสภากาแฟประจำชุมชนที่รายล้อมไปด้วยหลากหลายศาสนาซึ่งเปิดมานานกว่า 80 ปี แค่เพียงก้าวขายังไม่ถึงหน้าร้านดี กลิ่นหอมของชาก็เตะจมูกเราเข้าอย่างจัง จนต้องรีบจรลีเข้าไปจับจองที่นั่ง

“คิดถึงให้โทรมา ผ่านไปผ่านมาแวะมาอุดหนุน”

สโลแกนของร้านสุดจ๊าบที่เชื้อเชิญผู้คนในชุมชนเข้ามานั่งพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศร้านที่ยังเหมือนวันวาน คงความคลาสสิกมาตั้งแต่สมัยที่ร้านมีตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญของคุณปู่ 

ส่วนเมนูขึ้นชื่อที่มาแล้วต้องห้ามพลาด คือ ‘ชาซีลอน’ ชานำเข้าจากศรีลังกาที่ทางร้านชงด้วยนมสดทุกเมนู ทำให้ชูกลิ่นชูรสชาติให้กลมกล่อมหอมมันยิ่งขึ้น กินคู่กับขนมปังปิ้งร้อนๆ เพิ่มความหอมด้วยการปิ้งบนเตาถ่าน เอาเข้าปากจะสัมผัสได้ถึงความกรอบนอกนุ่มในกับไส้ฉ่ำๆ ด้วยราคาเป็นกันเองจนเราต้องสั่งมากินเพิ่ม

พี่วาเจ้าของร้านรุ่นที่ 3 เล่าถึงเรื่องราวของตนเองด้วยตาที่เปล่งประกายถึงความฝันที่อยากสานต่อความดั้งเดิมของร้านให้คงอยู่คู่ชุมชนได้มากที่สุด ถึงแม้บางอย่างต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย รวมถึงความผูกพันกับลูกค้าที่มีตั้งแต่รุ่นคุณปู่มานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ยันเด็กนักเรียนนักศึกษามานั่งทำรายงานกัน ลูกค้าบางคนมากับแฟนตั้งแต่สมัยเรียนจนแต่งงานมีลูกก็ยังคงพามาอยู่เสมอ จนพี่วาก็แอบเอ๊ะกับตัวเองว่า…เราแก่แล้วเหมือนกันนะเนี่ย

| ไทยกาแฟ-บังใหญ่
ร้านตั้งอยู่ที่ชุมชนสี่แยกบ้านแขก ใกล้กับมัสยิดนูรุ้ลมู่บีน (บ้านสมเด็จ) 
เปิดบริการ : 09.00 – 21.00 น. หยุดทุกวันพุธ

หากข้ามฟากมาฝั่งถนนอิสรภาพตัดใหม่ จะพบกับมอเตอร์ไซค์จอดอยู่เต็มหน้าร้านสเต๊กชื่อดังในตำนานที่เปิดมาแล้วครึ่งศตวรรษ ‘สเต็กสอาด 1970 (สี่แยกบ้านแขก)’ ชาวธนบุเรี่ยนบอกกันปากต่อปากว่า อร่อยและราคาประหยัด ซึ่งเมื่อก่อนหากอยากกินเมื่อไหร่ต้องนั่งรถเมล์มาต่อคิวกันเลยทีเดียว

| ร้านสเต็กสอาด 1970 (สี่แยกบ้านแขก)
ร้านตั้งอยู่ที่ปากซอยอิสรภาพ 12 สี่แยกบ้านแขก 
เปิดบริการ : 11.00 – 14.00 น. และ 16.00 – 22.00 น. หยุดทุกวันอาทิตย์

‘เนื้อหอม คาเฟ่’


เราเดินย้อนขึ้นไปยังช่วงต้นของถนนอิสรภาพอันเป็นที่ตั้งของร้านอาหารบรรยากาศสุดชิลของพี่ตั้ม อดีตสถาปนิกเด็กฝั่งธนฯ และพี่ปอ ที่มีความตั้งใจในการทำธุรกิจร้านอาหารด้วยแนวคิดเพื่อสังคม เติบโตควบคู่ไปกับชุมชนอย่างยั่งยืน มีพนักงานภายในร้านที่เป็นคนจากในชุมชนหลากหลายสัญชาติ ทั้งเนปาล อินเดีย พม่า และที่สำคัญ เราขอแนะนำว่าเหล่าเนื้อ Lover ไม่ควรพลาด!

เรียกได้ว่า ‘ร้านเนื้อหอม คาเฟ่’ เป็นร้านอาหารน้องใหม่ของย่าน เพราะเปิดบริการมาได้เพียง 1 ปี แต่ก็เนื้อหอม มัดใจลูกค้าในพื้นที่อย่างมาก จากเมนูอาหารสุดสร้างสรรค์ที่ดึงเสน่ห์ นำเสนอเรื่องราวรากเหง้า และวัตถุดิบแท้ๆ จากชุมชนในย่านมาสู่จานอาหาร ที่แค่พูดชื่อเมนูเราก็แอบกลืนน้ำลายไปสองสามอึก

พี่ตั้มแนะว่าถ้าอยากเข้าใจย่านอิสรภาพให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต้องลองมาทานอาหารทั้ง 3 เมนู 

เริ่มจากจานแรก ‘บะหมี่เนื้อท่าดินแดง’ เมนูที่ถ่ายทอดความเข้มข้นของอาหารจีนในท่าดินแดงสมัยก่อน ที่ค่อยๆ กลมกลืนไปกับความเป็นไทยอย่างน่าพิสมัย ด้วยวัตถุดิบหลักอย่างเส้นบะหมี่ที่อยู่คู่ท่าดินแดงมาแปดสิบกว่าปี ปรุงด้วยซอสและพริกแกงสูตรเฉพาะของทางร้านผสมความเค็มและเผ็ดกำลังดี

จานที่สอง ‘ซี่โครงหมูบ้านแขก’ เมนูที่ถ่ายทอดความเป็นชุมชนบ้านแขก โดดเด่นด้วยเครื่องเทศหลากชนิด และผงมาซาล่าของอินเดีย คลุกเคล้ากันด้วยซอสบาร์บีคิวสูตรต้นตำรับเข้าเนื้อจนเกิดเป็นรสชาติใหม่ที่เข้มข้น กลายเป็นความลงตัวอย่างพอดิบพอดี

และจานสุดท้ายเมนูซิกเนเจอร์ขึ้นชื่อของร้าน ‘เนื้อย่างซอสเนื้อหอม’ ที่นำเสนอเนื้อสันนอกสไลซ์ราดด้วยน้ำซอสพริกแกงเมืองกาญจน์บ้านเกิดของพี่ตั้ม มีรสเค็มอ่อนๆ และกลิ่นหอมจากโชยุ ผสมกับสมุนไพรไทย จนมาอิสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นอุทานออกมาดังๆว่า “สุโก้ยยย! (สุดยอด)” 

เราได้ชิมแล้วประทับใจในความอร่อยและสร้างสรรค์ของอาหารทั้งสามจาน แต่อีกหนึ่งเมนูที่ถ้าได้มาคราวหน้าแล้วต้องลองให้ได้คือ ‘ข้าวผัดแจ่วลาดหญ้าไก่ย่าง’ อาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำจิ้มของร้านจิ้มจุ่มที่เรียงรายอยู่บนถนนลาดหญ้า

หลังจากที่เราได้มีโอกาสมาเดินย่านอิสรภาพทั้งวัน เราพบว่าการเติบโตในย่านนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในฐานะคนรุ่นใหม่อย่างพี่ตั้ม เราจึงถามถึงอนาคตและความอยู่รอดของย่านนี้ว่าควรเป็นไปในทิศทางใด

“อิสรภาพผมมองว่ามันเป็นตัวเอกที่ตายไปแล้ว และมันกำลัง Reborn เป็นเด็กที่กำลังจะเติบโตขึ้นมาอีกครั้ง เรามองว่ามันกลับมาแน่ แต่เราต้องถามตัวเองซ้ำๆ ว่า Where we are จริงๆ นะ

เราคงอยู่รอดคนเดียวไม่ได้ ถ้าคนรอบข้างเราไม่รอด การที่เราอยู่รอดได้ด้วยการส่งต่อสิ่งเล็กๆ ให้กันมันจะทำให้เรายั่งยืนกว่าจริงๆ เราต้องหารากเหง้าที่แท้จริงก่อนว่าเขาใช้ชีวิตกันมาอย่างไร คือถ้าเราเปรียบเทียบ Sustainability กับ Fast Fashion ในเชิงธุรกิจ Fast Fashion มันทำร้ายทุกอย่างเลยเพราะเราตามไม่ทัน แต่ถ้าเราเลือกความยั่งยืน สิ่งที่มีอยู่แล้วทำให้ดี ผลักดันในสิ่งที่เขามีก่อนดีกว่าแล้วคนจะวิ่งกลับมาหาย่านเอง”

| เนื้อหอม คาเฟ่
ร้านตั้งอยู่ที่ปากซอยอิสรภาพ 4 ถนนอิสรภาพ
เปิดบริการ : 09.00 – 21.00 น. หยุดทุกวันจันทร์

จากการเดินทอดน่องอย่างอิสระไปบนถนนอิสรภาพกับจอนและมาอิในวันนี้ ทำให้เราได้เปิดโลก เห็นมุมมองความเป็น ‘อิสรภาพ’ ในมุมมองที่หลากหลายมากกว่ากะลาแคบๆ ที่เราเคยมี จนปฏิเสธไม่ได้ว่าอิสรภาพที่แท้จริงแล้ว อาจขึ้นอยู่กับมุมมองของใครคนนั้นเป็นผู้กำหนด เพื่อตอบสนองคุณค่าความคิดความเชื่อของตนเองซึ่งแปรผันตามกรอบต้นทุนชีวิต

และถนนสายนี้ก็สะท้อนให้เห็นรูปแบบของอิสรภาพที่หลากหลายอย่างเห็นได้ชัด ทั้งอิสรภาพในความเชื่อ อิสรภาพในการใช้ชีวิต อิสรภาพในการอยู่อาศัย อิสรภาพในการทำมาค้าขาย และอิสรภาพที่รอการปลดปล่อย เราจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาค้นหาคำตอบอย่าง ‘อิสระ’ ของคำว่า ‘อิสรภาพ’ ในแบบฉบับของตนเองบนถนนสายนี้

Contributor

ปกรณ์วิศว์ เวียงศรีพนาวัลย์

Photographer

ชื่อเล่นเป็นตัวเลขภาษาจีนแต้จิ๋ว ตามลำดับหลานคนที่ 11 กำลังลองผิดลองถูกกับการถ่ายภาพ ปัจจุบันวางบทบาทตัวเองเป็นนักทดลอง และนักสังเกตการณ์

อธิพัฒน์ พูนสินบูรณะกุล

Graphic Designer

สถาปนิกผังเมืองที่ใช้อิลลัสเตรเตอร์ มากกว่าออโต้แคท เสพติดการเซฟรูปมีมจากอินเตอร์เน็ต มีความสุขกับเพลงของ Frank Sinatra