trouble solver

Cafemom By RIN ธุรกิจไท้ยไทยที่ลบภาพจำ ‘หมอตำแย’ ด้วยวิธีทำ ‘อยู่ไฟ Delivery’

‘อยู่ไฟ’ คือภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยที่เรามักเห็นจากหมอตำแยในละครย้อนยุค การอยู่ไฟอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราพูดในบริบทสังคมไทยในสมัยหลายสิบปีก่อน แต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วการอยู่ไฟคืออะไร ทำไมคุณแม่หลังคลอดถึงต้องอยู่ไฟ ทั้งๆ ที่แพทย์แผนปัจจุบันก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องอยู่ไฟกันแล้ว


แต่หากเราบอกคุณว่า ในปี 2021 การอยู่ไฟได้พัฒนารูปแบบมาจนกระทั่งเดลิเวอรี่ ให้คุณแม่หลังคลอดใช้บริการได้ง่ายและสะดวกโดยไม่ต้องออกจากบ้าน อีกทั้งกระแสตอบรับของธุรกิจดังกล่าวได้รับความนิยมจากคุณแม่สมัยใหม่มาก ชนิดที่ว่าต้องจองคิวล่วงหน้าถึง 2 เดือนก่อนคลอดลูกน้อยด้วยซ้ำ คุณอาจไม่เชื่อ สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะพาทุกคนไปรู้จัก Cafemom By RIN ธุรกิจไท้ยไทยที่เข้ามาเปลี่ยนภาพจำหมอตำแยในละคร ให้กลายมาเป็นธุรกิจอยู่ไฟเดลิเวอรี่ ที่พร้อมเคาะประตูให้บริการคุณแม่ถึงหน้าบ้าน

อยู่ไฟ ‘วิชาดูแลแม่หลังคลอด’


คำถามที่เราสงสัยมาโดยตลอดก่อนจะเริ่มพูดคุยกับ รินทรัตน์ พลอยศรี หรือ เต้ย เจ้าของธุรกิจ Cafemom By RIN อยู่ไฟเดลิเวอรี่ คือคำถามที่ว่า จริงๆ แล้วมันคืออะไร ทำไมหลังคลอดคุณแม่สมัยก่อนถึงต้องอยู่ไฟ


“การอยู่ไฟเป็นทางเลือกในการดูแลร่างกายของคุณแม่หลังคลอด ที่สอดแทรกไปด้วยกุศโลบายของคนไทยสมัยก่อน เพื่อช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยล้าจากการให้กำเนิดลูก การอยู่ไฟจะช่วยดูแลสุขภาพภายในร่างกายให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง และคุณแม่ก็จะได้พักผ่อนไปในเวลาเดียวกัน”


หลังจากทราบถึงเหตุผลของการอยู่ไฟแล้ว เราสงสัยต่อว่าแล้วการอยู่ไฟมีข้อดีอะไรบ้าง


“ตามตำราของแพทย์แผนไทย การอยู่ไฟเป็นการปรับสมดุลภายในร่างกายของผู้หญิง ซึ่งคุณแม่หลังคลอดเสียสมดุลในร่างกายไปเยอะ ทั้งเสียเลือด สารอาหาร แคลเซียม ฯลฯ การอยู่ไฟจึงเป็นเหมือนการบำบัดให้ร่างกายอุ่นขึ้น และยังช่วยขับของเสียที่คั่งค้างให้ออกมา เช่น น้ำคร่ำ เศษเลือด ที่ออกจากร่างกายไม่หมดหลังจากคลอด ทำให้การอยู่ไฟจึงเป็นการใช้ความร้อนในการบำบัด เพื่อให้มดลูกอบอุ่นขึ้นและขับไล่สิ่งตกค้างในมดลูกออกมาได้ดีขึ้น”


‘การอยู่ไฟคือหนึ่งในความเชื่อและกุศโลบายในการให้คุณแม่ได้พักผ่อนหลังคลอด’

Rebrand อาชีพเก่าให้กลายเป็นอาชีพ (สมัย) ใหม่


จุดเริ่มต้นของการอยู่ไฟเดลิเวอรี่ของ Cafemom By RIN เริ่มต้นจากช่วงที่เรียนปริญญาโทคณะบริหารธุรกิจ อาจารย์มีโจทย์ให้นักศึกษานำแบรนด์เก่ากลับมา Rebrand ให้ดูใหม่ ทันสมัยขึ้น เมื่อเรียนจบเธอรู้สึกว่า นอกจากการทำให้แบรนด์ที่อยู่มานานดูทันสมัยแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ คือการหยิบเอาอาชีพเก่าซึ่งอาจจะหลงลืมกันไปบ้างแล้ว มาทำให้เป็นอาชีพของคนสมัยใหม่


“เราเกิดความสงสัยว่าทำไมอาชีพอย่างหมอตำแยต้องอยู่คู่กับคนแก่เสมอ ถ้าหากคนรุ่นใหม่ทำอาชีพนั้นได้ มันคงน่าจะดีและสร้างสรรค์ไม่น้อย”


จุดตั้งต้นนี้เองกลายเป็นโจทย์ให้เธอหลังเรียนจบ และตัดสินใจไปหาข้อมูลการเรียนแพทย์แผนไทยในที่สุด หลังจากศึกษาไปเรื่อยๆ เธอได้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความชอบสมุนไพรและแพทย์แผนไทย จนเริ่มเข้าไปเรียนหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทยจากอภัยภูเบศร และหาความรู้เพิ่มเติมจากคนรุ่นก่อนที่เคยทำอาชีพหมอตำแย จนทำอยู่ไฟได้เองโดยเริ่มต้นจากทำให้ญาติก่อนเป็นคนแรก


หลังจากฝึกวิชาอยู่ไฟสำเร็จ การบ้านชิ้นต่อมาที่ใหญ่ขึ้น คือการลบภาพจำของอาชีพหมอตำแย ให้กลายเป็นแพทย์ทางเลือกของคนรุ่นใหม่ให้ผู้คนเข้าถึงง่ายขึ้น


“เราอยากทำให้ของเก่าหรือภูมิปัญญาใช้ได้ในสมัยใหม่ จากความทรงจำเดิมที่คนติดภาพความลำบาก ความร้อน ความทรมาน การอยู่ไฟของเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราสามารถทำให้มันง่ายและสะดวกที่สุด”


‘หยิบยกนำเอาภูมิปัญญามาสร้างให้กลายเป็นธุรกิจ’

จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ธุรกิจอยู่ไฟร่วมสมัย


“มันคงจะดีนะถ้ามีบริการอยู่ไฟถึงที่บ้าน โดยที่คุณแม่ไม่ต้องเดินทางไปไหนให้ลำบาก”


นอกจากการลบภาพจำอาชีพหมอตำแยที่ผูกติดกับผู้สูงอายุ การลบอีกภาพที่สำคัญไม่แพ้กัน คือความคิดเรื่องการอยู่ไฟที่ถูกมองว่าเป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่ความรู้ ซึ่งเต้ยค่อยๆ แปรเปลี่ยนให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ผ่านการสร้างความรู้ในรูปแบบบทความออนไลน์ลง Social Media เริ่มทำ Fanpage เพื่อทำให้คนเข้าใจการอยู่ไฟมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่คนจะได้รับ


ส่วนโจทย์ข้อต่อมา เธอมองว่ามันคงจะดี มันคงจะสะดวกไม่น้อยต่อคุณแม่หลังคลอดเพราะการพักฟื้นเป็นเรื่องสำคัญ หากเราสามารถจัดเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้ลูกค้าทำอยู่ไฟได้เองที่บ้าน โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไหนให้ลำบาก จนกลายมาเป็นรูปแบบการบริการอยู่ไฟเดลิเวอรี่หลังคลอดที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องเดินทางไปไหนให้ลำบาก เพราะมีหมอตำแยสมัยใหม่ไปให้บริการอยู่ไฟถึงบ้าน


แล้วทำไมถึงเลือกทำบริการในรูปแบบเดลิเวอรี่ มันตอบโจทย์ใครบ้าง


“พอเป็นรูปแบบเดลิเวอรี่ มันตอบโจทย์คุณแม่หลังคลอดมากๆ รวมถึงตอบโจทย์ครอบครัวที่ช่วยเลี้ยงลูกด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะคุณแม่ไม่จำเป็นต้องออกนอกบ้าน ที่ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง และอีกหนึ่งเรื่องสำคัญคือ เราเข้าใจว่าหลังคลอดใหม่ๆ คุณแม่จะมีความกังวลต่อลูกน้อยเยอะกว่าปกติ จนต้องเห็นลูกอยู่ในสายตาตลอดเวลา


“เหมือนสายใยความผูกพันที่อยู่ร่วมกันมาร่วมเก้าเดือนไม่ได้ถูกตัดไปพร้อมสายสะดือ หากลูกค้าทำอยู่ไฟได้ที่บ้าน ก็จะเห็นลูกอยู่ในสายตาตลอดเวลา ช่วยทำให้เขาได้พักไปพร้อมกับความอุ่นใจ คลายกังวลมากขึ้น”

ท่ามกลางบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป เกิดการแพทย์สมัยใหม่ที่มีความน่าเชื่อถือ ทำไมถึงยังมีคนใช้บริการการอยู่ไฟอยู่ในปัจจุบัน


เธอตอบกลับข้อกังขาของเราว่า
 
“จริงๆ แล้วผู้หญิงสมัยใหม่ให้ความสนใจแพทย์ทางเลือกเยอะมาก หลายคนอาจจะมองว่ามันล้าสมัยไปแล้ว แต่เราทำมาเกือบหกปี เห็นมาตลอดว่ายังมีกลุ่มคนที่ต้องการและสนใจแพทย์ทางเลือก คุณแม่ที่เข้ามาสอบถามต่างรู้อยู่แล้วว่าการอยู่ไฟไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ เพราะเกือบทุกคนศึกษาเรื่องนี้ก่อนที่จะเข้ามาหาเรา สิ่งนี้มันเลยไม่ได้หายไปจากสังคมอย่างที่เราคิด ผนวกกับเมื่อข้อมูลมันเพิ่มมากขึ้น ผู้คนจึงมีทางเลือกที่จะดูแลตัวเองมากขึ้น


“องค์ความรู้ในการอยู่ไฟของ Cafemom By RIN ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรนัก เน้นการผสมผสานเสียมากกว่า โดยอิงความรู้จากตำราแพทย์แผนไทยเป็นหลัก แต่ความพิเศษของเราคือการรวมเรื่องอยู่ไฟเข้ากับสปา เพื่อทำให้ทันสมัยขึ้นและง่ายขึ้น พร้อมทั้งปรับชั่วโมงในการอยู่ไฟให้เร็วขึ้น จากเมื่อก่อนที่ใช้เวลาเจ็ดถึงสิบชั่วโมง เราสามารถปรับให้ใช้เวลาแค่สามถึงสี่ชั่วโมง แต่คงประสิทธิภาพและประโยชน์เท่าเดิม นอกจากนั้น เราก็ดูแลความสวยงามให้คุณแม่ด้วย ก็เลยปรับนำเอาสปาเข้ามาเสริม ให้เป็นจุดเด่นของทางร้าน เพื่อให้คุณแม่ได้มีผิวพรรณสดใสมากขึ้นไปด้วย”

บริการที่อยากให้สุขภาพคุณแม่ดีขึ้นกว่าเดิม


ขั้นตอนต่างๆ ไม่ต่างจากคุณหมอ เพราะการอยู่ไฟจะเริ่มต้นจากตรวจเช็กสภาพร่างกายของคุณแม่ด้วยวิธีสอบถามประวัติโรคประจำตัว วัดความดัน และวัดไข้ สอบถามวันคลอดของคุณแม่ โดยที่ Cafemom By RIN จะเริ่มให้บริการคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติตั้งแต่ 15 วันขึ้นไปหลังคลอด สำหรับคุณแม่ผ่าคลอดจะเริ่มทำได้ตั้งแต่ 40 วันขึ้นไปหลังคลอด เนื่องจากต้องรอให้แผลแห้งสนิท เพราะหากเวลาไม่เหมาะสม ทำเร็วไป ก็จะเป็นอันตราย หากแผลภายในยังไม่สมานดีอาจเกิดภาวะตกเลือดได้


“การอยู่ไฟของ Cafemom By RIN เป็นอย่างไรบ้าง” เราถาม


“เริ่มจากการผสมน้ำสมุนไพรให้คุณแม่อาบเพื่อเปิดรูขุมขนและชำระร่างกายให้สะอาด หลังจากนั้นทำการนวดน้ำมันเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้คุณแม่ เนื่องจากคุณแม่อุ้มท้องมาหลายเดือน มักมีอาการปวดเมื่อย การนวดน้ำมันจึงเป็นการบำบัดและผ่อนคลาย นอกจากนั้นยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น รวมถึงการนวดเต้านมเพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหลเวียนได้ดีขึ้น


“พอนวดเสร็จก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการประคบด้วยอิฐร้อนและสมุนไพร และปิดท้ายด้วยการนั่งอยู่ในกระโจมที่ภายในมีหม้อต้มสมุนไพรสูตรเฉพาะจากทางร้าน โดยสมุนไพรที่เลือกใช้ล้วนมาจากตำราแพทย์แผนไทย ที่ใช้สำหรับการดูแลคุณแม่หลังคลอดโดยเฉพาะ เช่น ตะไคร้ ว่านชักมดลูก ไพร ว่านนางขำ และใบมะกรูด ซึ่งมีสรรพคุณในการขับลม บำรุงหัวใจ ช่วยเสริมระบบภายในของผู้หญิงให้ดียิ่งขึ้น โดยทั้งหมดใช้ระยะเวลาประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง และวันถัดมาก็ทำเหมือนเดิมตามระยะเวลาคอร์สที่คุณแม่เลือกใช้บริการ อาทิ สามวัน ห้าวัน”


ระหว่างให้บริการจะมีการสอบถามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของคุณแม่อยู่ตลอด ซึ่งเต้ยเล่าว่า ผลตอบรับคือคุณแม่มักกลับมาบอกว่ามีปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้น ของเสียถูกขับออกจากร่างกาย เบาตัว หลับสบายขึ้น เหมือนได้พักผ่อน แถมยังผิวพรรณสะอาดขึ้นในเวลาเดียวกัน


เราสัมผัสได้ว่า มิติของธุรกิจอยู่ไฟเดลิเวอรี่เป็นมากกว่าเพียงงานบริการ แต่เป็นธุรกิจที่ตลบอบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากความผูกพันของคนในครอบครัว เสมือนไอน้ำจากหม้อสมุนไพรที่ฟุ้งกระจายอยู่ท่วมกระโจม

‘เพราะทุกครั้งที่เธอทำงานมีเป้าหมายเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้คุณแม่ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน’

เรื่องราวของเธอทำให้เราเห็นคนหนึ่งคนที่หลงรักงานของตัวเอง เราจึงถามคำถามสุดท้ายถึงความสุขและความภูมิใจในการทำธุรกิจนี้


“เต้ยภูมิใจกับแพทย์แผนไทยมากเลย คิดมาตลอดว่าเราน่าจะรู้จักมันก่อนหน้านี้ มันมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง ในรายละเอียดของภูมิปัญญาไทย กลายเป็นว่ายิ่งเรียนเยอะ ยิ่งรู้เยอะ เต้ยภูมิใจที่ได้ทำอาชีพนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีทางเลือกนะ แต่เราเลือกที่จะทำมันมากกว่า หลายคนมองว่าไม่รู้จะทำอะไรเลยมาเป็นหมอตำแยเหรอ แต่จริงๆ เราเลือกที่จะทำ ซึ่งมันไม่ง่าย ใช้ความอดทนสูงมาก วันนี้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าแพทย์ทางเลือกมันยังช่วยเราได้อยู่นะ”


เราคิดมาตลอดว่าธุรกิจอยู่ไฟหมอตำแยเป็นอาชีพที่ถูกมองข้าม อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรในสังคมสมัยใหม่ แต่เต้ยและเรื่องราวของเธอกลับทำให้เรารู้ว่า ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็ล้วนมีความสำคัญในสังคม ดูได้จากคำตอบสุดท้ายที่ตอบด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มว่า

“ความวิเศษของการทำงานตรงนี้คงเป็นการที่เราได้ทำสิ่งที่เราสนใจ แต่มันไม่จบแค่นั้น มันดันช่วยเหลือคนอื่นได้จริงๆ”

Contributor

นันทพงศ์ ตั้งตรงใจสกุล

Content Writer

sickboy in the sick city

อัญชิษฐา เอกชัย

Graphic Designer

กราฟิกดีไซเนอร์ที่ใช้ชีวิตกว่า 70% ในทวิตเตอร์ ชอบหนัง Romantic comedy และมีแพสชันกับของอร่อย