EAT

‘Veggiology’ แบรนด์น้ำผักผลไม้ที่เชื่อว่า “ธรรมชาติเยียวยาโรค”

เวลาบ่ายแก่ๆ เรามีนัดดื่มน้ำผักกับ พี่แตน–ดุจฤทัย คงคาเจริญ เธอคือเจ้าของแบรนด์ Veggiology ที่โลดแล่นอยู่ในวงการน้ำผักมากว่า 5 ปี เธอเปลี่ยนใจคนที่เบือนหน้าหนีผักและผลไม้ให้หันมารักมาแล้วมากมาย ด้วยการเสิร์ฟน้ำผักผลไม้ปลอดสารเคมี ทั้งยังไร้สิ่งเจือปนที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

ภายใต้ความกรีน ความคลีน และความออร์แกนิกของแบรนด์น้ำผักชื่อสุดเนิร์ด ถือกำเนิดจากจุดเปลี่ยนชีวิตของพี่แตน นั่นคือการตรวจพบเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ ทำให้เธอหันมาดูแลตัวเองด้วยการทำน้ำผักดื่มเองจนค่อยๆ กลายเป็นแบรนด์น้ำผักผลไม้ที่มีอายุเข้าขวบที่ 6

ถ้าพร้อมแล้ว เคลียร์ท้องให้โล่งแล้วตามมาดูสิว่าเธอมีสูตรอะไรแจ่มๆ ให้ลองชิมบ้าง!

สูตรที่ 1
จากเคยอีเรื่อยเฉื่อยแฉะ

ทำแบรนด์น้ำผักผลไม้ ทานอาหารเพื่อสุขภาพ เลือกสรรแต่ของคุณภาพดีให้ตัวเองและคนรอบข้าง ฟังดูแล้วพี่แตนคงต้องเป็นคนที่ดูแลตัวเองมากแน่นอน ถึงขนาดนำสิ่งที่ตัวเองมีแพสชันมาสานต่อเป็นกิจการ แต่ทั้งหมดที่เราพูดนั้นตรงกันข้าม เพราะพี่แตนก็คือคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบอีเรื่อยเฉื่อยแฉะ ไม่ได้ใส่ใจในสุขภาพตัวเองมากขนาดนั้น เธอยอมรับกับเราอย่างไม่อ้อมค้อม

“พี่เป็นแอร์โฮสเตสในสายการบินญี่ปุ่นมาก่อน อย่างที่รู้ว่าแอร์ฯ เป็นอาชีพที่ทำลายสุขภาพมาก ซึ่งตอนที่ตรวจสุขภาพเป็นแอร์ฯ เขาก็แจ้งเราว่ามีเนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์นะ มันสามารถแปลงร่างเป็นมะเร็งได้ และหมอก็บอกว่าต้องผ่าออกเท่านั้น

“ตอนนี้พี่ก็อยู่กับมันมาเป็น 10 ปีแล้ว ที่พี่เลือกจะไม่ผ่าออก เพราะจริงๆ ต่อมไทรอยด์มันสำคัญตรงที่ช่วยผลิตฮอร์โมนส์ คือเด็กๆ เราจะยังไม่ค่อยรู้สึก แต่พอเริ่มอายุเยอะแล้ว ฮอร์โมนส์มันมีผลกับสุขภาพเรามาก แล้วแม่พี่ก็บอกว่า เขามีเพื่อนที่ตัดต่อมไทรอยด์ออกแล้วใช้ชีวิตลำบาก ต้องกินยา กลืนแร่ตลอด เพราะไม่มีฮอร์โมนส์แล้ว”

พี่แตนตัดสินใจเก็บเนื้องอกก้อนนั้นไว้แล้วเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน เธอเริ่มหันเข้าหาแพทย์ทางเลือกอย่างศาสตร์ Homeopathy หรือการรักษาด้วยธรรมชาติตามพี่สาว ซึ่งพี่แตนยังบอกกับเราว่า แม้จะรู้ว่าตัวเองมีเนื้องอก แต่การใช้ชีวิตในช่วงแรกก็ยังปล่อยๆ มีปาร์ตี้บ้าง กินจังก์ฟู้ดบ้าง เพื่อไม่ให้ชีวิตนั้นตึงเครียดและกดดันจนเกินไป

“Homeopathy มันคล้ายรักษาคล้ายการรักษาด้วยธรรมชาติ ทุกสิ่งอย่างมันมีพลังของมัน ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ เคยได้ยินไหม ถ้าเราเป็นหวัด ให้ทุบหอมแดงใส่น้ำอุ่นลงอ่างแล้วคลุมผ้า แล้วเอาหน้าอังลงไปสูดหอมแดง ซึ่งเวลาเราหั่นหอมแดงแล้วน้ำตาไหล น้ำมูกไหล นั่นแหละคือพลังของเขา เป็นเอกลักษณ์ของหอมแดงที่ทำให้เราเป็นอย่างนั้นได้ เป็นการเอาผลที่ได้มารักษาอาการนั้น แม้แต่ทองคำ เพชร ก็สกัดออกมาเป็นยาได้หมดเลย เพราะว่าแต่ละอย่างให้พลังงานไม่เหมือนกัน

“การที่พี่ไปเรียน Homeopathy มันเปิดโลกอีกใบเลยล่ะ คือยุคนั้นในบ้านเราคนยังรู้จักน้อย แต่ฝั่งยุโรปหรืออเมริกาตามร้านขายยาเขาจะมีหมวดหนึ่งที่ขายยาโฮมีโอเลย

เวลาเรียนหมอจะถามเลยว่าการใช้ชีวิตของเราเป็นยังไง ขับถ่ายดีไหม ชอบกินอะไร พี่ก็เลยกลับมาคิดว่าต้องระวังอาหารการกินมากกว่านี้หรือเปล่า”

“ตอนที่ไปเรียนก็ยังไม่ได้รู้สึกว่ารักสุขภาพมากมาย อาจจะแค่หันมาทำอะไรกินเองบ้าง จากที่แบบทำกับข้าวเองไม่เป็นเลย ซึ่งพอช่วงหนึ่งก็ว่างมาก เลยทำอาหารกินเองตอนเช้า แล้วก็ถ่ายลงอินสตาแกรม ใช้ชื่อว่า Veggiology เพราะอยากได้ชื่อที่ดูผักๆ วิทยาศาสตร์ๆ ไว้ลงเวลาเราทำนั่นทำนี่กิน” พี่แตนเล่า

สูตรที่ 2
กว่าจะเป็นน้ำผักซดง่าย

จากจุดเปลี่ยนชีวิต พี่แตนค่อยๆ หันมาใส่ใจการใช้ชีวิตของตัวเองให้มีคุณภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวเองเข้าไปศึกษาโลกของแพทย์ทางเลือกจากธรรมชาติ จนเริ่มสนใจเรื่องอาหารการกิน หรือแม้แต่การหยิบผักนั่นผักนี่มาหั่น ปั่น แล้วดื่มกินเองในบ้านง่ายๆ

“ถ้าไปย้อนดูจะเห็นว่าตอนแรกเปิดมาก็ไม่ใช่ว่าขายน้ำผักเลย เริ่มมาแบบทำอันนั้นอันนี้กินดีกว่า ก็จะมีอะไรที่ดูไม่ค่อยสุขภาพดีเท่าไหร่ เพราะเราทำแบบไม่รู้ แต่พอเริ่มศึกษา ทำไปทำมาก็มีพี่คนหนึ่งใน IG ที่ดูเฮลท์ตี้มาก เขาทำพวกสมูทตี้เขียวๆ อะไรไม่รู้ ตอนนั้นเราก็แค่มองผ่านๆ แต่พอเราเริ่มอยากจริงจัง ก็เลยโทรไปถามว่ามันต้องทำยังไง หลังจากนั้นทำต่อติดกันทุกวัน” 

ความอยากรู้อยากลองของพี่แตน บวกกับคนรอบข้างมาจุดประกายเรื่องผักๆ ทำให้เธอติดใจรสชาติความเรียลของพืชผักจนถอนตัวไม่ขึ้น

“มันไม่ได้อร่อยขนาดชานมไข่มุก แต่มันอร่อยแบบเซอร์ไพรส์ เฮ้ย เราใส่ผักไปกับมือ ใส่มันเยอะขนาดนี้ มันดูกินยากแต่รสที่ออกมามันไม่แย่เลย”

“สิ่งที่พี่ติดใจคือความรู้สึกตอนกิน เพราะต้องบอกเลยว่าพี่เป็นคนเอื่อยมาก คือตื่นมานั่งเปิดนั่นเปิดนี้ ดูแต่ทีวี ติดซีรีส์ บ่ายๆ ถึงค่อยงัดตัวเองขึ้นมาทำงาน แล้วก็เอาแต่นอน ซึ่งพอได้กินน้ำผักมันทำให้เรารู้สึกสดชื่นมาก รู้สึกว่าเซลล์มันร่าเริง เราก็ลองสูตรมั่วสูตรไปเรื่อยๆ เพราะเราอยากจะจริงจังมากขึ้น”

พี่แตนคนที่เคยป่วยง่าย วิ่งเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ระบบย่อยมีปัญหา ไปจนถึงอารมณ์สวิง ค่อยๆ กลายเป็นพี่แตนที่สุขภาพกายกระปรี้กระเปร่า และจิตใจสมดุลขึ้นจากการดื่มนำ้ผักทุกวัน เธอติดใจผักผลไม้ อย่างปวยเล้ง ผักกาดหวาน พาสลีย์ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง แตงกวา แอปเปิ้ล และเสาวรส จนทำกินเองเป็นประจำ และใช้เวลาราว 1 ปีในการคิดค้นสูตรและหา supplier ทั้งยังไม่ลืมที่จะหมั่นโพสต์ลงอินสตาแกรม Veggiology จนเริ่มมีสูตรน้ำผักผลไม้เพิ่มขึ้นเป็น 10 สูตร และแล้ววันหนึ่งมีคนที่พร้อมซื้อน้ำผักของเธอถึง 50 ขวด

จากน้ำผักผลไม้เพียงไม่กี่สูตรภายใต้ชื่อ Veggiology ค่อยๆ ขยับเป็น 20 สูตร 30 สูตร ที่คัดสรรมาแล้วจากการลองผิดลองถูกเป็นร้อยกว่าสูตร ซึ่งพี่แตนหลือกหยิบจับผักและผลไม้ต่างๆ จากความชอบของเธอทั้งสิ้น เหล่านั้นแปลงร่างเป็นน้ำเพื่อสุขภาพที่มีสีสันสวยงามน่ายกซด พร้อมบรรจุลงในขวดแก้วที่ผ่านการล้างฆ่าเชื้ออบแห้ง และขายผ่านช่องทางออนไลน์เรื่อยมาจนลูกค้าหัวใจเฮลท์ตี้ติดตรึม

สูตรที่ 3
น้ำผักจริงใจ น้ำผลไม้เป็นมิตร

โลกของน้ำเพื่อสุขภาพ Veggiology มีตั้งแต่น้ำผักผลไม้สกัดเย็น น้ำผักผลไม้พิเศษตามฤดูกาล ไปจนถึงน้ำเพื่อสุขภาพดื่มง่ายอย่างน้ำส้ม น้ำนมข้าวโพด ตลอดจนน้ำขวดไม่เล็กไม่ใหญ่ให้เด็กๆ ได้ดื่มง่ายและใกล้ชิดผักใบเขียวยิ่งขึ้นอีกด้วย

เราเคยได้ยินมาว่าการใช้วิธีคั้นแบบสกัดเย็นมีข้อดีมากมาย คือผักผลไม้นั้นๆ จะไม่ผ่านความร้อน ทำให้วิตามินและสารอาหารในผักผลไม้จึงไม่โดนความร้อนทำลาย ทำให้คนดื่มได้รับคุณประโยชน์เข้าไปเต็มสูบ แต่พี่แตนบอกกับเราว่า ในเมื่อมีข้อดีก็ย่อมมีข้อเสียเช่นกัน

“น้ำสกัดเย็นมีข้อดีหลายอย่าง น้ำในขวดแก้วหนึ่งมาจากน้ำผักหลายอย่าง วิตามินเข้มข้น แล้วก็ย่อยง่าย รักษาซ่อมแซมเซลล์ได้ แต่ข้อเสียของมันก็คือ ถ้าเราไม่ระวังในสิ่งที่เราใส่ หรือถ้าเราใช้ผักผลไม้ที่โตมาด้วยสารเคมี แช่น้ำล้างอย่างดีสารเคมีก็ไม่ออก และด้วยความเป็นสกัดเย็น ไม่ผ่านความร้อนเลย มันก็สกัดสารเคมีพวกนั้นออกมาด้วย

“ถ้าพี่จะทำเอาอร่อยก็แค่ใส่ผลไม้เยอะๆ ให้มันเข้มข้น แต่ผลไม้มันก็มี ‘น้ำตาล’ กินเข้าไปเยอะน้ำตาลในเลือดก็จะสูง ไขมันก็พอกตับ

ซึ่งน้ำผักใบเขียว แค่เราใส่ผักนิดนึงมันก็เป็นสีเขียวแล้วนะ ไม่ต้องใส่เยอะและประหยัดด้วย เพราะว่ามันจะแพงตรงผักนี่แหละ”

นอกจากพี่แตนจะแชร์ให้เรารู้จักน้ำสกัดเย็น พร้อมแนะนำเทคนิคการกินน้ำผักผลไม้อย่างพอดีแล้ว อีกอย่างหนึ่งคือเรื่อง ‘ออร์แกนิก’ คำนี้เราได้ยินจนช้ำหู ร้านค้าแทบทุกร้านมักเคลมตัวเองว่าเป็นร้านออร์แกนิก แต่เราไม่เคยเอะใจเลยว่า ของแต่ละอย่างที่ถูกเสิร์ฟมานั้น ส่วนประกอบของมันมาจากธรรมชาติ และปราศจากสารเคมีจริงหรือเปล่า

“คือพี่จะชัดเจนเลยว่าในขวดจะใส่อะไรลงไปบ้าง ส่วนผสมอันไหนเป็นออร์แกนิกหรืออันไหนไม่ใช่ เราก็จะดอกจันไว้หน้าขวด พี่พยายามเลือกให้มันปลอดภัยที่สุด ส่วนที่มาของผักผลไม้เราก็ต้องรู้ต้นทาง อย่างปีแรกที่ทำแบรนด์ คนยังไม่ได้เล่นเฟซบุ๊กเยอะกันขนาดนี้ มันหา supplier ยากมาก พี่ต้องใช้วิธีเข้าไปอ่านตามไฟล์ต่างๆ ว่ามีเกษตรกรเจ้าไหนที่ทำเกี่ยวกับพืชผักอินทรีย์บ้าง พอเรารู้จักเจ้าหนึ่ง เขาก็จะแนะนำต่อกันเป็นเครือข่าย” พี่แตนเล่า

เราคุยกับพี่แตนมาสักพัก เธอก็ชวนให้เราลองดื่มน้ำผักผลไม้ที่ถูกจัดเป็นเซ็ทไว้เป็นอย่างดี แต่ละสูตรที่อยู่ในแก้วช็อตก็เปี่ยมไปด้วยประโยชน์มากมาย ทำเอาเรายกซดจนหมดไม่เหลือไว้สักหยด โดยน้ำที่เราชอบก็มีอยู่หลายสูตร อย่างสูตรที่ 1 ใช้ชื่อว่า Gravity Green เป็นสูตรที่พี่แตนเริ่มคิดค้นเป็นสูตรแรก มีทั้งปวยเล้ง ผักกาดหวาน พาสลีย์ ขึ้นฉ่ายฝรั่ง แตงกวา แอปเปิ้ล และเสาวรส ซึ่งช่วยในเรื่องขับสารพิษ ต้านอนุมูลอิสระ และต้านมะเร็ง

ถัดมาเป็นสูตรที่ 2 The Greenlaxy อัดแน่นด้วยคะน้าฝรั่ง ปวยเล้ง ผักกาดหวาน ผักชี แตงกวา มะนาว ขิง และสับปะรด ซึ่งช่วยบำรุงตับ ขับสารโลหะหนัก และลดคอเรสเตอรอล ตามด้วยสูตรที่ 4 Be Kind ที่พี่แตนหยิบปวยเล้ง วอเตอร์เครส สับปะรด และแอปเปิ้ลมาจับใส่รวมกัน ช่วยบำรุงเรื่องความทรงจำ บำรุงต่อมไทรอยด์ มีแคลเซียมและโฟเลตสูง

อย่างสูตรที่ 6 Level Up! ที่ใส่ตั้งแต่สับปะรด ฝรั่ง มะนาว และสะระแหน่ ช่วยในเรื่องระบบย่อย บำรุงต่อมไทรอยด์ บรรเทาอาการหวัดและอาการไอ หรือใครที่อยากลองรสผลไม้ให้หนำใจ ก็จัดไปเลยกับสูตรที่ 18 Symphony ที่รวมส้มนาเวล บีทรูท มะนาว สาลี่ และแครอทไว้อย่างเข้ากัน ช่วยตัดรสขมของผักใบเขียวจากสูตรอื่นๆ ได้ดีเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีเมนูพิเศษอย่าง ‘บล็อคโคลี่’ ที่แอบใส่แอปเปิ้ลเขียว วอเตอร์เครส และเลมอน ซึ่งช่วยต้านพิษฝุ่น PM2.5 ต้านอนุมูลอิสระ และมะเร็งอีกด้วย

สูตรที่ 4
ส่งท้าย

การเดินทางเข้าปีที่ 6 ของ Veggiology จากที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว พี่แตนบ่มเพาะสูตรและองค์ความรู้ต่างๆ จนตอนนี้ได้มี Veggiology Cafe & Juice Bar เพิ่มเข้ามา เพื่อตอกย้ำความตั้งใจของเธอที่อยากมีคอมมูนิตี้ของคนรักน้ำผักและรักสุขภาพให้มาพบปะกัน

“30 กว่าสูตรตอนเริ่มทำร้านก็มองว่ายาก แต่ตอนนี้สิ่งที่ยากคือการจัดการ อย่างการทำบัญชี การสั่งวัตถุดิบ การถ่ายรูป การโพสต์คอนเทนต์ต่างๆ รายละเอียดในการทำร้านมันเยอะมาก พี่คิดทำร้านนี้มาด้วยความรู้สึกตัวเองมากกว่าความรู้สึกลูกค้า ซึ่งความสบายใจของเรามันกลายเป็นว่าลูกค้าก็ชอบกับสิ่งที่เราตั้งใจทำเต็มที่ เหมือนเป็นคนย้ำว่าเรามาถูกทางด้วย

“ตอนที่เป็นแอร์เขาจะสอนเลยว่า เวลาอยู่บนเครื่องหรือเวลาเครื่องเกิดอุบัติเหตุอะไรก็ตาม แล้วหน้ากากออกซิเจนตกลงมา ถ้าเรานั่งอยู่กับลูก รู้ไหมว่าเราต้องใส่แมสก์ให้ใครก่อน จริงๆ แล้วเราต้องใส่ให้ตัวเองก่อน เพราะถ้าตัวเองไม่รอด ก็จะไปช่วยคนอื่นไม่ได้”

พี่แตนเปรียบกระบวนการความตั้งใจในการทำแบรนด์ไม่ต่างกับตอนสมัยที่เธอเป็นแอร์โฮสเตส ที่ต้องทำให้ตัวเองเข้าใจสิ่งที่ทำก่อนที่จะแบ่งปันความรู้ และให้คำปรึกษากับลูกค้าที่ตบเท้าเข้ามา ณ ดินแดน Veggiology แห่งนี้ และเธอแชร์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยต่อว่า

“เรื่องหนึ่งที่ทุกคนมองข้ามคือ ‘การกิน’ การกินมันเหมือนการเติมน้ำมัน ถ้าเราเติมน้ำมันไม่ดีไปเรื่อยๆ สักวันรถมันก็พัง”

เรามองพี่แตนตอนนี้ เธอดูเฮลท์ตี้และใส่ใจสุขภาพ ลืมภาพไปเลยว่าเธอเคยไม่เลือกกิน และใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเฉื่อย แต่พี่แตนก็ยังคงย้ำว่าเธอคือคนที่ป่วยตั้งแต่เรียนจบหมาดๆ ซึ่งเราก็มองว่ามันไม่ต่างอะไรกับคนยุคนี้ที่ป่วยกันตั้งแต่อายุยังน้อย

“พอพี่รู้ว่าตัวเองป่วย มันก็รู้สึกว่าอยู่ยากเหมือนกัน คือคนที่ยังชิลอยู่มักจะเป็นคนที่ยังไม่ป่วย ถ้าลองเป็นสักโรคดูทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที ซึ่งตอนนั้นอาจจะสายไปไหม เราจะแก้ทันไหม อันนี้คือสิ่งที่พี่เป็นห่วงมาก อย่าให้ถึงวันนั้นเลย เราจะมีพลังหรือมีแรงไปดูแลคนอื่นได้ยังไงถ้าเราไม่มีสุขภาพที่ดี

“พี่ไม่ได้หวังให้เนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์มันหายไปหรอก ขอแค่อย่าให้มันขยายขึ้น อย่าให้มันเปลี่ยนเซลล์กลายเป็นเซลล์ไม่ดี แล้วเคยได้ยินไหมว่า ในร่างกายทุกคนจะมีเซลล์ไม่ดี ถ้าเราดูแลตัวเองมันไม่ใช่แค่ให้เรามีพลังงาน แต่คือซ่อมส่วนต่างๆ ไปด้วย” พี่แตนทำให้เราฉุกคิด

สุดท้ายแล้ว เบื้องหลังน้ำผักเพื่อสุขภาพสีสันสดใสที่ใช้ชื่อว่า Veggiology ได้ให้คำตอบการมีชีวิตอยู่ของพี่แตน อีกทั้ง Veggiology ก็ให้สุขภาพดีแก่ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุน เกษตรกรก็มีรายได้ รวมถึงตัวพี่แตนเองก็ได้ทำในสิ่งที่ชอบด้วย

พี่แตนบอกกับเราว่า ถ้าเธออยู่แค่ในออนไลน์หรือขายส่งแบบเดอลิเวอรีมันก็จะจบแค่นั้น แต่การเปิดหน้าร้านเป็นคาเฟ่สวยงาม มันทำให้เธอสามารถสื่อสารในสิ่งที่เธอทำได้ชัดขึ้น เพราะการจะมีสุขภาพจิตและกายที่ดี ไม่ใช่แค่กินน้ำผักหรือกินแค่มังสวิรัติเพียงอย่างเดียว

“คนอายุยืนหลายคนบนโลกใบนี้ก็ไม่ได้เป็น vegan ด้วยซ้ำ แต่เขาอายุยืนได้เพราะอะไร มันมีปัจจัยอะไรอีกหลายอย่างมากที่มันส่งเสริมให้เรามีสุขภาพดี แล้วที่สำคัญคือเรื่องของจิตใจซึ่งคนมักมองข้าม บางครั้งที่พี่กินแบบชิลๆ ก็เพราะว่าถ้าเราไปเครียดมากเกินไป เซลล์ในร่างกายเราก็โดนทำลายไปด้วย” พี่แตนทิ้งท้ายก่อนจะจบว่า

“Veggiology สำหรับพี่มันคือวิถีชีวิต ที่ได้ลองเข้ามาอยู่แล้ว ได้เดินในทางนี้แล้ว มันใช่มาก”


Veggiology Cafe & Juice Bar

ซอยสุขุมวิท 41 ใกล้ BTS พร้อมพงษ์
เปิด 10:00 – 18:00น. (หยุดวันจันทร์)
โทรศัพท์ 083-936-9298
www.veggiology.com

Contributor

ปณัยกร วรศิลป์มนตรี

Writer

ลูกคนโต จบชายล้วน และอดีตเด็กวารสารฯ ผู้อยากเป็นนักเรียนไปตลอดกาล ชอบสำรวจย่าน และฝันอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ได้สักเรื่อง รวมถึงมีกาแฟ เบียร์ และความบันเทิง เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีของชีวิต