กำเนิด ‘วินมอเตอร์ไซค์’ แรกของกรุงเทพฯ เส้นเลือดฝอยของคนเมืองที่ต้องพึ่งความแว้นไว

ย้อนรอยประวัติศาสตร์วินมอเตอร์ไซค์แห่งแรกของกรุงเทพฯ สู่อัศวินผู้ทำหน้าที่พาเราไปทุกแห่งหน

วิ่งวนที่ ‘วงเวียน’ การจราจรบนท้องถนนที่ปลอดภัยที่สุด

หากลองนึกภาพท้องถนนเมืองไทย เราอาจพบเห็นสัญลักษณ์ที่ใช้ในการจราจรหลายรูปแบบ คอลัมน์ Urban Tales ครั้งนี้ เลยพาไปทำความรู้จัก ‘วงเวียน’ ซึ่งในอดีตใช้สำหรับเปลี่ยนเส้นทางการสัญจร แต่ปัจจุบันถูกปรับมาเป็นสี่แยกที่เห็นกันอย่างแพร่หลาย ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษที่ 1790 นั่นคือยุคแรกที่แนวคิดการสัญจรรถเป็นวงกลมถือกำเนิด โดย ‘Pierre L’Enfant’ สถาปนิกพ่วงตำแหน่งวิศวกร เขาเริ่มจากการสร้างต้นแบบในวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา จนในปี 1905 ก็ได้ฟื้นฟูรูปแบบและพัฒนาจนกลายเป็นสี่แยกวงกลมแห่งแรกของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า ‘Columbus Circle’ ซึ่งตั้งโดดเด่นเป็นสง่า ณ มหานครนิวยอร์ก ก่อนจะถูกเรียกว่า ‘วงเวียน’ เต็มรูปแบบอย่างทุกวันนี้ หลักการพื้นฐานของวงเวียนคือการช่วยให้การจราจรที่อยู่ภายในหมุนเวียนได้อย่างลื่นไหล โดยไม่ต้องใช้สัญญาณไฟจราจร ซึ่งในวงเวียนอาจมีเลนภายในด้วย ยกตัวอย่างการใช้งานที่ประเทศอังกฤษ จะเห็นว่าระบบการจราจรที่นั่นส่วนใหญ่ แม้แต่จุดเปลี่ยนเส้นทางเล็กๆ ในเมือง มักจะใช้วงเวียนมากกว่าการใช้สัญญาณไฟจราจร หรือประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างจีน ก็มีสถานที่ชื่อดังอย่าง ‘วงเวียนหมิงจู่ (Mingzhu)’ ซึ่งกลายเป็นแลนด์มาร์กของเมืองเซี่ยงไฮ้ที่ครบวงจรมากกว่าการให้รถยนต์สัญจรไปมา แต่ยังสามารถเดินบนสกายวอร์กเชื่อมไปยังศูนย์การค้าหรือตึกต่างๆ ของย่านการค้าใจกลางเมืองโดยไม่ต้องข้ามถนน ข้อมูลทางสถิติจากการประเมินเปรียบเทียบประสิทธิภาพความปลอดภัยของวงเวียนและการควบคุมทางแยกแบบดั้งเดิม โดยสถาบันวิศวกรการขนส่งสหรัฐอเมริกาบอกว่า วงเวียนที่ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์จะปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่และคนเดินถนนมากกว่าสัญลักษณ์ในการจราจรรูปแบบอื่นๆ เพราะอัตราการเร่งรถจะลดลงเหลือ 25 – 40 กม. เท่านั้น […]

รถเมล์ไทยหลังโควิด-19

แม้เครื่องบินจะหยุดชะงักเมื่อโรคระบาดมา แต่เชื่อว่าคนไทยเองยังจำเป็นต้องเดินทางอยู่ ดังนั้นรถสาธารณะอย่าง ‘รถเมล์’ ยังคงขายดีอยู่เสมอ ซึ่งสิ่งที่ผู้ใช้บริการจะคำนึงเป็นอันดับแรกคงหนีไม่พ้นความสะอาด และความปลอดภัย เราเลยลองจินตการดีไซน์รถเมล์ไทยหลังโควิด-19 มาให้ดูกัน แล้วเพื่อนๆ ล่ะ อยากให้รถเมล์ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบไหนกันบ้าง

ทำความรู้จัก “รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเส้นใหม่” อนาคตพี่ใหญ่ที่เชื่อมทุกย่านเข้าด้วยกัน

ทำความรู้จัก “รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเส้นใหม่” อนาคตพี่ใหญ่ที่กำลังจะเปิดทดลองขึ้นฟรี 5 สถานี จะมีอะไรบ้างและไปทำความรู้จักกับสายสีน้ำเงินให้สนิทขึ้นกันเลย

เรื่องเล่ารายวิน 12 “ตีห้าครึ่งถึงสามทุ่ม”

“เช้าตื่นก็ต้องรีบไปปากซอย ต้องคอยว่าใครจะมาเรียกใช้ ถึงสายก็คงต้องคอยต่อไป เมื่อไรจะรวยกับเขาสักทีหนอ….!” เพลงนี้ที่คุณเสกร้องไว้มันช่างตรงกับชีวิตวินมอไซค์เสียจริงเชียวที่ต้องตื่นแต่เช้ามานั่งคอยคนเรียก มองคนเดินผ่านไปผ่านมาแล้วหวังในใจลึกๆว่าเค้าจะเรียกให้เราขี่ไปส่ง… ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงชื่อโอเล่ใส่เสื้อเบอร์ 65 โอเล่มันเล่าว่า ทุกคืนประมาณตีสามมันต้องตื่นไปรับลูกค้าประจำของมันเพื่อไปส่งยังจุดหมายแล้วจะเข้าบ้านไปนอน ต่ออีกนิด พอตีห้าก็ออกมาวิ่งวินฯต่อยาวไปจนสามทุ่มกว่าๆเลย! ต้องบอกว่าผมนี่ยอมรับหัวจิตหัวใจของความมานะในการตื่นนอนเพื่อเงินของโอเล่มันเหลือเกิน ซึ่งถ้าเคสนี้เปลี่ยนมาเป็นตัวผม ต้องบอกเลยว่า “ไม่ไหวล่ะครับ” ตื่นตั้งแต่ตีสามแบบนี้ แต่กระนั้น ความพยายามและจุดมุ่งหมายของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ก็แล้วแต่คนล่ะนะครับว่าจะเลือกทำแบบไหน การรอคอยไม่ใช่เรื่องสนุกเลยนะครับ วินฯในกรุงเทพฯบางครั้งบางทีที่ผมสังเกตเห็นก็คือแทบจะไม่ต้องรอผู้โดยสารเลยเพราะคนเยอะมาก สลับกันกลายเป็นผู้โดยสารที่ต้องต่อแถวยืนรอวินฯเพราะในช่วงเวลาเร่งด่วน ใครๆก็อยากจะใช้บริการวินมอไซค์ที่มีความคล่องตัวสูงด้วยกันทั้งนั้น…. แต่วินฯต่างจังหวัดอย่างผมมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิครับ บางครั้งบางทีนั่งรอกันเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงก็มีกว่าจะได้ออกแต่ละคัน นั่งโขกหมากรุกกันจนตูดด้านแล้วยังไม่มีผู้โดยสารมาโบกมือเรียกเลย! ที่พอจะคล่องบ้างก็แค่ช่วงเช้ากันเย็นนิดๆหน่อยๆเท่านั้นช่วงกลางวันนี่เรียกได้ว่า หลับรอกันได้เลยทีเดียว บางคนทนรอไม่ไหว จับกลุ่มพากันไปแทงสนุ๊กเดิมพัน กินเงินกันเองอีก ไอ้คนได้ก็ยิ้มไปสิ ส่วนคนที่เสียนี่บอกเลย หน้าซีดเป็นไก่ต้มก็มิปาน! ครั้งนึงผมเคยนั่งรอผู้โดยสารมาประมาณชั่วโมงกว่าๆ จนมีน้องผู้หญิงคนนึงเดินมาเรียกให้ไปส่งบ้านส่วนราคาค่าโดยสารอยู่ที่ 15 บาท ผมก็สตาร์ทรถออกทันที แต่แล้ว..!! เรื่องที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น พอผมออกจากวินมาได้นิดเดียวเท่านั้น มีมอไซค์ขับสวนมา น้องผู้หญิงที่ซ้อนท้ายผมอยู่มันก็เรียกแล้วบอกให้ผมจอดพร้อมพูดกับผมว่า “พี่ๆ หนูขอโทษนะคะ พอดีแฟนหนูมารับพอดี” แล้วน้องมันก็ลงจากรถผมไปโดดขึ้นรถแฟนมันแล้วก็ขี่ไปเลย ทิ้งผมไว้กับความงงงวยและซวยสุดๆ เพราะออกคิวมาแล้วแถมไม่ได้ตังค์ กลับไปถึงวินฯก็ต้องต่อคิวใหม่ รอมาชั่วโมงกว่าเงินกลายเป็นศูนย์บาท โอ้มายก็อดดดด!! เวลาว่างๆผมมักจะชวนเพื่อนวินฯคุยเล่นถามอะไรไปเรื่อย มีอยู่คนนึงชื่อตาจบใส่เบอร์ 20 แกเป็นคนตัวเล็กนิดเดียว พรรคพวกที่วินฯจึงเรียกแกว่าตาเตี้ย! วันนั้นตอนประมาณสามทุ่มผมถามแกว่า “น้า วันนี้ได้กี่ตังค์แล้วเนี่ย?” แกตอบว่า “ไม่รู้สิประมาณ 500 มั้ง” “อ้าวแล้วนี่ออกจากบ้านมาตั้งแต่กี่โมงอะ?” ผมถามต่อ… “ตีห้าครึ่ง!” แล้วแกก็ขอตัวกลับบ้านเพราะถึงเวลาที่จะต้องพักผ่อนแล้ว…. นั่นล่ะครับ เงิน 500 บาทแลกกับกี่ชั่วโมงล่ะตั้งแต่เช้ามืดยันมืดค่ำ เป็นเงินที่แลกมาด้วยความอดทนในการรอคอยแท้ๆเลยทีเดียว เงินมันมีพลังมากมายนะครับ ดลบันดาลได้ทุกสิ่งอย่าง เมื่อมีเงินแล้วก็สามารถหาซื้อความสุขได้ ฉะนั้น อดทนกันนะครับทุกคน….

เรื่องเล่ารายวิน 11 “จะเร็วหรือช้า มันก็ต่างกันไม่กี่บาท”

การขับขี่ยานพาหนะบนถนนเนี่ย นอกจากจะต้องระวังให้รอบด้านเพื่อความปลอดภัยของตัวเองแล้ว เรายังควรที่จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทางด้วยนะครับ ยิ่งถ้าเป็นผู้ขับขี่รับจ้างสาธารณะอย่างวินฯมอไซค์ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องระวังให้มากขึ้นไปอีกสองเท่าตัวเลย เพราะถ้าประสบอุบัติเหตุขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่คุณที่เจ็บ แต่ผู้โดยสารที่ซ้อนท้ายคุณอยู่ก็เจ็บด้วย หรือเกิดโชคร้ายสุดๆคือเสียชีวิตขึ้นมาเนี่ย ก็ไม่รู้ว่าจะรับผิดชอบกันยังไงไหวเหมือนกันนะ ฉะนั้น ในเมื่อผู้โดยสารเค้ามอบความไว้วางใจให้เราดูแลชีวิตเค้าจนถึงที่หมายแล้ว เราควรตอบแทนน้ำใจเค้าโดยการไม่ประมาทและส่งเค้าให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยด้วยนะ ช่วงเช้าของชาววินฯผมนั้น เกือบทุกคนจะไปกระจุกตัวกันอยู้ที่ปากประตูนึง ซึ่งเป็นลานจอดรถของบริษัทนึงอีกนั่นแหละ ตรงนี้ช่วงเช้าจะมีผู้โดยสารขึ้นวินฯไปหน้าโรงงานเยอะเพราะเค้าจำเป็นจะต้องเอารถมาจอดตรงนี้และบางทีขี้เกียจเดินก็ขึ้นวินกันไปในระยะใกล้ๆ ค่าตอบแทนก็แค่คนละ 10 บาท อาศัยวิ่งระยะใกล้ไปกลับแป๊ปเดียว แต่ด้วยความที่มีวินฯมอไซค์หลายสิบคันมาจอดรอกันอยู่ มันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่บางครั้งอาจจะต้องมีการทำความเร็วกันเพื่อรีบกลับมาเอารอบเข้าคิวเพื่อรอรอบต่อไป ซึ่งบางคันก็เร่งจนเกินงาม!! จนเกินงามในที่นี้คือมันดูน่าหวาดเสียวและอันตรายเกินไปน่ะนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ขับแซงรถพ่วงหกล้อสิบล้อสิบแปดล้อในขณะที่มีผู้โดยสารซ้อนท้ายอยู่ คือในตอนเช้าเนี่ย อะไรๆมันก็จะไหลเข้ามาในสวนอุตสาหกรรมแห่งนี้ทั้งนั้นนะครับ โดยเฉพาะรถบรรทุกที่ต้องบรรทุกสิ่งของต่างๆเข้าออกอยู่ตลอดเวลา และการขับแซงรถใหญ่ประเภทนี้ในช่วงเวลาเร่งด่วนมันจึงดูไม่ค่อยเหมาะสมนักในสายตาของผมน่ะนะ บางครั้งผมออกตัวมาก่อนแล้วกำลังต่อท้ายรถพ่วงเพื่อรอจะเข้าโค้งไปหน้าโรงงานอยู่ มีอีกคันนึงตามมา เค้าแซงขวารถพ่วงไปเลยพร้อมบีบแตรลั่นตลอดทางเพื่อส่งเสียงให้รถชะลอให้จนไปแซงพ้นตรงก่อนจะเข้าโค้งแค่นิดเดียวซึ่งมันอันตรายมากๆ ผมสังเกตเห็นสีหน้าของผู้โดยสารสาวคนนั้นแล้วรับรู้ได้เลยว่าเธอเกร็งและเป็นกังวลเอามากๆ ไม่ชนไม่คว่ำมันก็ดีไป แต่อย่างที่รู้ๆกันนะครับว่าคำว่า”อุบัติเหตุ”เนี่ย มันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าทุกคนตระหนักตรงนี้ได้ ผมว่าจะลดปัญหาบนท้องถนนลงเยอะเลยแหละ ผมเคยถามพรรคพวกที่ชอบทำความเร็วแบบนี้นะครับ ว่าที่มาซอยเข้าออกโรงงานช่วงเช้าเนี่ย ได้เงินกี่บาท จำนวนเงินที่เค้าได้มากกว่าผมแค่ 20-30 บาทแค่นั้นเองนะ ตัวผมก็ขับเร็วในระดับหนึ่งไม่ได้ช้าจนอืดแต่ก็ไม่เร็วจนหวาดเสียว ไม่แซงทางโค้งและไม่ฉวัดเฉวียนใดๆ ผมจึงถูกแซงเอาบ่อยๆ แต่ก็นั่นแหละครับ 20-30 บาทแลกกับความปลอดภัยอันนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ผมมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเร็วจนอันตรายขนาดนั้นเพื่อเงินเพียงไม่กี่บาทเลยนะ แต่ก็ไม่รู้ทำไมหลายๆคนจึงตั้งหัวความคิดของตัวเองไว้ว่าต้องเร็วและเร็วและเร็วด้วยก็ไม่รู้…. หรือบางทีตอนเย็นช่วง […]

เรื่องเล่ารายวิน 10 “คู่แฝดอภินิหาร”

คู่แฝดคู่นี้นานๆทีถึงจะเดินมาขึ้นวินสักครั้งนึง ซึ่งก็เข้าใจได้น่ะนะครับว่าค่าโดยสารค่อนข้างสูง ถ้าขึ้นทุกวันก็คงไม่เหลือเงินยาไส้หรอกครับสำหรับพนักงานไลน์ผลิตอย่างสองคนนี้ มันจึงเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะสเปเชียลมากๆเลยหากวันไหนได้ไอ้เจ้าคู่แฝดนี้มาครอบครอง

เรื่องเล่ารายวิน 09 : เพื่อนบ้าน AEC กับการสื่อสารที่ต้องเข้าใจ

ช่วงที่ผ่านมาผมมีอะไรหลายๆอย่างที่ต้องทำ ทั้งจำเป็นและไม่ค่อยจำเป็น ก็เลยไม่ค่อยมีเวลาไปขี่วินฯสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังต้องไปบ้างเพราะอย่างน้อยเมื่อใส่เสื้อวินมันก็ยังได้เงิน ถึงจะน้อยนิดแต่ก็ได้มาอย่างสุจริตชน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติของคนไทยทุกๆคนนะครับ มาว่ากันถึงเรื่องราวที่จะบอกเล่ากันดีกว่า ในสวนอุตสาหกรรมที่ผมประจำการวินฯอยู่นั้น คนงานส่วนมากก็จะเป็นคนไทยนี่แหละครับ ส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างจังหวัดที่เดินทางมาหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัว เช่าหอพักห้องเช่าอยู่กันตามอัต ภาพที่พึงมี และมีอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวสำหรับแรงงานที่เป็นชาวประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเช่นกัมพูชา เมียนม่า หรือแม้กระทั่งสปป.ลาว ที่ข้ามน้ำข้ามภูเขาเข้ามาทำงานในโรงงานของประเทศไทยเพื่อหวังได้เม็ดเงินที่คุ้มค่าและกลับบ้านไปเยี่ยงวีรชนคนนึงของครอบครัว ผมไม่เคยติดไม่เคยเหยียดไม่เคยล้อหรือว่ากล่าวคนพวกนี้เลยนะเพราะมองว่าเค้าก็คนเราก็คน เค้าทำมาหากินเราก็ทำมาหากิน ขอให้มันเป็นสิ่งที่สุจริตและไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ คนเหมือนกันน่ะนะ แต่!! ปัญหาเล็กๆน้อยๆมันอยู่ตรงไหนรู้มั้ยครับ? มันอยู่ตรงการสื่อสารกันนี่แหละ อย่างบางคนเข้ามาอยู่นานแล้วภาษาไทยก็พอจะคล่องจะชัดหน่อย ตรงนี้ไม่มีปัญหา บอกไปไหนอะไรยังไงถ้าเข้าใจก็เป็นอันจบ “แต่บางคนเพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน ภาษาไทยก็ไม่ค่อยได้ ไอ้ครั้นจะไปเว่าฝรั่งใส่กันก็คงจะมั่วกันไปใหญ่” เคยมีเพื่อนวินฯคนนึงเล่าให้ฟังว่า มีอยู่วันนึงรับผู้โดยสารเป็นชาวกัมพูชา ถามว่าจะไปไหน เค้าตอบกลับมาว่า    “ข่อสะต่อสะ” อะไรประมาณเนี้ย วินฯมันได้ยินก็เข้าใจว่าอ๋อออ “ขอบสระ” เพราะในสวนอุตสาหกรรมแห่งนี้มีสระน้ำขนาดใหญ่ที่จะมีผู้คนมาใช้พื้นที่บริเวณรอบๆสระน้ำเพื่อนั่งพักผ่อนหย่อนใจกันมากมาย และคำที่ใช้เรียกสถานที่ตรงนี้ก็คือ “ขอบสระ”นั่นเอง พอไปถึงบริเวณของสระวินก็ถามว่า จะลงตรงไหน ผู้โดยสารชาวกัมพูชาคนนั้นทำหน้างงแล้วส่ายหัวบอกในทำนองว่าไม่ใช่ ทีนี้ก็เถียงก็คุยกันใหญ่ว่าตกลงจะไปไหน จนในที่สุดไอ้คำว่าสะก็ใช้ได้ผล วินฯคนนั้นร้องอ๋อขึ้นมาว่า “ต่อศักดิ์” ใช่มั้ย…? เค้าพยักหน้าในทีว่าใช่ๆ จึงไปส่งกันได้อย่างถูกที่ เล่นเอาเหนื่อยทั้งคนขับทั้งผู้โดยสารเหมือนกันนะกว่าจะถึงที่หมายเนี่ย 555 ซอยต่อศักดิ์มันเป็นซอยเล็กๆย่อยจากซอยใหญ่ที่ชื่อ ซอยบ่อยาง โซนนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมชาว AEC เลยก็ว่าได้ เพราะแรงงานต่างชาติพวกนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในซอยนี้ทั้งนั้น สังเกตได้จากช่วงเวลาเลิกงาน ไม่ว่าจะตอนห้าโมงเย็นหรือสองทุ่มหรือตอนเช้าตอนแปดโมง เราจะเห็นคาราวานจักรยานขี่กันเป็นขบวนตามๆกันออกถนนใหญ่แล้วไป ติดไฟแดงรอเลี้ยวขวาเข้าซอยบ่อยางและแยกเข้าต่อศักดิ์อีกที มันเป็นภาพชินตาที่คนแถวนั้นเค้าจะเห็นขบวนจักรยานเหล่านี้กันทุกวัน ช่วงแรกๆที่ผมไปขี่วินฯนั้นผมก็เคยเจอผู้โดยสารจะไปซอยต่อศักดิ์ เหมือนกันนี่แหละ พูดฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน จนผมต้องค่อยๆบอกกับเค้าว่า “เอาอย่างงี้นะ จะให้เลี้ยวตรงไหนก็ชี้ทีละแยกแล้วกัน จะซ้ายจะขวาก็ว่ากันไป” พอถึงแยกนึงผมก็ทำมือชี้โบ๊ชี้เบ๊ทีนึงว่าจะซ้ายจะขวาจนในที่สุดผมก็ถึง เหนื่อยแทบแย่ 555 สิ่งนึงที่ผมสัมผัสได้จากแรงงาน ต่างด้าวต่างถิ่นพวกนี้ก็คือ เค้าดูจะไม่ค่อยไว้ใจคนไทยสักเท่าไหร่ อาจจะเพราะเราคนไทยบางคนชอบไปเอาเปรียบเค้าด้วยหรือเปล่าอันนี้ ไม่แน่ใจ มันเป็นเรื่องของนานาจิตตังน่ะนะ อย่างที่ผมเกริ่นไปเบื้องต้นว่า เค้าก็คนเราก็คน การให้เกียรติในความเป็นคนเหมือนกันคือสิ่งที่เราทุกคนพึงกระทำ ให้ติดเป็นนิสัยเข้าไว้ หลายคนที่ผมรู้จักชอบเหยียดคนพวกนี้ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน หากเป็นไปได้ เคารพกันและกันจะดีกว่าเนอะโลกมันจะสวยงามและน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย เชื่อผมสิ!!

เรื่องเล่ารายวิน 8 “วินกะดึก”

อย่างที่เคยได้กล่าวไปว่าวินฯที่ผมประจำการอยู่นั้น มีสมาชิกมากหน้าหลายตาร่วมๆแปดสิบกว่าชีวิต สลับสับเปลี่ยนกันออกมาหากินกันไป บางคนมาแค่ช่วงเช้า บางคนมาแค่ช่วงเย็น หรือบางคนก็อยู่เฝ้าทั้งวันไปเลยแล้วแต่ว่าใครจะชอบจะพอใจแบบไหน ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็นว่าจะต้องมาเวลานั้นเวลานี้ใดๆ มันขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของตัวเอง ซึ่งตรงนี้แหละที่มัน”อิสระ”กว่าอาชีพอื่นๆ ทีนี้มันจะมีอีกกลุ่มนึงที่จะอยู่จนดึกจนดื่น ถึงประมาณห้าทุ่มหรือห้าทุ่มครึ่ง ผมเรียกกลุ่มนี้ว่า “วินกะดึก” ช่วงแรกที่ผมเข้าไปขับวินฯใหม่ๆ ผมจะอยู่ดึกทุกวัน(ยอมรับว่าช่วงนั้นร้อนเงินมาก) คือยอมเสียเวลาอีกสองสามชั่วโมง เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินอีกเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง คุณอาจจะคิดว่าอยู่ดึกคนน้อยรายได้จะงามใช่ม้า? เปล่าเลยครับมันตรงกันข้ามด้วยซ้ำ การที่จะอยู่กะดึกนั้นต้องใช้ความอดทนค่อนข้างสูงเลยทีเดียว อดทนต่อระยะเวลาที่ต้องรอคอย เพราะกว่าจะมีลูกค้าออกมาแต่ละคนนั้นนานแสนนานเหลือเกิน ไหนจะยุงที่มันจ้องจะดูดเลือดดูดเนื้อเราอย่างเคียดแค้นปานว่าเราได้ไปเผาบ้านมันไว้เมื่อชาติ ปางก่อนอีก55555 และบางทีนะรอมานานครึ่งค่อนชั่วโมงลูกค้าเรียกให้ไปส่งตรงเนี้ย ใกล้ๆได้ค่าโดยสาร 10 บาท!! แล้วกลับมาต่อคิวใหม่ มันเป็นอะไรที่โคตรช้ำเลยนะ ฉะนั้นจึงเป็นอย่างที่ผมว่านั่น แหละว่าวินกะดึกน่ะ ไม่ใช่ว่าจะรายได้งามอะไรหรอก แต่ที่เค้าอยู่กันเพราะอะไรรู้มั้ยครับ ผมคิดว่าเค้าอยู่กันเพื่อความสบายใจมากกว่า… ที่ว่าอยู่เพื่อความสบายใจนั้นหมายถึงว่า เหล่าขาประจำที่อยู่ดึกเค้าจะพูดคุยกันสัพเพเหระ คุยสนุกสนานสบายใจ ผมสังเกตเห็นว่าไม่มีใครเอาเรื่องเครียดๆมาคุยเลยนะ มีแต่สนุกสนานเฮฮาเหมือนได้ผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมาทั้งวันแล้วในตอนดึกๆก่อนจะเข้าบ้านไปพักผ่อนแค่นั้นเอง ในช่วงแรกๆจะมีไม่กี่คันหรอกที่ อยู่ดึก มีผมเบอร์ 60 มีเบอร์ 1 เบอร์ 39 ไอ้อ้วนเบอร์ 79 ละก็เจ๊ผู้หญิงเบอร์ 13 ที่พูดมานี่คือขาประจำนะ บางวันก็จะมีเบอร์อื่นๆมาร่วมด้วยสนุกสนานกันไป เจ๊เบอร์ 13 แกจะไม่ได้มาร่วมคุยอะไรกับพวกผมมากนักหรอก แกจะนั่งฟังละก็หัวเราะตามไปกับเรื่องราวในแต่ละกัน แกจะหิ้วงานเสริมมาทำที่วินระหว่างช่วงรอลูกค้าตลอดนะ บางวันก็ถักกระเป๋าใบเล็กๆ บางวันก็ร้อยเชือกอะไรไม่รู้ งานทำนองเนี้ยนิดๆหน่อยๆพอได้เงินค่านมลูก แกว่างั้น… มีอยู่คืนนึง คืนนั้นฝนตกตั้งแต่หัวค่ำ ขาประจำคนอื่นๆเค้านัดแนะกันไปสังสรรค์กันที่ร้านยาดองร้านนึงที่เค้าว่าสาวๆเด็ดนักเด็ดหนาเนี่ยแหละ ผมปฏิเสธคำเชิญชวนของพวกเค้าเนื่องด้วยห่วงเงินที่จะต้องได้ในช่วงดึก จึงจำใจอยู่ต่อกะว่าคงมีเพื่อนอยู่ด้วยล่ะวะ ที่ไหนได้คืนนั้นอยู่คนเดียวเลย ด้วยอากาศอันหนาวเหน็บเพราะฝนยังคงตกปรอยๆและตัวผมก็เปียกมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว บวกกับลูกค้าที่ทยอยออกมาโบกกันอย่างไม่ขาดสาย สรุปคืนนั้นผมวิ่งไม่ทัน! ไม่ทันนี่คือ รับคนนึงไปส่ง อีกคนนึงออกมาไม่เจอวินเค้าก็ไม่รออะไรประมาณเนี้ยครับ จะเร็วมากก็ไม่ได้ถนนมันลื่น ล้มไปไม่คุ้มอีก ถามว่าเสียดายมั้ยต้องบอกว่าเสียดายนะ อยากจะรับให้ได้ทุกคนเลยจริงๆเพราะถ้าได้ทุกคนล่ะก็อิ่มแน่นอน 55555 แต่ก็อย่างว่า ได้แค่ไหนก็เอาแค่นั้นล่ะครับ ดีกว่าไม่มีใครอยู่วินเลยปล่อยให้ลูกค้าเดินกันหมด ถึงหนาวก็ต้องทนไปก่อนล่ะนะ คืนนั้นผมอยู่รอจนหยดสุดท้ายเลยประมาณห้าทุ่มครึ่ง จนแบบรปภ.หน้าโรงงานมองแล้วอะว่านี่มึงยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ ไม่มีใครเค้ามาขึ้นมึงแล้ว! อะไรประมาณนี้ ผมจึงค่อยๆบิดรถกลับบ้านอย่างหนาวๆ และผลสุดท้ายตื่นเช้าม ป่วย!!!  ทนพิษบาดฝนไม่ไหว5555 ช่วงหลังๆมาผมสังเกตเห็นว่ามีวินมาอยู่รอสมทบช่วงดึกเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น จนเยอะ… ผมจึงไม่ค่อยได้อยู่ดึกแล้วเพราะลำพังอยู่กันสามสี่คันนี่ก็แทบจะไม่ได้อะไรเพิ่มอยู่แล้ว นี่เพิ่มมาอีกเพียบขนาดนี้ผมขอบายดีกว่า เค้าคงคิดว่าอยู่ดึกรายได้คงดีละมั้ง “ดังที่ผมบอกไปว่าขาประจำที่อยู่ดึกนั้น เค้าไม่ได้หวังเรื่องเงินอะไรหรอก เค้าแค่หาความผ่อนคลายให้ชีวิตเท่านั้น” บางครั้งบางทีเราเครียดจากสิ่งรอบข้างมาทั้งวัน การได้หัวเราะอย่างเบิกบานนี่มันเป็นตัวช่วยบำบัดความเครียดชั้นดีเลยนะครับ เค้าถึงได้มีคำกล่าวว่าคนที่ร่าเริงเนี่ยมักจะอายุยืน ซึ่งผมว่ามันก็น่าจะมีเค้าความจริงนะ เพราะอย่างน้อยการหัวเราะมันไม่ได้ทำร้ายเราเหมือนความเครียดหรอกจริงมั้ย และผลพลอยได้จากการอยู่ดึกก็คือ เงินเล็กๆน้อยๆจากการส่งผู้โดยสารกะดึกเช่นกัน ถือว่าสบายใจทั้งสองฝ่ายนะ… Photo Credit : http://tokyostreet.photo http://2wheelsstory.blogspot.com

สำหรับวิน… กลิ่นตัวไม่ใช่เรื่องตลก

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์ การสัมผัสกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ที่ออกมาจากตัวของผู้คนรอบข้างมาบ้างไม่มากก็น้อยใช่มั้ยครับ ยิ่งถ้าไปประสบในสถานที่ๆมีผู้คนแออัดอย่างเช่นบนรถเมล์รถไฟฟ้า หรือที่อื่นๆแล้วล่ะก็ บอกเลยว่าเห็นนรกรำไรๆอยู่ตรงหน้าเลยแหละ

รถเมล์ที่ดีควรเป็นอย่างไร? ส่องรถเมล์ชาวบ้าน เขาไปกันไกลถึงไหนต่อไหน ทำไมเรายังย่ำอยู่ที่เดิม

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ชาวกรุงคงได้ลองนั่งรถเมล์สายใหม่กันไปแล้ว ซึ่งเป็นการทดลองวิ่งตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และแน่นอนว่าคนส่วนมากต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

1 2

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.