เรื่องเล่ารายวิน 13 “รูดม่าน”

ผมจำวันแรกในชุดเสื้อกั๊กสีส้มเบอร์60ได้ดี มันเป็นความรู้สึกประหม่าในทุกๆเรื่องจริงๆ ทั้งกลัวว่าจะขี่พาผู้โดยสารไปเกิดอุบัติเหตุ ทั้งเกรงว่าจะถูกหาเรื่องจากพวกนักเลงในวินฯ หรืออาจจะเผลอไปทำให้ใครไม่พอใจ เพราะด้วยความที่เราหน้าใหม่ หลายคนจึงคอยจับจ้องเสมือนคนแปลกหน้าเป็นธรรมดา แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพัก เริ่มจับจุดได้ เริ่มที่จะเรียนรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต้องวางตัวยังไง หรือใครเบอร์เท่าไหร่เป็นคนแบบไหน ผมเก็บข้อมูลรายละเอียดพวกนี้ไว้หมด และเลือกที่จะวางตัวกลางๆไม่ค่อยอยากจะสุงสิงกับใครเท่าใดนัก แต่ก็พอจะมีเพื่อนที่พอจะพูดคุยกันได้บ้างน่ะนะ สิ่งเดียวที่ผมคิดถึงในช่วงแรกที่ขับวินนั้นก็คือเงิน! เงินอย่างเดียวเท่านั้นเพราะตอนนั้นหนี้สินเยอะเหลือเกิน เรียกได้ว่าเป็นบุคคลล้มละลายเลยก็ว่าได้…. เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันที่ผมประสบในช่วงที่ขี่วินฯนั้น มันสอนผมได้ดีเลยทีเดียว การได้คลุกคลีอยู่กับคนหาเช้ากินค่ำจริงๆทำให้ผมรับรู้และเข้าใจถึงปัญหาของชาวรากหญ้าแท้ๆว่า “เงินมันสำคัญเพียงใด” ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใช้ชีวิตที่ไม่ได้อู้ฟู่หรูหรา หรือแม้กระทั่งกระบวนการทางความคิดที่บางครั้งผมก็คิดไม่ถึงว่าพวกเค้าจะคิดแบบนั้นแบบนี้ เรื่องเล่าต่างๆจากปากของเพื่อนวินฯกันเองหรือตัวผู้โดยสารที่เราสนิทคุ้นเคยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ทำให้การมองโลกของผมมันเปลี่ยนไปจริงๆ ก่อนที่จะไปขี่วินฯ ผมเป็นพ่อค้าตลาดนัดอยู่2ปี ตอนนั้นผมคิดนะ ว่าทำไมเงินแค่ร้อยสองร้อยพวกคนทำงานพวกนี้ถึงควักยากควักเย็นกันจังวะ? กว่าจะซื้อแต่ละที ต่อแล้วต่ออีกจะต่ออะไรกันนักหนา คือผมไม่เข้าใจไงว่าเงินหนึ่งหรือสองร้อยบาทเนี่ยมันสำคัญสำหรับบางคนขนาดไหน ถ้าไม่ได้มาอยู่ที่วินฯก็คงไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อชีวิตผมเดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่สัมผัสกับสังคมต่างๆมาแล้วหลายรูปแบบ ทัศนคติที่มองโลกของผมจึงเปลี่ยนไป ผมไม่สามารถอธิบายเป็นตัวอักษรได้หรอกนะว่ามันเป็นยังไง เพียงแต่ผมสามารถประมวลสิ่งต่างๆในแต่ละเหตุการณ์ของชีวิตได้ดีขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น ใจเย็นขึ้น และที่สำคัญคือผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น…. เข้าใจว่าภาพลักษณ์ของความเป็นวินมอไซค์นั้นมันไม่ค่อยดีนัก ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละ แต่เราต้องยอมรับว่าในทุกๆองค์กรและสังคมนั้นมันมีคนไม่ดีแฝงตัวอยู่ไปหมดนั่นแหละไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามที ที่วินฯผมก็มีตั้งแต่อันธพาลเก็บเงินกู้ พวกชอบเอารัดเอาเปรียบ พวกชอบเก็บเงินเกินราคา พวกขี้โม้โอ้อวดไปวันๆ หรือแม้กระทั่งพ่อค้ายาเสพติดที่ถูกตำรวจจับไป แต่นั่นก็ยังเป็นส่วนน้อยหากเทียบกับประชากรในวินฯที่เค้ามาทำเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวจริงๆ คนที่สุจริตในอาชีพไม่คิดเอารัดเอาเปรียบผู้โดยสาร คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ผมขอสดุดีคนพวกนี้ที่มีอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ต้องบอกว่าน่าเสียดายจริงๆที่สัจธรรมของทุกสังคมนั้นจะต้องมีคนเลวปะปนอยู่ […]

เรื่องเล่ารายวิน 12 “ตีห้าครึ่งถึงสามทุ่ม”

“เช้าตื่นก็ต้องรีบไปปากซอย ต้องคอยว่าใครจะมาเรียกใช้ ถึงสายก็คงต้องคอยต่อไป เมื่อไรจะรวยกับเขาสักทีหนอ….!” เพลงนี้ที่คุณเสกร้องไว้มันช่างตรงกับชีวิตวินมอไซค์เสียจริงเชียวที่ต้องตื่นแต่เช้ามานั่งคอยคนเรียก มองคนเดินผ่านไปผ่านมาแล้วหวังในใจลึกๆว่าเค้าจะเรียกให้เราขี่ไปส่ง… ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงชื่อโอเล่ใส่เสื้อเบอร์ 65 โอเล่มันเล่าว่า ทุกคืนประมาณตีสามมันต้องตื่นไปรับลูกค้าประจำของมันเพื่อไปส่งยังจุดหมายแล้วจะเข้าบ้านไปนอน ต่ออีกนิด พอตีห้าก็ออกมาวิ่งวินฯต่อยาวไปจนสามทุ่มกว่าๆเลย! ต้องบอกว่าผมนี่ยอมรับหัวจิตหัวใจของความมานะในการตื่นนอนเพื่อเงินของโอเล่มันเหลือเกิน ซึ่งถ้าเคสนี้เปลี่ยนมาเป็นตัวผม ต้องบอกเลยว่า “ไม่ไหวล่ะครับ” ตื่นตั้งแต่ตีสามแบบนี้ แต่กระนั้น ความพยายามและจุดมุ่งหมายของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ก็แล้วแต่คนล่ะนะครับว่าจะเลือกทำแบบไหน การรอคอยไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะครับ วินฯในกรุงเทพฯบางครั้งบางทีที่ผมสังเกตเห็นก็คือแทบจะไม่ต้องรอผู้โดยสารเลยเพราะคนเยอะมาก สลับกันกลายเป็นผู้โดยสารที่ต้องต่อแถวยืนรอวินฯเพราะในช่วงเวลาเร่งด่วน ใครๆก็อยากจะใช้บริการวินมอไซค์ที่มีความคล่องตัวสูงด้วยกันทั้งนั้น…. แต่วินฯต่างจังหวัดอย่างผมมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิครับ บางครั้งบางทีนั่งรอกันเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงก็มีกว่าจะได้ออกแต่ละคัน นั่งโขกหมากรุกกันจนตูดด้านแล้วยังไม่มีผู้โดยสารมาโบกมือเรียกเลย! ที่พอจะคล่องบ้างก็แค่ช่วงเช้ากันเย็นนิดๆหน่อยๆเท่านั้นช่วงกลางวันนี่เรียกได้ว่า หลับรอกันได้เลยทีเดียว บางคนทนรอไม่ไหว จับกลุ่มพากันไปแทงสนุ๊กเดิมพัน กินเงินกันเองอีก ไอ้คนได้ก็ยิ้มไปสิ ส่วนคนที่เสียนี่บอกเลย หน้าซีดเป็นไก่ต้มก็มิปาน! ครั้งนึงผมเคยนั่งรอผู้โดยสารมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ จนมีน้องผู้หญิงคนนึงเดินมาเรียกให้ไปส่งบ้านส่วนราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 15 บาท ผมก็สตาร์ทรถออกทันที แต่แล้ว..!! เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พอผมออกจากวินมาได้นิดเดียวเท่านั้น มีมอไซค์ขับสวนมา น้องผู้หญิงที่ซ้อนท้ายผมอยู่มันก็เรียกแล้วบอกให้ผมจอดพร้อมพูดกับผมว่า “พี่ๆ หนูขอโทษนะคะ พอดีแฟนหนูมารับพอดี” แล้วน้องมันก็ลงจากรถผมไปโดดขึ้นรถแฟนมันแล้วก็ขี่ไปเลย ทิ้งผมไว้กับความงงงวยและซวยสุดๆ เพราะออกคิวมาแล้วแถมไม่ได้ตังค์ กลับไปถึงวินฯก็ต้องต่อคิวใหม่ รอมาชั่วโมงกว่าเงินกลายเป็นศูนย์บาท โอ้มายก็อดดดด!! เวลาว่างๆผมมักจะชวนเพื่อนวินฯคุยเล่นถามอะไรไปเรื่อย มีอยู่คนนึงชื่อตาจบใส่เบอร์ 20 แกเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว พรรคพวกที่วินฯจึงเรียกแกว่าตาเตี้ย! วันนั้นตอนประมาณสามทุ่มผมถามแกว่า “น้า วันนี้ได้กี่ตังค์แล้วเนี่ย?” แกตอบว่า “ไม่รู้สิประมาณ 500 มั้ง” “อ้าวแล้วนี่ออกจากบ้านมาตั้งแต่กี่โมงอะ?” ผมถามต่อ… “ตีห้าครึ่ง!” แล้วแกก็ขอตัวกลับบ้านเพราะถึงเวลาที่จะต้องพักผ่อนแล้ว…. นั่นล่ะครับ เงิน 500 บาทแลกกับกี่ชั่วโมงล่ะตั้งแต่เช้ามืดยันมืดค่ำ เป็นเงินที่แลกมาด้วยความอดทนในการรอคอยแท้ๆเลยทีเดียว เงินมันมีพลังมากมายนะครับ ดลบันดาลได้ทุกสิ่งอย่าง เมื่อมีเงินแล้วก็สามารถหาซื้อความสุขได้ ฉะนั้น อดทนกันนะครับทุกคน….

เรื่องเล่ารายวิน 11 “จะเร็วหรือช้า มันก็ต่างกันไม่กี่บาท”

การขับขี่ยานพาหนะบนถนนเนี่ย นอกจากจะต้องระวังให้รอบด้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเองแล้ว เรายังควรที่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทางด้วยนะครับ ยิ่งถ้าเป็นผู้ขับขี่รับจ้างสาธารณะอย่างวินฯมอไซค์ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้นไปอีกสองเท่าตัวเลย เพราะถ้าประสบอุบัติเหตุขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่คุณที่เจ็บ แต่ผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายคุณอยู่ก็เจ็บด้วย หรือเกิดโชคร้ายสุดๆคือเสียชีวิตขึ้นมาเนี่ย ก็ไม่รู้ว่าจะรับผิดชอบกันยังไงไหวเหมือนกันนะ ฉะนั้น ในเมื่อผู้โดยสารเค้ามอบความไว้วางใจให้เราดูแลชีวิตเค้าจนถึงที่หมายแล้ว เราควรตอบแทนน้ำใจเค้าโดยการไม่ประมาทและส่งเค้าให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยด้วยนะ ช่วงเช้าของชาววินฯผมนั้น เกือบทุกคนจะไปกระจุกตัวกันอยู้ที่ปากประตูนึง ซึ่งเป็นลานจอดรถของบริษัทนึงอีกนั่นแหละ ตรงนี้ช่วงเช้าจะมีผู้โดยสารขึ้นวินฯไปหน้าโรงงานเยอะเพราะเค้าจำเป็นจะต้องเอารถมาจอดตรงนี้และบางทีขี้เกียจเดินก็ขึ้นวินกันไปในระยะใกล้ๆ ค่าตอบแทนก็แค่คนละ 10 บาท อาศัยวิ่งระยะใกล้ไปกลับแป๊ปเดียว แต่ด้วยความที่มีวินฯมอไซค์หลายสิบคันมาจอดรอกันอยู่ มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่บางครั้งอาจจะต้องมีการทำความเร็วกันเพื่อรีบกลับมาเอารอบเข้าคิวเพื่อรอรอบต่อไป ซึ่งบางคันก็เร่งจนเกินงาม!! จนเกินงามในที่นี้คือมันดูน่าหวาดเสียวและอันตรายเกินไปน่ะนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ขับแซงรถพ่วงหกล้อสิบล้อสิบแปดล้อในขณะที่มีผู้โดยสารซ้อนท้ายอยู่ คือในตอนเช้าเนี่ย อะไรๆมันก็จะไหลเข้ามาในสวนอุตสาหกรรมแห่งนี้ทั้งนั้นนะครับ โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ต้องบรรทุกสิ่งของต่างๆเข้าออกอยู่ตลอดเวลา และการขับแซงรถใหญ่ประเภทนี้ในช่วงเวลาเร่งด่วนมันจึงดูไม่ค่อยเหมาะสมนักในสายตาของผมน่ะนะ บางครั้งผมออกตัวมาก่อนแล้วกำลังต่อท้ายรถพ่วงเพื่อรอจะเข้าโค้งไปหน้าโรงงานอยู่ มีอีกคันนึงตามมา เค้าแซงขวารถพ่วงไปเลยพร้อมบีบแตรลั่นตลอดทางเพื่อส่งเสียงให้รถชะลอให้จนไปแซงพ้นตรงก่อนจะเข้าโค้งแค่นิดเดียวซึ่งมันอันตรายมากๆ ผมสังเกตเห็นสีหน้าของผู้โดยสารสาวคนนั้นแล้วรับรู้ได้เลยว่าเธอเกร็งและเป็นกังวลเอามากๆ ไม่ชนไม่คว่ำมันก็ดีไป แต่อย่างที่รู้ๆกันนะครับว่าคำว่า”อุบัติเหตุ”เนี่ย มันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าทุกคนตระหนักตรงนี้ได้ ผมว่าจะลดปัญหาบนท้องถนนลงเยอะเลยแหละ ผมเคยถามพรรคพวกที่ชอบทำความเร็วแบบนี้นะครับ ว่าที่มาซอยเข้าออกโรงงานช่วงเช้าเนี่ย ได้เงินกี่บาท จำนวนเงินที่เค้าได้มากกว่าผมแค่ 20-30 บาทแค่นั้นเองนะ ตัวผมก็ขับเร็วในระดับหนึ่งไม่ได้ช้าจนอืดแต่ก็ไม่เร็วจนหวาดเสียว ไม่แซงทางโค้งและไม่ฉวัดเฉวียนใดๆ ผมจึงถูกแซงเอาบ่อยๆ แต่ก็นั่นแหละครับ 20-30 บาทแลกกับความปลอดภัยอันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ผมมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเร็วจนอันตรายขนาดนั้นเพื่อเงินเพียงไม่กี่บาทเลยนะ แต่ก็ไม่รู้ทำไมหลายๆคนจึงตั้งหัวความคิดของตัวเองไว้ว่าต้องเร็วและเร็วและเร็วด้วยก็ไม่รู้…. หรือบางทีตอนเย็นช่วง […]

เรื่องเล่ารายวิน 10 “คู่แฝดอภินิหาร”

คู่แฝดคู่นี้นานๆทีถึงจะเดินมาขึ้นวินสักครั้งนึง ซึ่งก็เข้าใจได้น่ะนะครับว่าค่าโดยสารค่อนข้างสูง ถ้าขึ้นทุกวันก็คงไม่เหลือเงินยาไส้หรอกครับสำหรับพนักงานไลน์ผลิตอย่างสองคนนี้ มันจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะสเปเชียลมากๆเลยหากวันไหนได้ไอ้เจ้าคู่แฝดนี้มาครอบครอง

เรื่องเล่าจากลอนดอน: ประสบการณ์หนีตายวัน Black Friday

ตั้งแต่อยู่ลอนดอนมาปีกว่าๆ เราได้ยินข่าวผู้ก่อการร้ายและเหตุการณ์รุนแรงในลอนดอนมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งระเบิด รถชน และเหตุการณ์ประหลาดอื่นๆ อีกมากมาย จนล่าสุดอังกฤษได้เพิ่มระดับเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายให้อยู่ในขั้นสูงสุด! ไปไหนมาไหนเราจะเห็นตำรวจใส่ชุดสีเขียวสะท้อนแสงจนชินตา เป็นปกติของบ้านเมืองนี้ไปแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งเรา(เกือบ)จะได้เจอเหตุการณ์สุดระทึกต้องวิ่งหนีตายกลางกรุงลอนดอน… เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อวัน Black Friday ที่ผ่านมาเรากับเพื่อนก็ตั้งตารอออกไปช้อปของเซลล์ที่ Oxford Street ถนนละลายทรัพย์ที่ไปทีไรก็ต้องเสียตังค์ทุกที ยิ่งเป็น Black Friday ด้วยแล้ว แต่และร้านก็งัดโปรเด็ด ลดแลกแจกแถมเต็มที่ ทำให้ถนนเส้นนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ ยิ่งใกล้จะคริสต์มาสแล้วด้วย ใครๆ ก็อยากมาช้อปของเซลล์พร้อมดูไฟสวยๆ ซึมซับบรรยากาศกัน วันนั้นคนเยอะมาก แล้วเราก็เห็นตำรวจเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร หลังจากช้อปเสร็จเพื่อนเราขอแยกกลับไปเรียนก่อน ส่วนเราก็เดินเล่นฆ่าเวลาจนถึงสี่โมงครึ่งกว่าๆ ก็จะกลับไปทำธุระ เราจะไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่ Oxford Circus แต่พอไปถึงก็เห็นว่ารถไฟใต้ดินปิด มีตำรวจอยู่ข้างหน้าประตูแล้วก็มีคนยืนออกันแถวนั้น แล้วตอนนั้นเองเราก็ได้ยินเสียงผู้ชายตะโกนขึ้นมาว่าดังมากๆ ว่า “MOVE MOVE MOVE!!!” หันไปคือเห็นตำรวจแบบหน่วย SWAT แต่งตัวเต็มยศถือปืนยาววิ่งไปทาง Oxford Street หันมาอีกทีทุกคนที่อยู่แถวนั้นก็วิ่งกันแบบไม่คิดชีวิต เราก็วิ่งหนีมาทาง Regent Street แต่วิ่งได้ 5 […]

สำหรับวิน… กลิ่นตัวไม่ใช่เรื่องตลก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ การสัมผัสกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่ออกมาจากตัวของผู้คนรอบข้างมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่มั้ยครับ ยิ่งถ้าไปประสบในสถานที่ๆมีผู้คนแออัดอย่างเช่นบนรถเมล์รถไฟฟ้า หรือที่อื่นๆแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าเห็นนรกรำไรๆอยู่ตรงหน้าเลยแหละ

เรื่องเล่ารายวิน 6 “ชีวิตที่ขาดเสียงเพลงไม่ได้ของวินมอ’ไซค์”

ผมเชื่อว่าทุกคนชอบฟังเพลง ผมก็ชอบฟัง สุขก็ฟังเพลงเศร้าก็ฟังเพลง มันปลอบประโลมและเยียวยาความรู้สึกของเราได้อย่างดีเยี่ยมกว่ายาไหนๆเลยทีเดียว เป็นเรื่องมหัศจรรย์มากๆเลยนะที่โลกใบนี้ให้กำเนิดเสียงเพลงขึ้นมา ต้องขอบพระคุณผู้คิดค้น (ใครวะ) เป็นอย่างมากเลย มนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้เป็นหนี้บุญคุณท่านนะครับ….

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.