MUJI ออกอุปกรณ์รับมือภัยพิบัติ ฉบับมินิมอล เตรียมพร้อมทุกเหตุไม่คาดฝัน ด้วยคอลเลกชัน ‘Itsumo Moshimo’

MUJI แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์จากประเทศญี่ปุ่นที่ขายตั้งแต่ ขนม เสื้อผ้า เครื่องเขียน เครื่องครัว ไปจนกระทั่งขายบ้านทั้งหลัง และเป็นที่ทราบกันดีว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เผชิญกับภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวอยู่เป็นประจำ ทำให้ผู้คนต้องเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดอยู่เสมอ ล่าสุดเหล่าแฟนๆ MUJIเตรียมเสียเงินอีกครั้ง เมื่อ MUJI ออกชุดรับมือภัยพิบัติ ‘Itsumo Moshimo’ หรือแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ‘เตรียมพร้อมไว้เสมอ’ อุปกรณ์ดังกล่าวเป็นชุดสำหรับรับมือภัยพิบัติแบบฉุกเฉิน โดยแบ่งออกเป็น 3 ชุด 3 ราคาตามอุปกรณ์ที่มีมาให้ เริ่มจากชุดเล็ก “Portable Set” ชุดพกพา ในราคา 990 เยน (ราว 300 บาท) ในชุดประกอบไปด้วยพลาสเตอร์ หน้ากากอนามัย ซองพลาสติก ทิชชูเปียกป้องกันแบคทีเรีย ชุดกลาง “Take Out Set.” มีอุปกรณ์ทุกอย่างของชุดพกพาในราคา 3,990 เยน (ราว 1,200 บาท) ที่มีการเพิ่มไฟฉายสวมหัว ที่อุดหู ผ้าห่มฉุกเฉิน กระเป๋าสะพายข้าง และซองกันน้ำ มาพร้อมกับดีไซน์หูจับที่สามารถหยิบอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุด่วนได้โดยง่าย และเซตสุดท้าย “Furnish […]

Startup Village เปลี่ยนที่ว่างในอัมสเตอร์ดัมเป็นหมู่บ้านสตาร์ทอัปจากคอนเทนเนอร์มือสอง

การจะสร้างคอมมูนิตี้ของสตาร์ทอัปให้เกิดขึ้นได้จริง นอกจากต้องการการสนับสนุนอย่างเอาจริงเอาจังจากรัฐแล้ว ยังจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำงานของเหล่าสตาร์ทอัปด้วย  โปรเจกต์ Startup Village หรือหมู่บ้านสตาร์ทอัปในอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นอีกโปรเจกต์หนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเป็นโครงการเปลี่ยนพื้นที่ร้างให้กลายเป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีชั้นนำของเมือง โดยที่ใช้งบประมาณการก่อสร้างอย่างจำกัด แต่ทำออกมาแล้วเวิร์กสุดๆ  Startup Village หรือหมู่บ้านสตาร์ทอัป เป็นส่วนหนึ่งของ Amsterdam Science Park ที่รวมผู้ประกอบการ สตาร์ทอัป งานวิจัย และนวัตกรรมเอาไว้ที่เดียว ทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการสร้างสรรค์ ต่อยอด และพัฒนาเทคโนโลยีของเหล่าสตาร์ทอัปภายในประเทศ เพราะรวมคนเจ๋งๆ จากหลายด้านเอาไว้กว่า 55 บริษัท  เปลี่ยนที่ว่างเป็นหมู่บ้าน โปรเจกต์นี้เริ่มต้นเมื่อปี 2016 โดย Julius Taminiau สถาปนิกชาวเนเธอร์แลนด์ ผู้ริเริ่มโครงการหมู่บ้านสตาร์ทอัปได้รับโอกาสจาก UvA Ventures Holding และ Amsterdam Science Park ให้มาทำโปรเจกต์หมู่บ้านให้เกิดขึ้นจริง โดยการพลิกฟื้นพื้นที่ดินร้างและว่างเปล่าแห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ใช้สอยที่มีประโยชน์สำหรับสตาร์ทอัปและคนที่สนใจเรื่องนวัตกรรมในเมืองอัมสเตอร์ดัม ก่อนจะย้ายกลับมาที่เนเธอร์แลนด์ Julius เคยทำงานในลอนดอนให้กับ Carl Turner Architects ในระหว่างการออกแบบและสร้าง Pop […]

Mob T-shirts อุดมการณ์และตัวตนบนเสื้อผ้า

เมื่อต้นปี 2563 การชุมนุมในไทยได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังอีกครั้ง เกิดการเคลื่อนไหวของผู้ไม่ยอมจำนน คนที่ไม่ยอมถูกกดขี่เริ่มออกมาส่งเสียงเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ตะโกนจากปาก ปรากฏการณ์บีบแตรรถยนต์ยาวนับหลายกิโลเมตร แฮชแท็กในโลกออนไลน์ การชูป้ายข้อความ หรือแม้กระทั่งสิ่งที่อยู่แนบชิดติดตัวที่สุด นั่นก็คือเสื้อผ้า

5 มนุษย์เงินเดือนจากซีรีส์อาหารญี่ปุ่นที่ถึงงานชุมแต่ไม่เคยปล่อยให้ท้องหิว!

คำว่า ‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’ คงไม่ใช่เรื่องเกินจริงสักเท่าไหร่ เพราะเวลาเคร่งเครียด เหนื่อยล้า หรือคิดงานไม่ออก ขอแค่พักเติมพลังด้วยข้าวแสนอร่อยสักมื้อ มันจะช่วยเยียวยาความเครียดให้หายเป็นปลิดทิ้ง! เช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือนทั้ง 5 คน จาก 5 ซีรีส์อาหารญี่ปุ่นที่ต้องเจอกับปัญหาในการทำงานทุกๆ วัน แต่ยังมีอาหารรสเลิศมาชาร์จเอเนอร์จี้ให้พร้อมกลับมาลุยงานอีกครั้ง แถมยังฝากปรัชญาอันเฉียบคมผ่านเมนูอาหารในแต่ละจานอีกด้วย แล้วข้อคิดในซีรีส์จะช่วยสร้างกำลังใจได้มากแค่ไหน หรือวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นจะระเบิดต่อมความหิวของคนดูได้อย่างไรในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ เรามาชาร์จแบตไปพร้อมกับเซลารี่แมนทั้งห้ากัน! *คำเตือน : อย่าอ่านคอนเทนต์นี้ตอนกลางคืน เพราะท้องคุณจะร้องจ๊อก จ๊อกแบบไม่รู้ตัว! 01 | The Road to Red Restaurants List – มนุษย์เงินเดือนตระเวนชิมภารกิจชิมอาหารใกล้สูญพันธุ์ นอกจากเงินเดือนออกคงไม่มีอะไรทำให้พนักงานออฟฟิศแฮปปี้ไปกว่า ‘TGIF’ วันแห่งการเริ่มต้นสู่การพักผ่อนอย่างแท้ทรู! บางคนเลือกออกไปแฮงเอาต์ ช้อปปิง หรือนอนดูซีรีส์ยาวๆ แต่สำหรับ ‘ซูดะ’ เขาใช้วันศุกร์หลังเลิกงานขับรถไปค้างคืนตามเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น และหาร้านอาหารที่ใกล้สูญพันธุ์ พร้อมกฎเหล็กทั้งหมด 3 ข้อ  ข้อที่หนึ่ง เดินทางหลังเลิกงานวันศุกร์และกลับก่อนภรรยากับลูกสาวของเขากลับบ้านตอนเย็นวันเสาร์ข้อที่สอง ไม่ชวนใคร หรือให้ใครมายุ่งเกี่ยวในทริปข้อที่สาม ค่าทางด่วน ค่าน้ำมัน […]

เดนมาร์กสร้างศูนย์วิจัยภูมิอากาศที่ทั้งเท่และเป็นมิตรต่อโลก

สตูดิโอสถาปัตยกรรม Dorte Mandrup เจ้าของคำนิยามตัวเองว่า ‘Specializes in Irreplaceable Places.’ เพิ่งจะเปิดตัวชุดภาพถ่ายอันน่าทึ่งเซตแรกของอาคาร Ilulissat Icefjord Centre ศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศ และแหล่งเยี่ยมชมแนวชายฝั่งอันขรุขระของกรีนแลนด์ในประเทศเดนมาร์กไปหมาดๆ Ilulissat Icefjord ตั้งอยู่ห่างจากอาร์กติกเซอร์เคิล (บริเวณพื้นที่วงกลมที่อยู่ในละติจูดสูง ครอบคลุมบริเวณโซนขั้วโลกเหนือ) ไปทางตอนเหนือ 250 กิโลเมตร อาคารแห่งนี้เป็นศูนย์กลางด้านการค้นคว้าวิจัย การศึกษา และจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวเนื่องกับการสำรวจผลกระทบด้านความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในภูมิภาค โปรเจกต์ใหญ่เบิ้มนี้มีการลงทุนโดยรัฐบาลระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยได้รับแรงสนับสนุนร่วมจากมูลนิธิ Realdania ประเทศเดนมาร์ก ‘Dorte Mandrup’ สถาปนิกหญิงชาวเดนมาร์ก เจ้าของสตูดิโอสถาปัตยกรรมผู้รับหน้าที่ด้านการออกแบบ ตั้งใจดีไซน์โครงสร้างอาคารให้เป็นรูปสามเหลี่ยมรูปทรงบิดโค้ง (Twisted) ที่มีจุดชมทิวทัศน์อยู่บนบริเวณชั้นดาดฟ้า หัวใจสำคัญของการออกแบบสร้างอาคารแห่งนี้ คือการทำให้ตึกดูโปร่งโล่งและมีน้ำหนักเบา เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รู้สึกถึงความเชื่อมโยงไปกับสภาพภูมิทัศน์โดยรอบอย่างกลมกลืน Mandrup เผยว่าศูนย์ Icefjord เปรียบเสมือนสถานที่สำหรับหลบภัยที่ตั้งอยู่ในสภาพภูมิประเทศอันน่ามหัศจรรย์ และถูกสร้างสรรค์ด้วยความตั้งใจให้เป็นจุดนัดพบทางธรรมชาติ ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับความสวยงามของภูมิทัศน์อันกว้างไกลและดูไร้ขอบเขตของแถบอาร์กติก ทั้งยังได้เห็นความเปลี่ยนแปลงระหว่างความมืดมิดและแสงสว่าง เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ทำให้เห็นปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน และได้ดูแสงเหนือเต้นรำระยิบระยับบนท้องฟ้า และเพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ด้านการตรวจสอบและดูแลสภาพภูมิอากาศของอาคาร โปรเจกต์นี้จึงยึดการออกแบบที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ด้วยการลดการใช้คอนกรีตโดยไม่จำเป็น เพราะผู้คนต่างรับรู้กันดีว่ามันเป็นวัสดุสำหรับการก่อสร้างที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ (ปริมาณรวมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) จำนวนมาก  […]

“สกาลา ต้องเป็น Public Space ไม่ใช่ห้างฯ” เนติวิทย์ ชวน Save ลมหายใจของสกาลา

คนไทยโบกมือลา ‘สกาลา’ โรงหนังสแตนด์อะโลนอายุ 52 ปี แห่งเดียวที่หลงเหลือในกรุงเทพฯ ไปแล้ว 1 ปีเต็ม เนื่องจากผู้บริหารทนสู้ต่อไปไม่ไหว ยิ่งไปกว่านั้นคือการขาดรายได้ช่วงโควิด-19 เพราะรัฐบาลสั่งปิดพื้นที่แบบไร้ซึ่งมาตรการเยียวยา ส่งผลให้อุตสาหกรรมหนังไทยทั้งองคาพยพต้องสั่นคลอน ซ้ำร้ายยังบงการประชาชนให้อยู่บ้าน อย่าการ์ดตก ในขณะที่ผู้คนและผู้ประกอบการพยายามกุมลมหายใจเฮือกสุดท้ายของตัวเองไม่ให้ถูกพรากไป เก่งแต่สั่งห้าม แต่ไม่ยอมส่งต่อความเจริญให้ประชาชนทุกคนสักที แม้สกาลาปิดม่านลงอย่างถาวร แน่นอน ความทรงจำของผู้คนที่ตบเท้าเข้ามาซื้อตั๋วหนัง หรือเดินผ่านต่างจดจำได้ว่าอาคารนี้มีเสน่ห์ล้นเหลือ และเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่อยู่คู่สยามมายาวนาน Philip Jablon เจ้าของเพจ The Southeast Asia Movie Theater Project ผู้ออกเดินทางตามล่าความทรงจำเกี่ยวกับโรงหนังสแตนด์อะโลนทั่วภูมิภาค ยังยกย่องให้สกาลาเป็นโรงหนังที่งดงามที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่าวันนี้สถาปัตยกรรมทรงคุณค่าสไตล์ Art Deco และพื้นที่ความทรงจำแห่งนี้กำลังจะสูญหายไปตลอดกาล ‘สกาลา’ อาจจะจากไปแบบไม่มีวันหวนกลับ หากสำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่หยุดโครงการรื้อ ทุบ และพัฒนาอาคารแห่งนี้โดยปราศจากการให้คนในสังคมมีส่วนร่วมตัดสินใจ สกาลาอาจกลายเป็นห้างฯ แห่งใหม่ ที่มีอยู่รอบจุฬาฯ จำนวนมาก ในขณะที่ประเทศแทบจะไม่มีพื้นที่สาธารณะรองรับชีวิตประชาชน อืม…แล้วจะหยุดสร้างห้างฯ ได้หรือยัง? หรือเห็นว่าประชาชนมีพื้นที่สาธารณะเพียงพอแล้ว คุยกับ เนติวิทย์ […]

ข่าวดีสำหรับคนกลัวเข็ม นักวิทย์วิจัยวัคซีนกินได้จากพืชสู้โรคระบาด ต้นทุนต่ำ และขนส่งง่ายกว่า mRNA

ข่าวดีสำหรับคนกลัวเข็ม เมื่อนักวิทยาศาสตร์กำลังวิจัยผลิตวัคซีนจากพืช ที่ใช้วิธีการกินแทนการฉีดเข้าร่างกาย ซึ่งคาดว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าการต่อสู้กับเชื้อโรคไปโดยสิ้นเชิง เพราะราคาถูกกว่าและผลิตได้ง่ายกว่าวัคซีนแบบดั้งเดิม ที่สำคัญคือ ไม่ต้องถกแขนเสื้อ เบือนหน้า แล้วหลับตาปี๋อีกต่อไป  การผลิตวัคซีนกินได้จากพืชใช้วิธีในการทำฟาร์มระดับโมเลกุล ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเป็นวัคซีนทางเลือกที่ถูกกว่าวัคซีนเชื้อตายหรือ mRNA เพราะพืชต้องการเพียงที่ดิน น้ำ และแสงอาทิตย์ เข้าถึงทุกคนได้ง่ายกว่า mRNA เพราะสามารถขนส่งได้ในอุณหภูมิห้อง และจากการทดลองทางคลินิกพบว่าใช้เวลาเพียง 3 สัปดาห์ในการผลิต  อย่างไรก็ตาม วัคซีนจากพืชไม่ใช่แนวคิดใหม่เพราะ FDA เคยรับรองวัคซีนจากพืชสำหรับโรค Gaucher ที่เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยากในมนุษย์มาแล้ว เพียงแต่วัคซีนชนิดนี้ต้องฉีดผ่านเข็มฉีดยาเหมือนวัคซีนทั่วไป ซึ่งการทำให้แอนติเจนบริสุทธิ์จนสามารถฉีดเข้าร่างกายได้ยังใช้เวลานาน ทำให้นักวิทยาศาสตร์มองว่าเราควรหันไปโฟกัสเรื่องการกินพืชโดยตรงเพื่อให้กระบวนการทุกอย่างสั้นลงและมีราคาถูกขึ้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เราน่าจะคุ้นกันดีกับวัคซีน mRNA ที่ทำงานโดยการส่งรหัสพันธุกรรมของไวรัสไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Pfizer พึ่งได้การรองรับเต็มรูปแบบจาก FDA สหรัฐฯ ไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ ซึ่ง mRNA ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ใหม่มากทางการแพทย์ เพราะในสมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์จะให้การกระตุ้นภูมิคุ้มกันผ่านวัคซีนเชื้อตาย ที่ผลิตจากเทคโนโลยีไข่ไก่ฟักและใช้ในการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ก่อนจะพัฒนามาเป็นวัคซีนโควิด-19 อย่าง AstraZeneca หรือ Sinovac  นอกจากตัวเลขภูมิคุ้มกันที่ต่ำกว่า mRNA ข้อเสียของวัคซีนเชื้อตายคือใช้เวลาในการผลิตที่นานเกินไป ส่วน mRNA […]

LIFE ASOKE HYPE ไฮป์กับชีวิตแนวตั้งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ

รูปแบบการอยู่อาศัยของมนุษย์ค่อยๆ เปลี่ยนและพัฒนาไปตามกาลและเวลา จากเดิมที่เคยอยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีสวนอยู่หลังบ้านและใช้ชีวิตกันในแนวราบ ความเป็นเมืองค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เริ่มคุ้นชินกับการใช้ชีวิตในแนวตั้งมากขึ้นอาทิ ตึกแถว อาคารชุด อะพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมในที่สุด จนเกิดวิถีชีวิตแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘Vertical Living’  ซึ่งข้อดีของการอยู่อาศัยในวิถีชีวิตแนวตั้ง คือการที่เราสามารถเลือกทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัยได้หลากหลาย สามารถเลือกอยู่ใจกลางย่าน CBD ที่อุดมไปด้วยแหล่งงานและการศึกษา ที่มีระบบขนส่งสาธารณะทั่วถึง ช่วยลดความตึงเครียดจากการเดินทางในระยะไกล เข้าถึงระบบสาธารณสุข หรือปัจจัยพื้นฐานอย่างอื่นได้ง่ายตามไปด้วย และเมื่อการอยู่อาศัยแบบ Vertical Living กลายมาเป็นปัจจุบันและอนาคตในการใช้ชีวิตของมนุษย์ โจทย์ของที่อยู่อาศัยยุคใหม่จึงต้องไม่ใช่แค่การสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่หมายถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนที่อาศัยแบบ Vertical Living ให้ดีขึ้นด้วย การออกแบบจึงต้องสามารถเชื่อมแนวคิดความสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกนานาชนิด ทำเลที่ตั้ง ความเป็นส่วนตัว ของคอนโดฯ ให้เข้ามาสู่ธรรมชาติให้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ตอบโจทย์การใช้งานทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างไปในเวลาเดียวกัน เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักความตื่นเต้น ไม่เหมือนใครในการอยู่อาศัยไปกับ LIFE ASOKE HYPE โดยบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บูทีคคอนโดฯ แห่งแรก ที่จะเข้ามาสร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ สะดุดทุกสายตาตั้งแต่ดีไซน์ภายนอกแรกเห็นด้วยตัวอาคารสี RED HYPE สีแดงเข้มสุดพิเศษ จากห้องแล็บสีของโจตัน ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก มอบความรู้สึกกระตือรือร้น […]

คุณเกิดมามีแต้มบุญเท่าไหร่ในประเทศนี้? เสี่ยงดวงออนไลน์และดูความเหลื่อมล้ำ กับเซียมซี “โชคดี…ที่ได้เกิดเป็นคนไทย?”

ถ้าชาติหน้ามีจริง อยากเกิดเป็นคนไทยไหม?“อยากสิ ฉันโชคดีจะตายที่ได้เกิดเป็นคนไทย”“ไม่อยาก การเกิดเป็นคนไทยคือโชคร้ายของฉัน” ไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ ลองอธิษฐาน แล้วเขย่าเซียมซีสุ่มชะตาของคุณในชาติหน้ากับ Data Story “โชคดี…ที่ได้เกิดเป็นคนไทย?” จาก Punch Up กลุ่มคนทำงานสื่อ ดีไซน์ และเทคโนโลยีที่ตั้งใจผลักดัน Data Journalism และ The Read กองบรรณาธิการที่อยากให้คุณได้อ่านปัญหาสังคมด้วยวิธีที่เข้าใจง่าย ชวนมาเสี่ยงเซียมซีทำนายอนาคตเล่นๆ ว่าชาติหน้าเราจะมีแต้มบุญเท่าไหร่ อาจจะเป็น 50/100 เกิดบ้านจน แต่ชะตาดีไม่มีอาย หรือ 30/100 รวยแน่นอน แต่ชะตากลับซวยหนัก ไม่รู้จะเลือกรวยหรือซวยดีกว่ากัน ไม่ว่าคุณจะสุ่มได้ใบไหน คุณจะเห็นความเหลื่อมล้ำเรื่องสวัสดิการชีวิตของเด็กเล็ก เพราะความเหลื่อมล้ำเริ่มตั้งแต่คุณเกิด ถ้าเป็นเด็กยากจนจะมีหนังสือเด็กที่บ้านไม่ถึง 3 เล่ม ขาดโอกาสกระตุ้นสมอง มีปัญหาพัฒนาการภาษา และการเรียนเมื่อโตขึ้น หรือถ้าเกิดเด็กรวยในครอบครัวข้าราชการไทย ผู้เป็นแม่สามารถเบิกค่าทำคลอด และได้เงินเดือนช่วงลาคลอด ก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้พอตัว แล้วถ้าจนล่ะ? ก็ไม่ได้สักบาทและไม่มีสวัสดิการจากรัฐเลยสักอย่าง ที่สำคัญเซียมซีหนึ่งใบยังพาคุณไปดูข้อมูลสำคัญที่ชี้ว่างบต่อหัวที่รัฐลงทุนในเด็กเล็ก (0 – 3 ปี) นั้นน้อยขนาดไหน เคยมีใครสัญญาว่าจะลงทุนกับสวัสดิการเด็กเล็ก […]

Hometown Cha-Cha-Cha เมื่อหมอฟันสาวโซลซัดโซเซจากเมืองหลวงไปซบไหล่ ตจว. ในหมู่บ้านชายทะเลที่กงจิน

พอนึกถึงซีรีส์เกาหลีใต้ทีไร ส่วนใหญ่โลเคชันหลักของเรื่องก็มักเกิดขึ้นในโซล เพราะโซลคือภาพแทนของเมืองหลวงสุดป็อป ที่เป็นภาพจำของคนทั้งโลก ในฐานะศูนย์กลางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี การศึกษา การท่องเที่ยว และเป็นเมืองที่มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนจนเรียกเป็น Megacity ของโลกใบนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าไม่ดำเนินเรื่องในโซล แล้วหันไปมองโลเคชันเมืองอื่นอย่างจังหวัดคังวอน พื้นที่ที่เค-ซีรีส์ส่วนใหญ่ไม่เลือกใช้ดำเนินเรื่องล่ะ คุณพอจะนึกถึงซีรีส์เรื่องไหนที่มีฉากหลังเป็นจังหวัดนี้ไหม ถ้านึกไม่ออก เราขอยก Hometown Cha-Cha-Cha ออริจินัลซีรีส์จาก Netflix มาเล่า เพราะนอกจากจะถ่ายทอดชีวิตคนในพื้นที่หมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดคังวอน เรายังอยากชวนผู้ชมหลบจากกรุงโซลมาสำรวจเรื่องราวในพื้นที่นอกเมืองหลวงผ่านซีรีส์โรแมนติกคอเมดี้เรื่องนี้ คาจา! (ไปกัน) เดินทางไม่นานหรอก เพราะถ้ากะเส้นทางขับรถจากโซลไปคังวอนคร่าวๆ จะมีระยะทางประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร มาเหยียบคันเร่งด้วยจังหวะ Cha-Cha-Cha จากเมืองหลวงสู่ปลายทางที่หมู่บ้านริมทะเลแสนสงบ (โลเคชันสมมติ) เพื่อพบกับเรื่องรักของทันตแพทย์สาวจากโซลที่ปิ๊งรักกับหนุ่ม ตจว.ไปพร้อมกันเลยดีกว่า ถ้าพร้อมแล้วคาดเข็มขัดให้มั่นเพราะตอนนี้เรากำลังอยู่บนรถของ Yoon Hye-jin (Shin Min-a) ทันตแพทย์สาวมั่นที่จำใจละทิ้งโซล เพราะดันไปมีความขัดแย้งกับผู้อำนวยการคลินิกทันตกรรมผู้มีคอนเน็กชันกว้างขวางในเมืองหลวง ฮเย-จินเลยตกงาน เธอเศร้าจนต้องออกมานั่งเหม่อริมทะเลเงียบๆ คนเดียว ซึ่งซีนนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ของฮเย-จินแบบไม่อาจย้อนกลับ นอกจากจะเล่าเรื่องรักโรแมนติกเจือกับความโกลาหลที่เกิดขึ้น ยังมีแง่มุมเกี่ยวกับสังคมเมืองและสังคมชนบทให้เราได้สังเกตกันสนุกๆ แถมดูแล้วก็ได้อมยิ้มไปกับเคมีของ […]

ศราวุธ แววงาม ชาว Punk ที่ผันเป็นช่างสักขาลาย อนุรักษ์รอยสักล้านนาโบราณที่แทบสาบสูญ

หากสังเกตจิตรกรรมฝาผนังโบราณล้านนา เราจะพบว่าบริเวณขาของชายทุกคนจะมีลวดลายจากการสักอยู่ นี่คือหนึ่งในอัตลักษณ์ของวัฒนธรรมล้านนาที่เรียกกันว่า ‘การสักขาลาย’ ซึ่งเกิดมาจากความเชื่อในอดีตของชาวล้านนาว่า เด็กผู้ชายเมื่อจะก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนต้องผ่านพิธีการสักขาลายเสียก่อน  นอกจากจะพิสูจน์ความกล้า ความอดทน ยังเชื่อกันว่าเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อครอบครัว แสดงความกตัญญูทดแทนพระคุณแม่ และพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อไป ถึงขั้นมีจารึกบันทึกไว้เลยว่า หากหญิงใดจะดูว่าชายนั้นเหมาะเป็นคู่ครองหรือไม่ ส่วนหนึ่งคือให้ดูว่าชายนั้นสักขาลายแล้วหรือยัง ด้วยเหตุนี้ผู้ชายชาวล้านนาในอดีตทุกคนจึงสักขาลายกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ค่านิยมการสักขาลายก็ถูกลดทอนลงจนใกล้จะสาบสูญเต็มที เหลือหลักฐานให้ได้เห็นอยู่บ้างบนเรือนร่างของผู้เฒ่าต่างๆ โชคดีที่ยังมีคนจำนวนหยิบมือหนึ่งยังเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมการสักขาลาย และเข้ามาช่วยอนุรักษ์ สืบสานวัฒนธรรมนี้ให้คงอยู่ต่อไป หนึ่งในคนจำนวนนั้นก็คือ อ๊อด-ศราวุธ แววงาม ช่างสักอดีตเด็กพังก์ (Punk) ที่ผันตัวมาศึกษาวัฒนธรรมการสักขาลายอย่างจริงจัง โดยเดินทางไปศึกษากับอาจารย์ชาวปกาเกอะญอที่ยังคงสักอยู่ และสืบทอดวิชาการสักขาลาย รวมถึงอนุรักษ์การสักขาลายด้วยการบันทึกรอยสักนั้นไว้ลงบนเรือนร่างของผู้ที่สนใจ อะไรที่ทำให้เด็กพังก์ ไว้ทรงโมฮอว์ก สวมเสื้อหนัง ห้อยโซ่ รองเท้าบูตติดหนาม ถึงผันตัวมาสวมใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงสะดอ และเปลี่ยนจากสักลายร่วมสมัยด้วยเครื่องสัก มาจับเข็มสักโบราณ รับแต่งานสักขาลายโดยเฉพาะ The Professional คราวนี้เราจึงขอนำเสนอเรื่องราวของชายผู้นี้ อ๊อดเริ่มต้นการเป็นช่างสักตั้งแต่อายุ 18 ปี พร้อมๆ กับการหันมาสนใจวัฒนธรรมพังก์ “เราสนใจความเป็นพังก์ เพราะว่าตอนนั้นยังไม่เป็นที่นิยมในสังคมไทย คนไม่ค่อยแต่งตัวแบบนี้ พังก์น่าสนใจตรงที่การทำสีผม […]

‘มนูญชัย’ แป้นพิมพ์ไทยเลย์เอาต์ใหม่ สร้างจาก AI และ Big data ที่ช่วยสมดุลการพิมพ์ทั้งสองมือ

มนูญชัย แป้นพิมพ์ไทยเลย์เอาต์ใหม่ สร้างจาก AI และ Big data ที่ช่วยสมดุลการพิมพ์ทั้งสองมือ

1 2 154

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.