Life is full of drama.
ชีวิตมันต้องเศร้าขนาดนั้นหรือ ?

ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น… แปลกไหมยุคสมัยที่เรามีปัญหาร้อยแปด แต่ผู้คนยังชอบเสพดราม่าในโลกโซเชียล หากย้อนไปดูคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็คงเคยกุมขมับกับเรื่องของความรู้สึกทางใจไม่ต่างจากเรา พูดให้เห็นภาพอย่างเพลงฮิตที่ต่อให้ผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็หนีไม่พ้นความเจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ การไม่เป็นที่ยอมรับ ไปจนถึงปัญหาชีวิตที่คอยรุมเร้า

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคนยุคนี้ใช้โลกออนไลน์เป็นที่พึ่งทางใจ เมื่อคนรอบข้างมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง แต่แม้ว่าเราจะมีเพื่อนหลักพันบนเฟซบุ้ก โลกก็ยังทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวเพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร บางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าการไปขอคำปรึกษาจากใครสักคน จะไม่ถูกด่วนตัดสินและเขาจะรับฟังอย่างเข้าใจจริงๆ

01 | Kindness Wins : ยุคที่สังคมต้องการความเห็นอกเห็นใจ

ปัญหาทางใจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราหันมาแบ่งปันความรู้สึกกันผ่านสเตตัสเฟซบุ๊กมากขึ้น ช่วงหลังมานี้เราจะเห็นว่าอาชีพ ‘ไลฟ์โค้ช’ ก้าวขึ้นมาเป็นยูทูปเบอร์ที่มีแฟนคลับหลักแสน หรือบรรดาเพจคำคมก็มักมียอดไลค์ยอดแชร์พุ่งเสมอ ดูย้อนแย้งกับโลกโซเชียลที่เราต่างรู้จักกันอย่างผิวเผิน แต่เรากลับได้กำลังใจจากคนแปลกหน้าที่แชร์ความรู้สึกร่วมกัน

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ได้เขียนบทความเรื่อง ‘Kindfulness (Human Nature)’ เอาไว้ในรายงาน ‘เจาะเทรนด์โลก 2020’ มีใจความว่า “ความเอื้ออารีคือรากลึกที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์ มีความสามารถในการบรรเทาความเจ็บปวดลง ทั้งยังเป็นอารมณ์พื้นฐานในการควบคุมตัวเอง” 

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจึงจำเป็นในชีวิตและการทำงาน คนเราไม่มีทางประสบความสำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในปี 2017 Kindlab เผยการศึกษาว่า ความเอื้ออารีมีผลต่อสุขภาวะทางอารมณ์ ซึ่งจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยวอร์ริค ในอังกฤษ พบว่า พนักงานที่มีความสุขจะทำงานได้ดีขึ้น 12 % 

ทั้งนี้ความสุขยังเป็นตัววัดความสำเร็จของประเทศที่เหนือกว่าเรื่อง GDP อย่างรายงาน World Happiness Report 2019 โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สำรวจความสุขของผู้คนใน 156 ประเทศ จากตัวชี้วัดต่างๆ ได้แก่ สิทธิเสรีภาพในการใช้ชีวิต การได้รับการสนับสนุนจากสังคม ความรู้สึกเช่ือมั่นในรัฐบาล รวมถึงการมีอัธยาศัยดีของคนในสังคม และความเอื้ออารีต่อกัน

02 | The School of Life : ห้องเรียนวิชาชีวิต แค่ก้าวเข้ามาก็สบายใจ

วิธีลืมเขาจะเข้าโรงเรียนที่ไหน ถึงจะทำใจให้ลืมเขาได้สนิท… คงจะดีถ้าโรงเรียนมีวิชาแนะแนวที่ไม่ได้มุ่งแต่เส้นทางสู่มหาลัย แต่สอนการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ด้านจิตใจ ตอนนี้เราไม่ต้องวิ่งหาคำตอบให้กับชีวิตเพียงลำพังอีกต่อไป หากได้รู้จักกับ ‘The School of Life’ องค์กรระดับโลกที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 2008 ซึ่งให้บริการด้วยความเชื่อว่า “ชีวิตเราจะไม่สามารถถูกเติมเต็มได้ ถ้าไม่รู้จักตัวเองให้ดีพอ”

โรงเรียนชีวิตแห่งนี้สอนให้ผู้คนเข้าใจตัวเองมากขึ้น ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ ไกด์ไลน์ชีวิตการทำงาน รู้จักการเข้าสังคม รวมถึงค้นพบความสงบในจิตใจ และบาลานซ์ความสุขในชีวิตได้ดีขึ้น ผ่านคอมมูนิตี้ที่อบอุ่นและพร้อมสนับสนุนทุกคนที่เข้ามา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีสอนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไหน

โดยมีบริการหลากหลายที่จัดให้เหมาะกับแต่ละคน เพียงก้าวเข้ามาในร้านแล้วระบายความในใจ พนักงานก็จะช่วยแนะนำหนังสือดีๆ หรือการ์ดเกมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปความฉลาดทางอารมณ์สำหรับที่ทำงาน ไปจนถึงให้คำปรึกษาโดยนักจิตบำบัดในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่ต่างจากไปคาเฟ่หรือเข้าร้านตัดผม

The School of Life มีสาขาใน 11 เมือง ทั้งฝั่งยุโรป ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ เช่น ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม เบอร์ลิน เมลเบิร์น รวมทั้งฝั่งเอเชียอย่าง โซล และไทเป แถมยังมีช็อปออนไลน์และบล็อกบทความให้เข้าไปอ่านกันได้ฟรีๆ บนเว็บไซต์ www.theschooloflife.com

03 | Live & Learn : คลายปมปัญหาหัวใจคนยุคนี้

เนื้อหาของ The School of Life โฟกัสไปที่ 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การรู้จักตัวเอง (Self-Knowledge) ความสัมพันธ์ (Relationship) การทำงาน (Work) ความสงบในจิตใจ (Calm) การเข้าสังคม (Sociability) การพักผ่อนและวัฒนธรรม (Leisure & Culture) 

เราจึงอยากแนะนำวิดีโอที่น่าจะตรงใจหลายคนในช่วงเวลาที่ต่างไป ถ้าถูกใจหัวข้อไหนก็ไปติดตามกันต่อได้ในช่องยูทูบของ The School of Life กันเลย !

Lesson 1 : When You Feel Stuck in a Relationship

เมื่อรู้สึกว่ารักเดินทางมาถึงทางตัน หรือกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แย่ๆ แต่ความผูกพันมันฉุดรั้งเราไว้ ทำให้ต้องคิดเวียนวนว่าจะทนหรือจะเท แถมยังลังเลว่าควรจะพูดมันออกไปดีไหม ?  ซึ่งการที่เราติดอยู่ในสภาวะน่าอึดอัดนี้ มีเหตุผลของมันอยู่ก็คือ “เราไม่กล้าพอที่จะเปิดบทสนทนาที่แสนลำบากใจนี้ และไม่ยอมตัดใจเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า”

สาเหตุของเรื่องนี้เป็นเพราะเราขาดความมั่นใจ เราอาจเคยเป็นเด็กดีที่กลัวพ่อแม่จะโกรธ หรือกังวลเกี่ยวกับความรู้สึกของคนอื่นมากเกินไป เรามักตั้งคำถามว่ามันแฟร์กับคนอื่นไหมที่จะทำตามหัวใจตัวเอง และคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์พูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

เราต่างกลัวการเดินออกจากความสัมพันธ์ เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่า หนทางข้างหน้าจะดีกว่าไหม และเฝ้าถามตัวเองว่าเขาจะรักษาใจได้ไหม เพื่อนๆ จะคิดเห็นว่าอย่างไร แล้วครอบครัวจะรับได้หรือเปล่า ซึ่งท้ายที่สุดทุกคนจะรับมือกับมันได้ และความจริงที่จี๊ดใจก็คือมีใครบ้างนะที่รู้สึกแคร์จริงๆ

การเริ่มต้นที่จะเลิกยึดติดความสัมพันธ์นี้คือ เราต้องยอมรับก่อนว่า การมีความสัมพันธ์มันไม่จำเป็นต้องเจ็บปวด และทำใจยอบรับความจริงซะเถอะ แม้ว่ามันจะมืดหม่นมากก็ตาม เพราะสิ่งที่เรากลัวมันได้เกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกโดดเดี่ยวจะไม่แย่ไปกว่านี้เมื่อเราเดินจากไป แล้วมันจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอนเพื่อจบเรื่องนี้ เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เราไม่เคยคิด เพื่อบอกให้โลกรู้ถึงสิ่งที่เราต้องการ และต้องกล้าที่จะเชื่อว่าสักวันเราจะได้รับสิ่งที่คู่ควร

Lesson 2 : Why You Don’t Need to Be Exceptional

นึกย้อนไปในวัยเด็กเราคงเคยถูกถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร ? ซึ่งเป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ทุกคนบอกให้เราเป็นคนที่พิเศษ และมองว่าการเป็นคนธรรมดาสามัญเป็นเรื่องที่ไม่น่าภาคภูมิใจ บางคนอาจเติบโตมาท่ามกลางความรู้สึกกดดัน หรือบางคนอาจจะพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีหรือเป็น ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์หรือไม่ก็ตาม

พ่อแม่บางคนต้องการให้เราโดดเด่นกว่าเด็กๆ คนอื่น ไม่ว่าจะด้วยสติปัญญา หน้าตา หรือการได้รับความนิยม นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ต้องต่อสู้กับความหดหู่ รู้สึกโกรธแค้นกับวิถีชีวิตของตัวเอง หรือทนทุกข์ทรมานจากคู่ครอง และหน้าที่ของเด็กที่ไม่มีทางเลือกก็คือ ทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น

คนส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองมีนั้นดีพอแล้ว และดูถูกตัวเองว่าเป็น ‘คนล้มเหลว’ ในโลกใบนี้แบ่งคนออกเป็นสองประเภทคือ ผู้มีสิทธิ์เลือกที่จะเป็นคนธรรมดา และผู้ที่ถูกบังคับให้ต้องโดดเด่น ในโรงเรียนเราเรียนหนักไปเพื่อสอบให้ได้ที่หนึ่ง แม้เมื่อโตขึ้นเราจะไม่ได้รู้สึกเป็นคนพิเศษอะไร แต่น้อยคนนักที่ใช้ชีวิตโดยไม่ได้รับแรงกดดัน

ในภาพยนตร์ โฆษณา หรือแม้แต่ภาพถ่ายในโซเชียล มักนำเสนอภาพของ รถสปอร์ต ทริปพักร้อนสุดหรู เที่ยวบินแบบเฟิร์สคลาส ชื่อเสียงเงินทอง หรือคนที่อยู่ในสปอตไลท์ สิ่งที่น่าหลงใหลเหล่านี้ล้วนดูเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่ผลที่ตามมาคือแนวคิดที่ปลูกฝังว่า ชีวิตของเราช่างไร้ค่าเมื่อเทียบกับคนอื่น

เราคิดว่าชีวิตที่เงียบสงบเป็นสิ่งที่คนล้มเหลวเท่านั้นจะแสวงหา แต่บางทีความสำเร็จอาจเป็นอะไรก็ได้ที่เราสามารถชื่นชมหรือพึงพอใจ โดยปราศจากความรู้สึกเกลียดตัวเอง วันหนึ่งเราอาจค้นพบว่าตัวเองอยู่เหนือความคาดหมายของคนอื่น ความหรูหราที่แท้จริงอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าความเรียบง่าย มิตรภาพที่แสนเปราะบาง ความสร้างสรรค์ที่ปราศจากผู้ชม หรือความรักที่ไม่คาดหวังหรือสิ้นหวังจนเกินไป

Facebook Comments
Benz
Social Addict ที่สนใจสไตล์จากตัวตนมากกว่าแฟชั่นตามกระแส อินสไปเรชั่นส่วนใหญ่ได้จากหนัง เพลง และงานศิลปะ ชอบชีวิตในเมืองพอๆกับเที่ยวธรรมชาติ