NEIGHBORHOOD

พลับพลาไชย ย่านไทย-จีน-ฝรั่ง

พลับพลาไชย คือถนนสายหนึ่งในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจุดเริ่มที่แยกแปลงนาม และสิ้นสุดที่แยกอนามัย โดยตลอดความยาวราว 1.1 กิโลเมตร ไม่นับตรอกซอกซอยซอกแซก เราไม่อาจหาคำไหนมานิยามได้ว่าพลับพลาไชยเป็นย่านของอะไร…

บ้างเรียกว่าเป็นแหล่งขายกระดาษไหว้เจ้าเบอร์หนึ่งของไทย บ้างเรียกว่าเป็นแหล่งขายอะไหล่รถชั้นดี บ้างก็เรียกกันว่าถิ่นแห่งความเชื่อและโชคลาภ เพราะมีวัดและศาลเจ้าให้เข้าไปกราบไหว้ตลอดเส้นถนน ทั้งยังมีคาเฟ่และบาร์เบียร์ให้ไปนั่งชิลพักกายใจ จนพอจะบอกได้ว่า นี่คือย่านที่หลอมรวมคัลเจอร์ไทย-จีน และแทรกความฝรั่งได้อย่างลงตัว

ส่วนชื่อก็มาจากชื่อของวัดพลับพลาชัย ซึ่งแต่เดิมชื่อวัดสะกดคนละแบบกับย่าน โดยแต่ก่อนแถวนี้มีคอกวัว และมีลักษณะเป็นโคกขนาดใหญ่ ชาวบ้านเลยเรียกกันว่า ‘วัดคอก’ หรือ ‘วัดโคก’ ต่อมา รัชกาลที่ 6 ได้ทรงเปลี่ยนนามของวัดแห่งนี้ใหม่ เป็น ‘วัดพลับพลาชัย’ เพราะเป็นที่ตั้งพลับพลา หรือที่ประทับชั่วคราวของกษัตริย์

อยากกินข้าวหน้าไก่ ต้องไปพูนเลิศ

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เราเริ่มออกสตาร์ททริปนี้กันแถวโซนห้าแยกพลับพลาไชย ซึ่งเจ้าเด็ดที่ห้ามพลาดคือ ห้องอาหารพูนเลิศ เหลาะงาทิ้น ที่ยึดต้นตำรับจากบรรพบุรุษรุ่นหาบขาย จนกลายเป็นตำนานที่อยู่คู่พลับพลาไชยมากว่า 100 ปี แต่พอบอกว่าเป็นห้องอาหาร อาจรู้สึกว่ามันหรูหราไปใช่มั้ย ? เราบอกเลยว่านั่งในนี้ไม่มีเกร็ง เพราะบรรยากาศที่นี่เป็นกันเองสุดๆ แถมยังคึกคักไปด้วยลูกค้าที่แวะเวียนกันมาแบบไม่ขาดสาย

เมนูที่ต้องสั่ง คือ ข้าวหน้าไก่ จานเด็ดประจำร้านแสนอร่อยที่ไม่มีร้านไหนเทียบเท่า ข้าวสวยร้อนๆ เรียงเม็ดถูกโปะด้วยซอสเข้มข้นสูตรพิเศษ คละเคล้ากับไก่ส่วนสะโพกที่หั่นมาแบบพอดีคำ แถมตัดเลี่ยนด้วยพริกสด โดยรวมแล้วกลมกล่อมลงตัว

ที่นี่ไม่ได้มีดีแค่ข้าวหน้าไก่ เพราะยังเอาใจคนรักเส้นอย่าง บะหมี่หน้าไก่ ที่ใช้น้ำซอสสูตรเดียวกัน และ โกยซีหมี่ เมนูบะหมี่ที่ใช้หน่อไม้และเนื้อไก่ส่วนอกผสานด้วยน้ำราดหน้าเหนียวนุ่ม ทำเอาอยากสั่งเพิ่มอีกสักสิบชาม ซึ่งที่บอกมาทั้งหมดอาจดูเวอร์ไป แต่เราขอคอนเฟิร์มว่า “อร่อยจริง” ไม่งั้นคงไม่เลื่องชื่อลือชามาถึง 4 เจนเนอเรชันแน่นอน

ห้องอาหารพูนเลิศนี่เริ่ดสมชื่อ เพราะนอกจากจะบริการดุจญาติมิตรแล้ว คุณภาพและปริมาณก็จัดว่าดีเยี่ยม แถมราคาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ชาวบ้านอย่างเราเอื้อมถึงโดยเริ่มต้นที่ 40 บาท ซึ่งนอกจากเมนูเด็ดประจำร้านแล้ว เจ้าของยังแอบบอกเราอีกว่า ‘ข้าวกะเพราเนื้อ’ และ ‘เนื้อผัดน้ำมันหอย’ ก็เป็นเมนูจานเดี่ยวกินง่ายที่หลายคนติดใจไม่แพ้กัน

ห้องอาหารพูนเลิศ (เหลาะงาทิ้น) ข้าวหน้าไก่ห้าแยก
• เปิดทุกวันอังคาร ถึง วันอาทิตย์
• เวลา 09.00 – 18.00 น.

ได้เวลาเขียนสีบนร่างกาย

11 โมงแล้ว แดดร้อนเปรี้ยง เราเดินจากร้านข้าวหน้าไก่มายังซอยอนุสรณ์ 1 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Akirart คาเฟ่สุดฮิปที่หลายคนคงรู้จักกันดี โดยในชั้นเดียวกันนั้นถูกซอยออกเป็นห้องเล็กๆ ประมาณ 2-3 ห้อง และหนึ่งในนั้นคือพื้นที่ของ Bamsur as a tattooer หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘แบม’ ช่างสักสไตล์ Handpoke ที่พวกเรานัดไว้นั่นเอง

คิวแรกผ่านไป คิวที่สองขึ้นเตียงเพื่อสักต่อ บรรยากาศค่อนข้างนิ่งและเงียบ เพราะช่างสักของเราต้องใช้สมาธิ มีเพียงเพลงภาษาฝรั่งเศสที่เปิดคลอไว้เบาๆ และเมื่อการแต้มลวดลายบนร่างกายเสร็จสิ้น เราก็พอมีเวลาพูดคุยกับแบมจนรู้ว่า นี่คืองานอดิเรกที่เธอทำมาราว 1 ปีแล้ว

แบมทำงานเป็นตากล้อง แล้ววันหนึ่งเกิดรู้สึกว่าไม่สามารถหาความสุขกับกล้องถ่ายรูปได้อีกต่อไป แต่เธอยังคงชอบงาน visual อยู่ แบมซื้อสีมาเพนต์บนแคนวาส และค้นพบว่ามันสร้างจินตนาการแบบที่กล้องก็ทำไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่เธอต้องการ คือการให้ผลงานของตัวเองไปอยู่ที่ไหนสักที่หนึ่ง ซึ่ง ‘การสัก’ ก็เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของเธอ

“เราฝึกเองกับหนังเทียม ตอนนั้นเรานัดลงในไอจีว่าฝึกสักอยู่ เลยเปิดสักฟรี 10 คนแรก ปรากฏว่ามีคนจอง ซึ่ง 4 คิวแรกเราสักด้วยเครื่องแล้วรู้สึกไม่ชอบเท่าไหร่ คนที่ 5 ก็เลยขอสักแบบ Handpoke ลูกค้าเขาก็ open มากๆ พอได้ลองก็ชอบ หลังจากนั้นก็ไม่สักเครื่องอีกเลย บางคนก็มีเล่านะว่าลายสักมันมีความหมายสำหรับเขา แต่ช่วงหลัง หลายคนมีแนวคิดว่าลายสักไม่จำเป็นต้องมีความหมายก็ได้ เพราะมองมันเป็นอาร์ต” แบมเล่า

ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้คุยกับตากล้องในคราบช่างสักก็เป็นโมเมนต์ที่เพลินดีเหมือนกัน เอาเป็นว่าโอกาสหน้า เราอยากมาให้เธอเขียนสีที่แขนสักข้างของเราดู แต่ขอไปคิดก่อนนะว่าเอาลายอะไรดี และก่อนจากกัน แบมบอกว่า Akirart กำลังจะย้ายไปสถานที่ใหม่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งจะเป็นที่ไหนต้องติดตามในเร็วๆ นี้ แต่ทุกคนยังสามารถติดตาม และจองคิวสักได้ทาง Instagram และ Facebook ของเธอเหมือนเดิม

มาพลับพลาไชย ต้องไหว้ป่อเต็กตึ๊ง

ย่านนี้เป็นแหล่งเปิดกว้างทางความเชื่อ มีทั้งวัดที่สร้างโดยเงินที่ได้จากซ่องอย่างวัดคณิกาผล หรือแม้แต่ศาลพ่อปู่ยี่กอฮงบนโรงพักที่คนมักไปขอให้ถูกหวย และที่กลายมาเป็นมูลนิธิที่สร้างสาธารณประโยชน์มากมาย ต้องยกให้ ป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งมี ศาลเจ้าไต้ฮงกง ประดิษฐานอยู่

หลวงปู่ไต้ฮงกง คือมหาเถระผู้ริเริ่มช่วยเหลือจัดการศพไร้ญาติสมัยราชวงศ์ซ้องเมื่อเกือบพันปีล่วงมาแล้ว ต่อมาได้จัดตั้งคณะเก็บศพ และเปลี่ยนชื่อเป็นมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ท่านจากไป เหล่าผู้เลื่อมใสศรัทธาจึงสร้างอนุสรณ์สถานและสานต่อเจตนารมณ์ จนเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเชื้อสายจีนมาจนถึงทุกวันนี้

สำหรับมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะมี 2 ฝั่ง โดยภายในมีจุดให้กราบไหว้และทำบุญไม่ต่างกัน เพียงแค่ช่วงหนึ่งฝั่งเก่าทำการซ่อมแซ่ม จึงสร้างฝั่งใหม่ขึ้นมาเท่านั้นเอง ใครที่อยากสะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา และเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต สามารถแวะมาทำบุญโลงศพ บริจาคผ้าห่อศพ และไถ่ชีวิตโคกระบือได้เสมอ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
• เปิดทำการทุกวัน
• เวลา 06.30 – 20.00 น.

บ้านหลังที่สองของนักเดินทาง

อิ่มใจกันไปแล้ว มาอิ่มท้องพร้อมเสพงานศิลป์กันที่ The Kheha (เดอะ เคหา) ซึ่งบอกก่อนว่า เรามาเจอที่นี่แบบบังเอิญ และด้วยความที่ผ่านมาแถวนี้ล่าสุดเห็นทีจะเป็นตอนวัยมัธยมฯ พอได้มีโอกาสแวะเวียนมาอีกที ก็ยอมรับเลยว่าสะดุดตาจริงๆ เพราะอาคารที่เคยปล่อยทิ้งร้างเอาไว้หลายปี กลายเป็นอาคารโมเดิร์นที่มีลวดลายแผนที่โลกเพนต์มือไว้อย่างละเอียดละไม

เมื่อเดินเข้าไปในชายคา เดอะ เคหา นอกจากบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย เสียงทักทายจากเจ้าของบ้านก็เอ่ยต้อนรับแขกทันที ทำไมถึงเรียกว่าบ้าน ? ก็เพราะ เคหา แปลว่า บ้าน จึงเป็นที่มาของคอนเซปต์แสนเรียบง่าย คือ บ้านหลังที่ 2 ของนักเดินทาง และสิ่งที่ตอกย้ำให้ที่นี่เป็นบ้านของนักเดินทางอย่างแท้จริง คือการที่ด้านบนของอาคารถูกดีไซน์เป็นห้องพัก ซึ่งมีทั้งห้องพักส่วนตัวจำนวน 4 ห้อง และเร็วๆ นี้จะเปิดห้องพักรวมให้ทุกคนได้แบกกระเป๋าเข้ามาพักกายและใจกันอย่างอิ่มเอม

สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คืองานอาร์ตเพนต์มือบนผนังทั้งในและนอกอาคาร โดยหนึ่งในเจ้าของบ้านหลังนี้ได้ชวนพี่น้องผองเพื่อนที่เป็นอดีตนักเรียนศิลปะจากรั้วศิลปากรมาวาดลวดลายประทับไว้ อย่างภาพแผนที่โลกข้างนอกอาคาร ภาพหนุมานนักกล้าม ภาพหญิงงามที่มิกซ์ความเป็นไทยและตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งในหลายๆ ภาพเราอยากให้คุณมาดูให้เห็นกับตา เพราะเป็นงานก็ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ใส่ใจในการออกแบบไม่พอ เรื่องของคาวหวานเขาก็ชวนรับประทานไม่แพ้กัน ทุกจานคืออาหารที่เราทานได้ง่ายๆ ในเวอร์ชันพรีเมียม ซึ่งมื้อแรกของวันนี้เราจัดอาหารสไตล์จีนไปแล้ว มื้อนี้เราเลยจัดสปาเกตตีและสเต็กแซลมอนมาลิ้มรส ตัดเลี่ยนด้วยเมนูยำปูอัด พร้อมของหวานอย่างบลูเบอร์รี่ชีสเค้กโฮมเมด และเครื่องดื่มอย่างมอคค่าเย็น บอกเลยว่าวัตถุดิบทุกอย่างได้คุณภาพ เต็มน้ำเต็มเนื้อ แถมการตกแต่งจานก็ทำเราต้องหยิบมือถือมาเก็บภาพไว้สักช็อตสองช็อต

นอกจากนี้ยังมีเมนูที่เราคุ้นเคยกันดี ถูกจัดเป็นเซตเอาไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวานไก่กับไข่ลูกเขย หรือไข่พะโล้กับน้ำพริกตาแดง รวมไปถึงของหวานอย่างเค้กส้ม เค้กมะตูม ถูกใจคนที่คิดถึงรสมือคนทางบ้านอย่างแน่นอน

The Kheha
• เปิดทุกวัน
• เวลา 07.30 – 20.00 น.

ข้าวต้มปลาห้าแยก

ก่อนจะไปร้านสุดท้าย ขอแวะร้านข้าวต้มที่ยืนหนึ่งในใจชาวประชามาเกือบร้อยปี นั่นคือ ร้านข้าวต้มปลาห้าแยกพลับพลาไชย โดยเราจัด ข้าวต้มรวมมิตร ที่มีทั้งกุ้ง หอยนางรม ปลากะพง ปลาจาระเม็ด รวมถึงปลาหมึกที่ส่งตรงจากมหาชัย ทั้งสดใหม่และชิ้นใหญ่เต็มคำมากิน 1 ชาม ซึ่งความกลมกล่อมของน้ำซุปต้มกระดูกหมู ยิ่งกินคู่กับข้าวหอมมะลินุ่มๆ บอกเลยว่าไม่มีอะไรละมุนเท่านี้อีกแล้ว

ใครอยากลิ้มชิมรสข้าวต้มมื้อเย็น ก็ชวนเพื่อนมานั่งกินที่ร้านได้เลย นอกจากจะมีเมนูข้าวต้มหลากหลาย อย่างข้าวต้มปลาจาระเม็ด ข้าวต้มแห้ง ข้าวต้มบะเต็ง ฯลฯ ยังมีเมนูชวนหิวอย่างทะเลลวกสดและเต้าหู้ทอดให้ได้ฟินพุงกันอีกด้วย

ข้าวต้มปลาห้าแยกพลับพลาไชย
• เปิดทุกวันอังคาร ถึง วันอาทิตย์
• เวลา 17.00 – 22.30 น.

คราฟต์เบียร์ไทย ไม่แพ้ใคร

เผลอแป๊บเดียว เวลาก็เดินทางมาถึงยามค่ำ แต่ราตรีนี้ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ เพราะเราอยู่กันที่ LET THE BOY DIE บาร์คราฟต์เบียร์สัญชาติไทยที่ครองตลาดมากว่า 5 ปี จัดเต็มด้วยเบียร์ถึง 12 แท็ป 12 รสชาติ เอาใจนักดื่มและสายชิลที่อยากมาลิ้มรสคราฟต์เบียร์ดูสักครั้งในชีวิต

ไม่ใช่แค่หน้าตาความเท่ของร้านที่ดึงดูดนักดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยแพสชันแรงกล้าของ พี่เปี๊ยก-พิพัฒนพล พุ่มโพธิ์ ผู้ก่อตั้งร้าน ก็ทำให้รู้ว่าที่นี่คืออีกหนึ่งขุมพลังที่ต้องการเปลี่ยนแปลงวงการเบียร์ไทย

“คำว่าคอมมูนิตี้มันเป็นโจทย์แรกอยู่แล้ว แต่เราอยากให้จุดเล็กๆ ตรงนี้มันผลักดันกฎหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลหรือใครก็ได้เข้ามาเห็นความสำคัญ อย่างเวียดนามตอนนี้เขาพัฒนาไปไกลมาก หนึ่งคือเรื่องของการสนับสนุนของรัฐบาลและการเปิดเสรี ถ้าเป็นเมืองไทยมันก็ถูกกีดกันการค้า มันเลยโตยากหน่อย

ด้วยตัวธุรกิจเป็นบาร์คราฟต์เบียร์ ตอนนี้มันมีกลุ่มคนที่ปลูกฮอปส์หรือมอลต์เอง เราก็สามารถเอาผลผลิตเหล่านั้นมาสร้างรายได้ให้ชุมชน แล้วเติบโตไปด้วยกัน ถ้าเป็นโรงเบียร์หรือร้านเบียร์ กฎหมายห้ามบรรจุขวดขาย ต้องขายในที่ปิดเท่านั้น และต้องผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตรต่อปี แต่ถ้าเป็นโรงงานใหญ่ที่บรรจุขวดขายต้องผลิตขั้นต่ำ 10 ล้านลิตรต่อปี มันคือเรื่องของกฎหมายที่ไม่เปิดให้คนตัวเล็กๆ ได้มีโอกาสทำ ทำเบียร์มันไม่ยากเท่าขายเบียร์” พี่เปี๊ยกเล่า

ที่นี่จัดเต็มด้วยเมนูอาหารที่ครีเอทมาเป็นพิเศษเหมาะกับการทานแกล้มเบียร์เพลินๆ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์เกอร์โฮมเมดที่มีเนื้อให้เลือกหลากหลาย ยำแซลมอนถูกใจคนชอบความแซ่บ ไปจนถึง Mix Fries ที่มีรวมมันฝรั่งหลากรสหลายหน้าตามาไว้ที่จานเดียวกัน ฯลฯ

มาถึงบาร์คราฟต์เบียร์ทั้งทีจะไม่ดื่มได้ไง พี่เปี๊ยกแนะนำ House Beer อย่างตัว Yaowarat ABV 5.5% ที่หยิบชื่อย่านมาตั้งเป็นชื่อเบียร์ ส่วนรสชาติที่ทำเราติดใจ ขอยกให้ Passion Fruit, Grapefruit และ Peach เพราะดื่มง่าย ประทับใจสายชิลที่ชอบส่วนผสมของผลไม้ สมูท และเหมาะกับสายดื่มหน้าใหม่ที่อยากลิ้มลองเป็นที่สุด

LET THE BOY DIE
• เปิดทุกวัน
• เวลา 17.00 – 0.00 น.

ย่านพลับพลาไชย เป็นอีกหนึ่งย่านที่เดินทางมาได้ง่ายมาก เพียงแค่ลง MRT สถานีวัดมังกร ออกทางออก 1 ก็จะพบกับแยกแปลงนาม ซึ่งสามารถเดินเที่ยวชมย่านได้ทั่วทุกมุมแบบไม่ต้องลัดเลาะให้เหนื่อย เพราะถนนพลับพลาไชยเป็นถนนเส้นตรง ไม่ได้มีซอยซอกแซกเยอะเท่าย่านอื่น รวมๆ แล้วยาวประมาณกิโลเดียวเท่านั้น

ถ้าไวรัสหาย ฝุ่นจาง แล้วมีเวลาสัก 1 วัน ลองตามไกด์นี้มาสำรวจพลับพลาไชยดู แล้วจะรู้ว่าย่านเก่าแก่ที่ผสมผสานความเป็นไทย จีน และฝรั่งก็มีเสน่ห์ที่น่าค้นหา และชวนให้น่าหลงใหลไม่แพ้ย่านอื่นเลย

Contributor

ปณัยกร

จบชายล้วน ใช้กรุงเทพฯ เป็นสนามทดลองชีวิต ชอบสำรวจย่าน กินเบียร์และกาแฟแทนน้ำ เบื่อการย่ำอยู่กับที่ ฝันว่าสักวันจะมีชีวิตดีๆ และกลับไปพัฒนาบ้านเกิด