เมื่อวันเวลาเปลี่ยนไปธรรมชาติก็ถูกกลืนกินด้วยความทันสมัยพื้นที่สีเขียวกลายเป็นสิ่งที่ใครๆก็ต่างโหยหา แต่จะดีแค่ไหนถ้าเราได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเพียงแค่คุณก้าวเท้าออกจากห้องก็สามารถสัมผัสกับธรรมชาติภายในที่อยู่อาศัยเหมือนมีสวนหย่อมหน้าบ้านเป็นของตัวเองที่ “CONNER Ratchathewi” ทำเลแห่งอนาคต

มนุษย์ vs พื้นที่สีเขียว
ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสภาพแวดล้อม คือ การพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อม แต่ปัจจุบันจำนวนประชากรมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นต่างคนต่างมีความต้องการอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะด้วยทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินมีอยู่อย่างจำกัดทำให้พื้นที่สีเขียวในประเทศไทยถูกทำลายและลดลงเรื่อยๆ

จึงทำให้ในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่มักโหยหาธรรมชาติเพราะพื้นสีเขียวนั้นมีส่วนช่วยในการบำบัดรักษาจิตใจทั้งยังเป็นเฉดสีที่ทำให้ประสาทตาผ่อนคลาย และช่วยลดอาการตึงเครียดของระบบประสาท นอกจากนั้นเหล่าต้นไม้ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศด้วยการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อนำไปเปลี่ยนเป็นก๊าซออกซิเจนทำให้เรารู้สึกสดชื่นทุกครั้งที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางแมกไม้ แล้วจะดีแค่ไหนถ้าหากที่อยู่อาศัยของเรานั้นอยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่สีเขียวได้ตลอดเวลา

0 ก้าวสู่ธรรมชาติ
“CONNER Ratchathewi” จาก “The Creators HQ” จึงสร้างสรรพื้นที่แห่งการอยู่อาศัยด้วยแนวคิดการออกแบบ “สถาปัตยกรรมสีเขียว หรือ Green Architecture” เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้อาคารสามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติ และยังทำให้การใช้ชีวิตของคนเมืองเข้าใกล้ธรรมชาติสูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอดสัมผัสกับพื้นที่สีเขียวโดยไม่ต้องก้าวออกไปไหนเลย

ซึ่งภายในโครงการนี้ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียวที่มีปริมาณต้นไม้มากถึง 130,225 ต้นเลยทีเดียวโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยการปลูกบนพื้นดิน (green on ground) , บนตึก (green on building) หรือจะเป็นในส่วนของสวนแนวตั้ง (vertical green) ซึ่งโดดเด่นในการออกแบบอาคารที่รองรับการเติบโตของต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศให้เหมาะสมกับพื้นที่อยู่อาศัยเพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับความร้อนจากแสงแดด ลดฝุ่น ควัน ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศจากธรรมชาติที่เปลี่ยนเป็นออกซิเจนที่ร่างกายมนุษย์ต้องการทั้งยังช่วยปรับอุณหภูมิภายในอาคารเพื่อช่วยประหยัดพลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้อีกด้วย

การออกแบบเพื่อความยั่งยืน
เช่นเดียวกับผลงานการออกแบบคอนโดของสถาปนิกจากเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีที่ชื่อว่า “Bosco Verticale” ซึ่งออกแบบโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมเป็นหลักด้วยการปลูกต้นไม้บนอาคารคล้ายกับการปลูกป่าทดแทนไปในตัวและภายในอาคารมีระเบียงยื่นออกมาเพื่อที่จะใส่ดินให้ปลูกไม้บนชั้นต่างๆ ของอาคารได้คล้ายกับการยกบ้านเดี่ยวที่มีสวนไปซ้อนๆ กันในแนวตั้งโดยตำแหน่งของต้นไม้กระจายไปรอบอาคาร เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้น บนพื้นที่เมืองที่จำกัด และตัวอย่างอื่นๆ เช่น Oasis Hotel Singapore เป็นต้น

“CONNER Ratchathewi” จึงพัฒนาการออกแบบคอนโดด้วยแนวคิดเพื่อการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างยั่งยืนของคนเมืองซึ่งไม่ใช่เพียงความสะดวกสบายเท่านั้นแต่ยังนำธรรมชาติเข้ามาผสมผสานไว้ในทุกส่วนของอาคารนำไปสู่การใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบอย่างรอบด้านด้วยคอนเซปต์ที่ว่า “The Future is just around the corner” ที่ในอนาคตคุณจะได้สัมผัสกับความทันสมัยทุกมุมได้อย่างเต็มที่

และภายในโครงการโดดเด่นในเรื่องการใช้พื้นที่ “Recreation Zone” สำหรับทำกิจกรรมหลากหลายสไตล์ อาทิเช่น “Study Area” ที่มีทั้ง Personal pods, Auditorium, Meeting Room ตอบโจทย์การใช้สเปซที่แตกต่างกันของแต่ละคนรวมไปถึง “The Club” พื้นที่สำหรับคนที่ต้องการความส่วนตัวแบบสุดๆ สำหรับการเจรจาธุรกิจ ด้วยบรรยากาศที่ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ และยังมีส่วนของ “Delivery Box & Storage room” ห้องสำหรับรองรับอาหารจากการสั่งผ่านออนไลน์ของลูกบ้านไม่ใช่เพียงแค่เก็บแต่ยังเป็นการรักษาอุณหภูมิของอาหารให้คุณพร้อมทานตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นอาหารร้อน อาหารเย็น หรืออาหารแช่แข็งซึ่งสามารถหยิบไปรับประทานได้ทันทีเหมือนพึ่งมาจากร้านเลย

0 ก้าวถึง MRT
นอกจากพื้นที่สีเขียวที่คนเมืองต้องการแล้วการเดินทางที่สะดวกสบายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน เพราะในอนาคต “ราชเทวี” จะกลายเป็น “จุดศูนย์รวมของการคมนาคม”
ซึ่งโครงการ “CONNER Ratchathewi” ตั้งอยู่บนถนนเพชรบุรีใกล้กับแยกราชเทวีจุดเด่นคือห่างจาก BTS ราชเทวี เพียง 300 เมตร และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ได้ใน 1 สถานีคือสถานีพญาไทมุ่งตรงสู่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ

แต่ยังไม่หมดแค่นี้เพราะในอนาคตทำเลราชเทวีจะเป็น Interchange ของ MRT (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) สายสีส้มที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งนับว่าเป็นเส้นที่จะเชื่อมต่อระหว่างฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งโครงการ “CONNER Ratchathewi” อยู่ติดแบบ 0 เมตรจาก MRT สถานีราชเทวีสายสีส้มเลยทีเดียว และสำหรับใครที่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวก็อยู่ไม่ไกลจากทางด่วนศรีรัช ดังนั้น “ราชเทวี” จึงกลายเป็นย่านแห่งการเดินทางที่หลากหลายที่ในอนาคตจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งที่รวบรวมผู้คนจากสี่มุมเมืองของกรุงเทพและปริมณฑล

ทำเลแห่งอนาคต
เมื่อการเดินทางสะดวกก็ย่อมมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามา รวมไปถึงธุรกิจต่างๆ ก็พากันเปิดตัวกันอย่างมากมายจึงทำให้ “ราชเทวี” กำลังจะกลายเป็น “จุดศูนย์กลางของกรุงเทพ” อย่างแท้จริงทั้งในเรื่องของทำเลพื้นที่ตั้งอยู่ในจุดที่น้ำไม่ท่วม ไม่มีเหตุการณ์น้ำรอระบาย เนื่องจากมีคลองแสนแสบซึ่งนอกจากเป็นเส้นทางคมนาคมทางเลือกแล้ว คลองแสนแสบยังเป็นจุดรับน้ำและช่วยระบายน้ำได้ดี

จึงทำให้เห็นถึงแนวคิดของโครงการที่ว่า “The future is just around the corner” ราชเทวีทำเลแห่งอนาคตที่ครบครันด้วยการเดินทางที่สะดวก เชื่อมต่อการเดินทางทุกรูปแบบตามข้อมูลของกองนโยบายและแผนสำนักผังเมือง กทม. พบว่า “เขตราชเทวี” มีสัดส่วนถนนมากที่สุดทำให้การเดินทางเข้า-ออก สะดวกสบายจากทิศทางใดก็ได้จึงส่งผลให้ในย่านนี้เป็นย่านทรงพลังแห่งหนึ่งในกรุงเทพเลยทีเดียว

ซึ่งในอนาคต “ราชเทวี” กำลังจะกลายเป็นทำเลแห่งอนาคตที่น่าสนใจเพราะการเติบโตของการลงทุนนั้นนับว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ จากเหตุผลด้านการเป็นทำเลที่พักอาศัย ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ แฟชั่น เช่น สยามดิสคัฟเวอรี สยามเซ็นเตอร์ และ สยามพารากอน รวมไปถึงสถานศึกษาชั้นนำอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมอุดมศึกษารวมไปถึงทำเลที่เป็นจุดศูนย์กลาง “Business district” ที่รวม Office building A+ grade เข้ามาไว้ด้วยกันรวมไปถึง “Lifestyle community” ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกมากมายที่สร้างทั้งเสน่ห์ และศักยภาพของทำเลราชเทวีให้มีคุณภาพมากขึ้นอีกหนึ่งระดับ

Facebook Comments