สำหรับวิน… กลิ่นตัวไม่ใช่เรื่องตลก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ การสัมผัสกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่ออกมาจากตัวของผู้คนรอบข้างมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่มั้ยครับ ยิ่งถ้าไปประสบในสถานที่ๆมีผู้คนแออัดอย่างเช่นบนรถเมล์รถไฟฟ้า หรือที่อื่นๆแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าเห็นนรกรำไรๆอยู่ตรงหน้าเลยแหละ จะหนีก็หนีไปไหนไม่ได้ จำต้องยอมกล้ำกลืนฝืนทนอยู่กับมันจนกว่าสวรรค์จะเมตตา….  ซึ่งผมเชื่อว่าบางคนเค้าไม่รู้ตัวนะว่าเค้ามีกลิ่นตัวอะ เหมือนเป็นความเคยชินของตัวเองที่ อยู่กับมันมาทุกๆวันอะไรทำนองนั้น แต่ที่คนอื่นรับรู้ได้เพราะเค้า ไม่ชินยังไงล่ะ…..
สำหรับอาชีพวินมอไซค์อย่างผมแล้ว เรื่องนี้จัดว่าเป็นวาระแห่งวิน เลยก็ว่าได้นะครับ เพราะต้องมีผู้โดยสารขึ้นซ้อนท้ายตลอด ฉะนั้น! เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลกแต่อย่างใด อิอิ

ในการประชุมวินครั้งนึงเมื่อหลายเดือนก่อน มีหัวข้อประชุมย่อยว่าด้วย”การปรับปรุงกลิ่นตัวของตัวเอง”ในที่ประชุมด้วย

เหตุเพราะมีผู้โดยสารสาวท่านนึง มาร้องเรียนกับหัวหน้าวินว่า “ไอ้วินเบอร์นี้กลิ่นตัวรุนแรงมาก ฝากบอกให้เค้าไปปรับปรุงมาด่วน!” ในที่ประชุมมิได้เอ่ยชื่อหรือเบอร์มาแต่อย่างใด เพียงพูดรวมๆคร่าวๆให้ทุกคนดูแล ตัวเองให้ดี แต่พวกเราต่างรู้กันดีว่าใครที่มีความเลื่องชื่อในด้านนี้ ผมจะไม่ขอเอ่ยเบอร์นะเพราะน่าจะดูไม่งาม แต่จะใช้อักษรย่อว่าไอ้ต.ละกัน…

ต.เป็นวัยรุ่นที่ตัวอ้วนมาก อ้วนถึงขนาดว่าเวลาคร่อมมอไซค์นี่ ที่นั่งเบาะแทบจะไม่เหลือให้คนซ้อนเลยทีเดียว ผมกับต.ไม่ได้มีข้อพิพาทอะไรกัน มันเป็นเด็กมีสัมมาคารวะ(กับผม) คนนึงแหละ เวลาจะสูบบุหรี่มันจะไม่ขอผมนะ แต่จะยื่นเหรียญ 5 มาให้เป็นการรู้กันว่าขอซื้อบุหรี่มวนนึงซึ่งผมก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

ทีนี้ ด้วยความเป็นคนอ้วนเนี่ย การมีเหงื่อซึ่งเป็นบ่อเกิดของกลิ่นตัวมันง่ายอยู่แล้ว ยิ่งถ้าไม่ค่อยดูแลตัวเองด้วยล่ะก็ยิ่งแล้วกันไปใหญ่ ผมจึงไม่แปลกใจที่ผู้โดยสารหญิง คนนั้นจะทนไม่ไหวแล้วไปร้องเรียนเพราะผมก็รู้สึกได้เหมือนกัน

เบอร์ 69 เคยเล่าให้ฟังกันอย่างขำๆในหมู่ วินฯที่จอดรอผู้โดยสารอยู่ว่า เคยเห็นลูกค้าคนนึงกำลังจะเดินมาขึ้นวิน แต่พอเห็นว่าเป็นคิวไอ้ต.เท่านั้นแหละ ผู้โดยสารคนนั้นเดินถอยหลังเลย!! ตอนนั้นที่นั่งฟังอยู่ผมก็ขำนะ แต่เอาเข้าจริงๆแล้วอย่างที่จั่วหัวไปว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกเลย แสดงว่ามีผู้โดยสารหลายคนที่จำได้ว่าไอ้ต.มันเป็นยังไง พูดแล้วก็สงสารมันเหมือนกัน แต่จะให้เดินไปบอกโต้งๆตรงๆว่า “เฮ้ย มึงไปหาวิธีกำจัดกลิ่นมึงหน่อยนะ” มันก็จะดูไม่เข้าทีอีก พาลจะพาทะเลาะกันเสียเปล่าๆ…

ครั้งนึงมีลูกค้าประจำของผมโทรมาว่าให้ไปรับที่หน้าโรงงาน ซึ่งวันนั้นผมติดธุระไม่ได้ไปขับวินฯ ผมจึงโทรหาพรรคพวกว่าให้ไปรับแทนที ผมโทรหาคนแล้วคนเล่า เบอร์แล้วเบอร์เล่าก็ไม่มีใครรับสาย บางคนรับก็บอกไม่ว่างอีก ผมจึงปรึกษาเพื่อนวินอีกคนนึงว่าที่วินเหลือใครบ้างวะ ติดต่อให้หน่อย เพราะทางผู้โดยสารเค้าก็จะรีบกลับบ้าน…เพื่อนผมเอ่ยขึ้นมาว่า “ไอ้ต.ไง” มันน่าจะว่างอยู่ ผมคิดอยู่ครู่นึงเพราะระยะทางที่จะไปส่งผู้โดยสารคนนี้ค่อนข้างไกล ค่าตอบแทนตั้ง 80 บาท ซึ่งระยะไกลนั่นหมายถึงการนั่งซ้อนท้ายที่ใช้เวลานานด้วย แต่ในเมื่อไม่เหลือใครแล้วผมจึง บอกให้เพื่อนติดต่อไอ้ต.ให้ทีนัดแนะสถานที่เรียบร้อยก็เป็นอันจบไป ผมคิดว่าอย่างน้อยหลังจากประชุม วันนั้นแล้วมันน่าจะกลับไปปรับเปลี่ยนดูแลตัวเองบ้างล่ะวะ!!

ครึ่งชั่วโมงต่อมา…
เสียงโทรศัพท์ผมดังขึ้นอีกครั้ง พอฮัลโหลปุ๊บ
“พี่ คราวหลังหนูไม่เอาแล้วนะคนเนี้ย หนูจะเป็นลม!”
พอได้ยินแค่นี้ผมก็รู้แล้วแหละว่าเรื่องอะไร แต่ก็ยังแกล้งถามต่อไปว่า อ้าวทำไมล่ะ?
“โหยยยย หนูหายใจไม่ออกเลยพี่ ไม่ไหวเวียนหัวไปหมด กลิ่นตัวเค้าแรงมากกกกก”
เธอตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังจนผมต้องขอโทษขอโพยไปยกใหญ่พร้อมให้คำมั่นว่าครั้งหน้าจะไม่มีแบบนี้อีก…! หลังจากนั้นเธอก็วางหูไป….
ผมพยายามคิดว่าจะหาวิธีบอกไอ้ต. มันยังไงว่าให้มันไปดูแลตัวเอง แต่คิดไปคิดมาแล้วก็ได้บทสรุปว่าช่างมันเถอะ ตัวใครตัวมันแล้วกันวะเรื่องแบบนี้ มันบอกมันสอนกันไม่ได้หรอก จริงมะ?

ผมเก็บงำเรื่องนี้มานานไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยนะ มีพวกคุณที่ได้อ่านนี่แหละคือกลุ่มแรกที่ผมเล่าให้ฟัง ผมพยายามคิดคำพูดอยู่นานว่าจะเล่ายังไงไม่ให้ไอ้ต.มันเสียหาย ซึ่งจริงๆแล้วคือเล่ายังไงมันก็เสียหายน่ะนะ!
ถือเป็นการเล่าสู่กันฟังดีกว่าเพราะว่าเรื่องพวกนี้บางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยก็จริง แต่เรื่องเล็กน้อยนี้มันก็สามารถทำให้เกิดประเด็นจนวินฯ ผมต้องเรียกประชุมกลายเป็นวาระแห่งวินฯไปได้ ผู้โดยสารบางคนอาจจะไม่ได้ซีเรี ยสอะไรเท่าไหร่ อาจจะคิดว่าแค่ทนๆซ้อนไปแปปเดียวเดี๋ยวก็ถึงที่ แต่กับบางคนที่ผมเล่าไปว่าพอเห็นไอ้ต.นี่ถึงกับถอยหลัง!! นั่นแหละที่มึงต้องแคร์นะต.นะ

จริงๆแล้วไม่ว่าจะอาชีพไหนๆเราทุกคนก็ควรที่จะใส่ใจสุขลักษณะของร่างกายของเราเองให้ดี มันไม่ใช่เพื่อใครหรอก มันเพื่อตัวคุณเองเนี่ยแหละ อย่างน้อยการเป็นคนที่ดูมีความสะอาดสะอ้านมันก็ดีกว่าการดูเป็นคนสกปรกใช่มั้ยล่ะ ซึ่งในขณะที่ผมกำลังพิมพ์อยู่นี้ ผมก็เริ่มรู้สึกถึงกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จากตัวผมเองซะแล้ว ฉะนั้นขอลาไปเพียงเท่านี้นะครับ ขอตัวไปอาบน้ำถูขี้ไคลก่อน แล้วพบกันตอนหน้าเด้ออออ…

ปล.ขออโหสิกรรมสำหรับการเล่าเรื่องนี้กับไอ้ต.ด้วยครับ ไม่ได้หวังจะนินทาเพื่อเอายอดไลค์แต่อย่างใด ผมเพียงใช้เรื่องนี้เพื่อเป็นกรณีศึกษาในประเด็นที่มันเล็กน้อยแต่สามารถแตกประเด็นมาได้ไกลนี้ให้สังคมได้ตระหนักก็เท่านั้น
อย่างที่บอกไปครับว่า “เรื่องกลิ่นตัวไม่ใช่เรื่องตลก”

ขอบคุณที่ติดตามครับ…

Writer