EAT

เรารู้จัก ‘ชาไทย’ ดีแค่ไหน ?

ใครล่ะ ? จะไม่รู้จักเครื่องดื่ม ‘ชาไทย’ สีส้มชวนสะดุดตา ที่เคยติดอันดับ 1 ใน 50 ของเครื่องดื่มที่อร่อยที่สุดในโลก ! ไม่ว่าแขกบ้านแขกเมืองมาเยือนถึงถิ่นไทยแลนด์ เมื่อได้ลองชิมต่างยกนิ้วให้ว่า Very good ! ต่อให้บินลัดฟ้าไปต่างประเทศคงไม่ได้ลิ้มลองชาไทยรสต้นตำรับแบบนี้แน่นอน

นอกจากสีสันจะโดดเด่นไม่แพ้ใคร วิธีการดื่มก็แตกต่างออกไปด้วย ทั้งการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือนมสดอย่างเดียวก็ได้รสชาติความหอม หวาน มันไม่ซ้ำแบบ สามารถเลือกดื่มได้ทั้งร้อน และเย็น ยิ่งได้ไข่ลวก หรือขนมปังปิ้งมากินเคียง รับรองว่า Fullfill วันของเราได้อย่างดีเชียวล่ะ

คนไทยดื่ม ‘ชา’

ว่ากันว่าคนไทยรู้จักการดื่มชามาเนิ่นนานพอสมควร แต่ถ้ามีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน คาดว่าเป็นช่วงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งชาจีนเป็นชาที่เข้ามาช่วงแรกๆ แต่วิธีการดื่มพิลึกกึกกืออยู่ไม่น้อย คือการอมน้ำตาลกรวดไว้ในปาก จากนั้นดื่มชาร้อนตาม อีกทั้งสมัยนั้นการดื่มชายังไม่ป๊อปปูลาร์เท่าไหร่ เพราะคนมักนิยมใช้ถวายพระ หรือใช้เฉพาะราชการมากกว่า

เติมนมเติมน้ำตาล

ประเทศไทยได้รับอิทธิพลมาจากเพื่อนบ้านเรือนเคียงอย่าง ‘อินเดีย’ ในการเติมนมและน้ำตาลลงในชา เพราะยุคนั้นไทยมีการติดต่อค้าขายเครื่องเทศกับอินเดียมากเป็นพิเศษ โดยสมัยนั้นเขาเรียกว่า ‘Tea Latte’ หรือชาใส่นม ซึ่งปี พ.ศ. 2436 ไทยเริ่มวางขายนมข้นหวานตราแหม่มทูนหัว ทำให้การดื่มชาใส่นมมีเพิ่มขึ้น ต่อมาปี พ.ศ. 2446 มีการจัดตั้งโรงน้ำแข็งเป็นแห่งแรก ทำให้น้ำแข็งเข้าไปเพิ่มความเย็นสดชื่นให้กับหลากหลายเมนูเครื่องดื่ม จนกระทั่งช่วงปลายรัชกาลที่ 6 เริ่มมีร้านกาแฟโบราณเพิ่มขึ้นในพระนครเยอะ ทำให้ร้านเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักชาไทยมากขึ้น 

แต่สิ่งที่ทำให้ชาส้มฮอตฮิตสุดๆ คือปี พ.ศ. 2488 เพราะกำเนิด ‘ชาตรามือ’ ซึ่งมีราคาถูก รสชาติถูกปากคนกินสมัยนั้น และไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหน ชาตรามือจะอยู่ในตู้ติดร้านกาแฟโบราณเสมอ

‘ชาไทย’ ชื่อนี้ฝรั่งตั้งให้

ลักษณะของชาไทย มีความแตกต่างออกไปจากชาทั่วไปเล็กน้อย เพราะส่วนหนึ่งมันมาจาก ‘ชาซีลอน’ ที่นำมาปรับกลิ่น และแต่งสี เพื่อให้เวลาชงแล้วออกมาเป็นสีส้มสวย จากนั้นคนไทยอย่างเราก็เอา นม น้ำตาล มาเติมลงไปจนเกิดเป็นชื่อเรียก ชาไทย ในแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาร้อน (ใส่นม และน้ำตาล) ชาเย็น (ใส่นม น้ำตาล และน้ำแข็ง) ชาดำร้อน (ใส่น้ำตาล) ชาดำเย็น (ใส่น้ำตาล และน้ำแข็ง) ซึ่งคำว่า ‘ชาไทย (Thai Tea)’ มาจากฝรั่งเรียก เพราะเป็นชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และหาดื่มได้ในประเทศไทยเท่านั้น

ซึ่งเดือนกุมภาพันธ์นี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับชาไทยมากขึ้น ทั้งวิธีการชงชา และธุรกิจชาไทยที่เติบโตในไทย และต่างแดน ติดตามได้ตลอดทั้งเดือนนี้ !

Contributor

ตุลยา สวนสันต์

นักเขียนผู้หลงรักชาไทย ใส่ใจหมามากกว่าสุขภาพ และมีเรื่องตลกในชีวิตมากกว่าผลงานของรัฐบาล