GREEN

‘Amira’ Argan Oil สกินแคร์ไทยสายออร์แกนิกที่ใส่ใจตั้งแต่แหล่งปลูกจนถึงมือคุณ

มันคงจะดีไม่น้อยหากเราสามารถรักษาสมดุลของธรรมชาติไปพร้อมๆ กับการรักษาสมดุลแห่งชีวิต ด้วยไลฟ์สไตล์สังคมเมืองที่ผู้คนต่างใช้ชีวิตเร่งรีบ จนไม่เคยตระหนักรู้ถึงผลเสียที่จะส่งผลต่อสุขภาพทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘สภาพผิว’ ที่ฟ้องความเหนื่อยล้าออกมาได้ชัดเจนที่สุด หากเราจะหาสกินแคร์คุณภาพดีสักขวดมาประทินผิวคงไม่ใช่เรื่องยาก

แต่ใครจะไปรู้ว่า เจ้าสกินแคร์ขวดเล็กที่ตั้งอยู่หน้ากระจกอาจนำพาสารพิษมากมายเข้าสู่ร่างกายแถมยังตกค้าง ซ้ำร้ายยังส่งผลเสียต่อระบบนิเวศอย่างกู่ไม่กลับ เพราะสารเคมีต่างๆ เหล่านี้อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด

ในช่วงหลังกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดสกินแคร์ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก ล้วนนำมาซึ่งการตั้งคำถามอย่างละเอียดกว่าจะถึงมือผู้ใช้ ตั้งแต่ส่วนผสมที่นำมาใช้ กระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงการขนส่ง ในธุรกิจสกินแคร์และเครื่องสำอาง มีสินค้ามากกว่า 12 ล้านชิ้นต่อปี มีเพียงแค่ 14 % เท่านั้นที่ตัวบรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้ แต่มากกว่า 40 % จบลงที่หลุมฝังกลบขยะและชายหาด
(Source : Jo Chidley/Beauty Kitchen.2019.มารู้จักกับแนวคิด GREEN BEAUTY ความงามที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม.สืบค้นเมื่อ 25 ก.ย.2020 : https://bit.ly/34dyrdV)

‘ในวันที่โลกบอบช้ำเราลองหันกลับมาใส่ใจตัวเองและสิ่งแวดล้อมดีกว่าไหม ?’ เหมือนสองศรีพี่น้องคู่นี้ ‘พลอยและพิมพ์’ เจ้าของแบรนด์ ‘Amira’ Argan Oil ที่กว่า 7 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การใช้น้ำมันจากธรรมชาติบำรุงผิว สำหรับคนผิวมันท่ามกลางอากาศร้อนอย่างบ้านเราไม่ใช่เรื่องผิด ที่สำคัญยังเป็นสกินแคร์ออร์แกนิกสุดแสนบริสุทธิ์ตั้งแต่วัตถุดิบตลอดจนกระบวนการผลิต แถมยังรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กันมาตลอด เราจึงชวนทั้งสองมานั่งแลกเปลี่ยนทัศนคติเพื่อค้นหาแนวทางการสร้างสมดุลแห่งชีวิต และรักษาสมดุลของโลกไปพร้อมกัน

คุณพลอย ลิตา เตชผาติพงศ์ อดีตแอร์โฮสเตสสาวผู้ติดปีกโลดแล่นอยู่ในสายการบินอาหรับมากว่า 10 ปี กับการใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากมีแบรนด์สกินแคร์เป็นของตัวเอง จนวันหนึ่งได้ค้นพบส่วนผสมล้ำค่าในธรรมชาติอย่าง Argan Oil ที่เธอได้รู้จักจากคำบอกเล่าของเพื่อนสาวชาวโมร็อกโกแล้วถูกจริต จึงหยิบวัตถุดิบนี้มาเป็นส่วนผสมหลักให้ชาวไทยได้รู้จัก

และเธอยังได้ชักชวนน้องสาวอย่าง คุณพิมพ์ ขนิษฐา เตชผาติพงศ์ อดีตนักเรียนกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้สนใจในด้านความยั่งยืนของธรรมชาติมาตั้งแต่มัธยมปลาย มาร่วมทำธุรกิจที่ใฝ่ฝันในวัยเด็กให้เป็นจริง

สองพี่น้องจึงได้เริ่มต้นสร้างสรรค์แบรนด์สกินแคร์ออร์แกนิกที่เชื่อมั่นในพลังแห่งการบำบัดด้วยธรรมชาติ อย่างน้ำมัน ‘Argan Oil’ ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์สดใสอย่าง ‘HEALTHY SKIN FROM INSIDE OUT’ เมื่อสุขภาพดีต้องเริ่มต้นที่ภายใน

Argan Oil ธรรมชาติหมดจดตั้งแต่แหล่งปลูก

“ถ้าเราจะเคลมตัวเองว่าเป็นออร์แกนิก เราต้องเริ่มตั้งแต่วัตถุดิบ”

หลายคนคงสงสัยว่าเจ้าตัวน้ำมัน Argan Oil นี้คืออะไร Argan Oil เป็นผลผลิตที่ได้จากพืชไม้ยืนต้นโบราณตระกูลถั่วอย่าง Argan tree ที่ขึ้นกระจายตัวอยู่ในแถบทะเลทรายของประเทศโมร็อกโกเท่านั้น ชาวพื้นเมืองต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือความมหัศจรรย์แห่งธรรมชาติจนได้สมญานามว่าเป็น ‘Miracle Oil’

การคัดเลือก Argan Oil ของทาง Amira แน่นอนว่าทุกอย่างต้องเป็นออร์แกนิกมาตั้งแต่กระบวนการเก็บเกี่ยว โดยชาวพื้นเมืองจะต้องไม่เข้าไปทำลายระบบนิเวศ พร้อมกันนั้นยังต้องสามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกด้วย

“อย่างในประเทศโมร็อกโกเจ้า Argan Oil นี่สามารถหาได้ทั่วไปตามท้องถนน ไม่ว่าเราจะเดินไปตามซอกซอยไหนก็เจอ ทุกที่มีแต่ Argan Oil แล้วทุกร้านแปะ ECOCERT (องค์กรรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์) และ USDA (กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา) หมดทุกร้าน จนเราตกใจว่าเฮ้ยมันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ” (คุณพลอยเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น)

“สุดท้ายพอเรานำมาใช้จริงก็รู้เลยว่าโดนหลอก เพราะมันใช้ไม่ได้เลย ทั้งเหม็นหืนเหม็นสาบ เหนียวเหนอะหนะเกินกว่าจะใช้บนใบหน้าได้ บางครั้งเราซื้อมาจาก 5 เจ้า ทั้งกลิ่น เนื้อสัมผัส และสีต่างกันหมดจนเราเกิดความสงสัยว่าการแบ่งระดับของ Argan Oil มันเป็นอย่างไร เลยใช้เวลาศึกษาไปเรื่อยๆ แล้วรู้ว่า น้ำมันที่ได้รับมาตรฐานจริงๆ มันค่อนข้างแตกต่างจากที่ขายตามท้องตลาดมาก เพราะมันมีเกรดเฉพาะที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องสำอางที่เราไม่รู้” 

“โอกาสดีที่เพื่อนเราเป็นลูกเป็นหลานอยู่ในหมู่บ้านนั้น เราจึงรับรู้ตั้งแต่กระบวนการแรกเลยว่าเป็นอย่างไร ทั้งการกะเทาะเปลือกไปจนถึงการใช้โม่หินคั้นน้ำมันออกมา ซึ่งรัฐบาลของเขาได้เข้ามาส่งเสริมในด้านการสร้างรายได้ในชุมชนอย่างชัดเจน

เจตนารมณ์ของ Amira คือไม่อยากทดลองกับสัตว์อยู่แล้ว ในการเลือกส่วนผสมรองก็ต้องมาจากธรรมชาติและต้องสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ทั้งหมด เพาะและเก็บเกี่ยวอย่างไร มันเลยปลอดสารต้องห้าม 9 ชนิดไปในตัว ของมันจะดีอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องมีที่มาที่ไปว่าของเหล่านี้ดีและปลอดภัยจริงหรือเปล่า

ความเชื่อผิดๆ กับการใช้น้ำมันธรรมชาติ

“เรากล้าพูดว่าเราเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในไทยที่นำ Argan Oil มาทำสกินแคร์เมื่อ 7 ปีก่อน”

“การนำเอาน้ำมันมาทำเป็นสกินแคร์ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างหนึ่งแล้ว เพราะในช่วง 7 ปีที่แล้ว คนไทยไม่อินกับการใช้น้ำมันเลย เราจึงต้องให้ความรู้ควบคู่กับเขาไปด้วยเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า การใช้น้ำมันนั้นดีต่อผิวหน้า และเสริมเกราะป้องกันชั้นผิวให้แข็งแรงขึ้นได้อย่างไร เพราะสกินแคร์แทบทุกตัวมีน้ำมันเป็นส่วนประกอบพื้นฐานอยู่แล้ว นั่นแปลว่าการเอาน้ำมันมาเป็นตัวชูโรงไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ที่เขาไม่นิยมนำมาใช้กันเพราะมีราคาสูง”

อีกทั้งเจ้า Argan oil ยังมีคุณสมบัติอุดมไปด้วย Vitamin A และ E มีสาร Anti Aging และด้วยโมเลกุลขนาดเล็กซึ่งแตกต่างจากน้ำมันชนิดอื่น จึงทำให้มันมีค่าความอุดตันผิวเป็นศูนย์ และยังประกอบไปด้วย Omega 3, 6 และ 9 ที่ร่างกายไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้ ความลับของมันไม่ได้หมดแค่นั้น เจ้า Argan Tree จะผลิดอกออกผลที่ดีที่สุดในช่วงหน้าร้อน ประมาณเดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม พร้อมหลั่งสาร Antioxidant ออกมามากกว่าปกติ ทำให้น้ำมันในล็อตนี้เป็นน้ำมันล็อตที่ดีที่สุดที่ Amira เลือกใช้

เมื่อสกินแคร์เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์

หลังจากศึกษาหาข้อมูลของ Argan Oil มาหลายปี ทั้งสองสาวมีความหลงใหลในน้ำมันคุณภาพเยี่ยมนี้อย่างเต็มเปี่ยม และรู้สึกว่าตนเองมีวัตถุดิบชั้นดีอยู่ในมือจึงคิดว่าอยากพัฒนาสิ่งนี้ไปต่อในทิศทางที่ดีขึ้น และสามารถดึงสรรพคุณออกมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เลยเกิดเป็นงานวิจัยขนาดย่อมขึ้นมา

“ด้วยความที่เรานำเข้าน้ำมันมาเองทั้งหมดจึงอยากใช้ทุกหยดให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เราเลยอยากเรียนรู้จากมันเพื่อต่อยอด แล้วคาดหวังไว้ว่าในอนาคตเราจะสามารถรักษามาตรฐานสารสกัดจากธรรมชาติที่อ่อนโยนต่อผิว แต่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” 

คุณพิมพ์กล่าวว่าตอนนี้ได้ทำออกมาหลายตัว แต่ที่ภูมิใจที่สุดเห็นจะเป็น Aran Golden Lake Oil Cleanser ซึ่งเธออยากเอา Argan Oil มาทำผลิตภัณฑ์ขจัดคราบเครื่องสำอางค์และทำความสะอาดผิวหน้า แต่ด้วยความที่โมเลกุลมันใหญ่เกินกว่าที่จะชำระล้างคราบฝุ่นละลองต่างๆ ที่มีโมเลกุลขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 ได้ เธอจึงได้นำเทคโนโลยีนาโนมาใช้ เพื่อแตกโมเลกุลให้เล็กลง ทำให้สามารถแทรกซึมลงไปดูดซับสิ่งสกปรกใต้ผิวหนังออกมาได้อย่างหมดจด โดยเนื้อสัมผัสของน้ำมันจะเบาลง เป็นการล้างหน้าที่สามารถบำรุงได้ไปในตัว แต่เพื่อพิสูจน์ว่ามันนาโนจริงไหม เธอทั้งสองได้นำไปพิสูจน์ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้วได้รับการรับรองจาก NANOTEC (ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ)”

ส่วนอีกผลิตภัณฑ์อย่าง Crystal Clear Water Cleanser ที่คนส่วนมากคิดว่าเป็น Makeup Remover แต่มันคือโฟมน้ำล้างหน้า Extra Mild สูตรฟองน้อยจากธรรมชาติที่ได้จากมันสำปะหลังและกรดไขมันเปี่ยมไปด้วย Amino Acid เป็นส่วนผสมหลัก เจ้าตัวอนุพันธ์โปรตีนนี้ช่วยเรื่องความชุ่มชื่นผิว ไม่แห้งตึง ลดการอักเสบของผิว กระตุ้นอีลาสตินใต้ชั้นผิว แตกต่างจากฟองในโฟมล้างหน้าทั่วไปที่มีทั้ง SLS (Sodium laureth sulfate) หรือ SLSE (Sodium lauryl ether sulphate) ที่ใช้สารเหล่านี้เป็นสารตั้งต้นที่ทำให้เนื้อโฟมเนียน สวย นุ่มลื่น แต่มักก่อให้เกิดอาการแพ้ระคายเคือง รวมทั้งส่งผลเสียต่อแหล่งน้ำธรรมชาติโดยตรงอีกด้วย

หลายคนอาจไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าและกันแดด เวลาเราทำความสะอาดออกจากร่างกายจะมีสารเคมีมากมายถูกชำระล้างออกไปด้วย เช่น Parabens / Triclosan / TCS และ UV-filters สารเหล่านี้มักตกตะกอนเป็นสารแขวนลอยอยู่ในแหล่งน้ำ ที่แย่กว่านั้นคือเมื่อผ่านเข้าไปในกระบวนการบำบัดน้ำเสียแล้วเจอกับคลอรีนกลับทำให้มันกลายเป็นสารพิษที่ร้ายกาจกว่าเดิม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำทั้งหลาย รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในท้องทะเลทั้งหมด และสารพิษเหล่านี้ก็จะวนกลับมาสู่มนุษย์เมื่อบริโภคสัตว์น้ำ หรือดื่มน้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านี้เข้าไปนั่นเอง

สมดุลคุณ สมดุลโลก

เหมือนที่กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่า ‘Amira’ ไม่ใช่แค่สกินแคร์ออร์แกนิกที่ใส่ใจในการดูแลผิวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องการเป็นกระบอกเสียงเพื่อให้คนตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพราะหลายปีมานี้ตลาดสกินแคร์ในไทยเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก คนไทยกล้าที่จะก้าวมาเป็นเจ้าของธุรกิจมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถยกระดับคุณภาพสินค้าได้ทัดเทียมระดับนานาชาติ เกิดเป็นกลุ่มสังคมขึ้นมาแต่ไม่ได้เพื่อแข่งขันกัน แต่ต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อที่จะพัฒนาแบรนด์ไทยต่อไปอย่างยั่งยืน

แต่เมื่อตลาดโตขยะก็เริ่มมากตาม เมื่อสกินแคร์กับสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน ทั่วโลกมีแบรนด์เกิดใหม่มากกว่า 10,000 แบรนด์ภายในปีเดียว “มันทำให้เราเห็นเลยนะว่าขยะมันเยอะขึ้น” (คุณพิมพ์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง)

“คนหนึ่งคนใช้สกินแคร์หนึ่งขวดไม่หมดนะ ใน 10 คนจะมีแค่คนเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นขยะจากบรรจุภัณฑ์ทั้งนั้น ตลาดสกินแคร์มันกลายเป็นแฟชั่นไปแล้ว” (คุณพลอยเสริม)

ในด้านแคมเปญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทั้งสองเริ่มทำกันมาเมื่อประมาณ 1-2 ปีก่อน “เราตั้งใจมาตั้งแต่แรกว่าจะไม่ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นพลาสติก เราใช้ขวดแก้วมาโดยตลอดเพราะสามารถนำไปรีไซเคิลได้ รวมถึงสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้ดี ทั้งการกรองแสงและมีอัตราการปนเปื้อนในปริมาณต่ำ อย่างในปีที่แล้วก็เริ่มมีแคมเปญส่งขวดสกินแคร์แบรนด์อะไรก็ได้กลับมาที่เรา เพื่อให้เราจะเป็นคนกลางในการคัดแยกตามชนิดของพลาสติก แล้วส่งต่อไปยังมูลนิธิต่างๆ เช่น ขวด PETE เบอร์ 1 เราจะส่งไปให้วัดแดง จังหวัดสมุทรปราการ เอาไปทำจีวรพระ รวมไปถึงส่งให้โครงการ “วน” (WON Project) และ YOLO Zero Waste Your Life อีกด้วย”

“ขยะพลาสติกในไทยแยกยากมาก เพราะแทบไม่มีเบอร์บอกเลยว่าเป็นพลาสติกประเภทไหน นี่ยังมีฝาปั้ม สายยางอีก บางคนเขาไม่รู้จะจัดการยังไงเลยเลือกที่จะทิ้งดีกว่า เราเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาตื่นตัวเรื่องแยกขยะ”

อีกอย่างทางแบรนด์เน้นขายออนไลน์จึงต้องใช้พลาสติกกันกระแทกในการห่อสินค้าค่อนข้างมาก เธอทั้งสองจึงเปลี่ยนมาใช้ผักตบชวาอบแห้งที่มีรูพรุนคล้ายฟองน้ำมาเป็นวัสดุในการกันกระแทกแทน ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่หาได้ง่ายและย่อยสลายได้ดี นอกจากนี้หลังจากใช้แล้วยังสามารถนำไปเป็นปุ๋ยคลุมดินให้ต้นไม้ได้อีกด้วย

“โครงการนี้เป็นโครงการที่เราทำร่วมกับทางโรงเรียนยางชุมวิทยา อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชน เนื่องจากบริเวณพื้นที่รอบโรงเรียนมีผักตบชวาในแหล่งน้ำค่อนข้างเยอะจึงเกิดโครงการนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีกิจกรรมและรายได้เสริมระหว่างเรียนด้วย”

“เรากับ Argan Oil นี่โตไปพร้อมๆ กันเลยนะ”

ท้ายที่สุดเพื่อความใสสะอาดทั้งต่อมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม ทางแบรนด์จึงอยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่สารสกัด บรรจุภัณฑ์ที่ส่งถึงมือผู้ใช้ ตลอดจนไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกายและธรรมชาติ เพื่อให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด อีกทั้งส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่ชุมชนและสังคม พร้อมทั้งสานต่อความตั้งใจในแนวทาง Clean Beauty ให้ได้ 100% แต่ก็ไม่ทิ้งสิ่งสำคัญที่ว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวจะต้องเห็นผลชัดเจนและอ่อนโยนต่อผู้ใช้ทุกคน นี่คือแนวคิดในอนาคตที่เธอทั้งสองคนต่างตอบออกมาอย่างภาคภูมิใจ (คุณพลอยและคุณพิมพ์ยิ้มออกมาพร้อมกัน)

Contributor

เอกบุรุษ ศรีอัชรานนท์

มนุษย์ Introvert ที่ระหว่างทางมักหลงอยู่ในภวังค์แห่งบทสนทนา โอบกอดความเจ็บปวดเรียนรู้จากมัน และก้าวต่อบนถนนทอดยาวเพื่อค้นหา ‘ความหมายของการมีชีวิตอยู่’

อัญชิษฐา เอกชัย

Graphic Designer

กราฟิกดีไซเนอร์ที่ใช้ชีวิตกว่า 70% ในทวิตเตอร์ ชอบหนัง Romantic comedy และมีแพสชันกับของอร่อย

พูนสวัสดิ์ สุดตะมา

Photographer

"เกิดมาเป็นตลกอุปกรณ์ ตอนเด็กแบกบ้านไปเรียน ตอนโตแบกบ้านไปถ่าย"