NEWS

The Journey of Yading ออกเดินทางตามหาแชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ‘คุนหมิง-ลี่เจียง-แชงกรีล่า-ย่าติง’

แชงกรีล่าดินแดนอันบริสุทธิ์ที่ได้รับสมญานามว่า ‘ชัมบาลา’ หรือสรวงสวรรค์ตามความเชื่อของชาวทิเบต ที่ซึ่งไม่อาจหาคำตอบได้ว่ามีอยู่จริง หรือเป็นเพียงแดนสวรรค์ในอุดมคติ แม้แต่ที่ตั้งของแชงกรีล่าจริงๆ คือที่ไหน ก็ยังคงเป็นเพียงสมมติฐานในบันทึกประวัติศาสตร์ของจีน

ย่าติงที่ถูกขนานนามว่าเป็นแชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ภูเขาหิมะในฉากหลังของผืนป่าที่พร้อมใจกันเปลี่ยนเป็นสีส้มและแดง กำลังรอให้เราออกไปพิสูจน์ หากคุณติดตามอ่านเรื่องราวจนจบ ก็คงมีชัมบาลาในใจที่จะให้คำนิยามกับการเดินทางครั้งนี้

ก่อนออกเดินทาง เราได้ยินคนพูดมาตลอดว่า ‘ประเทศจีน’ คือที่สุดของที่สุด !  ทั้งอาหาร ห้องน้ำ การสื่อสาร แต่เราก็ยังประกาศกร้าวในใจว่า “จะสักเท่าไหร่กันเชียว” ตอบตกลงเพื่อนๆ พี่ๆ กดจองตั๋วข้ามปี ร่วมชะตากรรมไปตามหาแชงกรีล่าแห่งสุดท้ายกับเส้นทาง ‘คุนหมิง-ลี่เจียง-แชงกรีล่า-ย่าติง’

“ประเทศจีนที่เขาว่าโหด จะรู้ได้ไงถ้าไม่ลองไปเองสักตั้ง”

| คืนแรก บนรถไฟ ‘คุนหมิง – ลี่เจียง’

วันแรกของการเดินทาง แพลนของเราเริ่มต้นที่คุนหมิง แล้วแวะพักตามเมืองต่างๆ ที่ค่อยๆ ไต่ระดับความสูงจาก 3,000 ไปจนถึง 4,700 เมตร เหนือระดับน้ำทะล เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวกับภาวะออกซิเจนน้อย และพกยาแก้แพ้ที่สูงไว้ตลอดทริป ป้องกันอาการ High Altitude Sickness ที่อาจทำให้ปวดหัว หน้ามืด ไปจนถึงขั้นรุนแรง

หลังจากรื้อฟื้นสกิลภาษาจีนแบบงูๆ ปลาๆ ที่ได้มาตอนมัธยมปลายอยู่นาน เพราะคนที่นี่แทบไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษกันเลย เราก็ต้องไปแลกตั๋วรถไฟ ‘คุนหมิง – ลี่เจียง’ แล้วจึงฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่สถานีรถไฟ ก่อนจะไปเดินหาอะไรใส่ท้อง มื้อแรกของเราประเดิมด้วยบะหมี่วิญญานไก่ที่ภาพไม่ตรงปก อาหารการกินของมณฑลเสฉวน ค่อนข้างมันและใส่หม่าล่าแทบทุกอย่าง พวกเราจึงแอบพกน้ำจิ้มสุกี้จากที่ไทยมาด้วย

ช่วงบ่ายเรายังมีเวลาเหลือ จึงนั่งสามล้อไปเดินเล่นที่ “จัตุรัสประตูม้าทอง” ลานกว้างใจกลางเมืองที่มีซุ้มประตูใหญ่ตั้งอยู่โดดเด่น รายล้อมไปด้วยตึกสูง รอบๆ มีร้านอาหาร มีตรอกคนเดินซึ่งมีร้านน้ำชา และร้านขายของที่ระลึกซ่อนตัวอยู่ เราเดินเล่นแถวจัตุรัสจนถึงประมาณทุ่มก็กลับมาที่สถานีทันเวลารถไฟออกพอดี ซึ่งกว่าจะถึงลี่เจียงก็ใช้เวลาอีกประมาณ 8 ชั่วโมง

“พวกเรา 4 คน อัดเป็นปลากระป๋อง ในตู้นอนอันคับแคบที่มีเตียงสองชั้นบนรถไฟสาย ‘คุนหมิง-ลี่เจียง’ เพื่อนร่วมทางอีก 4 คนห้องถัดจากเรา ก็น่าจะสภาพไม่ต่างกัน”

| หนาวสะท้าน บนภูเขาหิมะ ‘มังกรหยก’

รถไฟเทียบชานชาลาลี่เจียงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เรามองหารถเหมาเพื่อไปลุย ‘ภูเขาหิมะมังกรหยก’ ตามแพลนวันนี้ และตกลงเหมารถลุงชื่อ ‘อามู่’ ซึ่งเป็นมิตรจนชวนตะหงิดใจ อามู่พาเราไปซื้อออกซิเจนกระป๋องกันเสร็จสรรพ จนเพิ่งมารู้ทีหลังว่าลุงแอบบวกค่านายหน้าไปหลายพันเลยโว้ย !

จุดชมวิวบนยอดภูเขาหิมะมังกรหยกนี้ สูงถึง 3,356 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเล 4,506 เมตร ท่ามกลางความหนาวสะท้านที่อุณหภูมิ – 5  อีกทั้งความกดอากาศและออกซิเจนที่บางเบา การเดินเร็วเกินไปก็อาจทำให้วูบได้ ออกซิเจนกระป๋องจึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมาก

เสียงสูดออกซิเจนกระป๋องดังเป็นระยะๆ ขณะที่กระเช้าถูกดึงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อนบางคนเริ่มนั่งไม่ติดด้วยอาการเสียวไส้ เมื่อมองลงไปไม่เห็นปลายสายเคเบิล

“สัมผัสหิมะครั้งแรก บนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ตัดกับท้องฟ้าสีคราม และปุยเมฆที่ลอยผ่าน เหมือนอยู่ในสวรรค์ไม่มีผิด”

ในอุทยานภูเขาหิมะมังกรนี้ ยังมีธารน้ำตกที่ลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ ชื่อ ‘หลานเยว่กู่’ ถ้าเดินตามทางเดินเลียบทะเลสาบมาเรื่อยๆ ก็จะเจอทะเลสาบสีฟ้าสดใส สมดังชื่อ ‘Blue Moon Valley’ ตัดกับสีของต้นไม้ที่เพิ่งผลัดใบก่อนเข้าฤดูหนาว

| หลงใหลในวันวาน “เมืองเก่าลี่เจียง”

กลับจากภูเขาหิมะมังกรหยก อามู่มาส่งเราที่ย่านเมืองเก่าลี่เจียง เราเดินเท้าต่อมาถึง ’26th Courtyard Hotel’ ที่พักของเราในคืนนี้ ซึ่งแฝงตัวอยู่ในย่านเมืองเก่า บรรยากาศน่ารักสไตล์โคซี่ โครงสร้างเป็นไม้เนื้ออ่อน ต่อเสาไม้กับคานแบบโบราณ มีระแนงไม้เปิดรับแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ พนักงานต้อนรับเราด้วยชาร้อนในถ้วยใบจิ๋ว

“ลี่เจียงเป็นเมืองมรดกโลก มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี ได้รับการขนานนามว่า ‘เวนิสแห่งตะวันออก’ เพราะรอบเมืองมีคูน้ำใสสายเล็กๆ ไหลเย็นตลอดทางเดิน”

เราอ่านเจอในรีวิวแนะนำให้เดินตามทางน้ำไหล สุดท้ายพวกเราก็หลงกันอยู่ดี ที่นี่มีตรอกซอกซอยเยอะแยะไปหมด แต่ไม่ว่าจะโผล่มุมไหนก็เจอบ้านโบราณสวยๆ ที่มีหลังคาแบบจีนดั้งเดิม ประดับต้นไม้ ดอกไม้ หรือโคมไฟสีแดง บางหลังมองเข้าไปเห็นคอร์ทยาร์ดเล็กๆ เปิดเป็นคาเฟ่ หรือโรงแรมบูทีคเก๋ๆ หากเดินเล่นเมืองเก่าลี่เจียงยามค่ำคืน ทั้งเมืองจะเปิดไฟหลากสีได้อีกบรรยากาศ

| “แชงกรีล่า” ในความทรงจำ

เช้าวันต่อมาเรารีบจองตั๋วรถบัสเพื่อเดินทางจากลี่เจียงไป ‘แชงกรีล่า’ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง แชงกรีล่าเดิมมีชื่อว่า ‘จงเตี้ยน’ เป็นเมืองที่ผสมผสานความเป็นทิเบตและจีนเข้าด้วยกัน เพราะเป็นเขตรอยต่อระหว่างทิเบต ยูนนาน และเสฉวน เราจึงเห็นคนท้องถิ่นเดินหมุนกงล้อขอพร และติดธงมนต์ 5 สีไว้ทั่วเมือง

“หมู่บ้านตู๋เค่อจง หรือเมืองเก่าแชงกรีล่า สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ถัง มีอายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี เมื่อต้นปี 2014 ที่นี่ถูกไฟไหม้ไปเกือบครึ่งเมือง แต่ก็กำลังเร่งสร้างบ้านเรือนขึ้นมาใหม่ บรรยากาศจึงเงียบเหงาลงไปมาก”

มาที่นี่แล้วจะไม่ลองชิมเนื้อจามรีก็คงถือว่ามาไม่ถึง เราเลยจัดเนื้อจามรีหม้อไฟ ที่ขอยกให้เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดตั้งแต่มาจีน แถมยังได้ลองจามรีปิ้งเสียบไม้โรยหม่าล่า ที่บอกเลยว่าเด็ดและเผ็ดจนลิ้นชา รวมถึงโยเกิร์ตจามรีที่รสชาติแปลกๆ ดี หน้าวัดต้าฝอก็มีเจ้าจามรีขนปุยถูกจับแต่งตัวให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูป เห็นแล้วก็นึกถึงจามรีที่เราเพิ่งกินไป

คืนนี้เราพักกันที่ ‘Yi’s Hostel’ ในเมืองเก่าแชงกรีล่า ใกล้กับวัดชื่อ ‘วัดต้าฝอ’ ที่อยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ด้านบนมีกงล้อมนตราขนาดยักษ์ที่ต้องใช้แรงสิบถึงยี่สิบคนช่วยกันหมุน โฮสเทลเล็กๆ แสนอบอุ่นสไตล์ทิเบตนี้ คนรักแมวจะต้องเลิฟเพราะที่นี่เลี้ยงแมวไว้เป็นสิบตัว เราดีใจสุดๆ ที่เจอคนดูแลเป็นคนจีนคนเดียวในทริปที่พูดอังกฤษคล่อง แถมยังใจดีช่วยเหลือเราตลอดการมาพักที่นี่

| เส้นทางแสนทรหด

วันรุ่งขึ้นเราติดต่อรถเหมามาได้ในราคาถูกมากๆ โดยคำแนะนำจากเพื่อนที่เพิ่งมาเที่ยวเมื่อไม่กี่เดือนก่อน รถแวนสองคันมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เราตั้งตารอ ‘อุทยานย่าติง’ ขึ้นเขาลงห้วยมาแล้วไม่รู้กี่ลูก

สภาพถนนบางช่วงซ่อมอยู่ บางช่วงเป็นลูกรัง ส่วนเส้นทางก็โหดสุดๆ เพราะหันซ้ายก็เหว หันขวาก็เป็นหน้าผา ต้องลุ้นว่าหินจะกลิ้งลงมาทับรถเมื่อไหร่ แต่วิวระหว่างทางสวยมาก เรียกว่าเป็นโร้ดทริปในฝันเลยล่ะ ฝันหวานกันได้ไม่นานก็ต้องฝันสลาย เมื่อคนขับจอดรถให้เราลงไปถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

“จู่ๆ ก็มีแก๊งผู้ชายคนจีนใส่แจ็กเก็ตดำ เดินมาบอกว่า รถคันนี้ไปส่งไม่ได้แล้วนะ ว้อท ! นั่งมาดีๆ โดนทิ้งกลางทางเฉย เคลียร์กันไม่รู้เรื่อง เดาว่าคงเป็นรถเถื่อนที่คราวที่แล้ว รอดไปส่งเพื่อนถึงย่าติงโดยสวัสดิภาพ แต่ครั้งนี้หวยดันมาออกที่เราซะงั้น !”

บังเอิ๊น !  มีรถบัสมาจอดรอเราอยู่แล้วเหมือนนัดกันไว้ พวกเราไม่มีทางเลือกจึงต้องขนกระเป๋าทั้งหมดขึ้นบัส ทำใจกับความลำบากลำบนกับการนั่งรถ 9 ชั่วโมง ส่วนห้องน้ำระหว่างทางก็อย่างที่รู้กันว่าไม่มีประตู !  และจัดเต็มทั้งภาพและกลิ่นจนพวกเราให้ฉายาห้องน้ำที่นี่ว่า “ส้วมสแปลช”

| โรงแรมหลอน

กว่าบัสจะเดินทางมาถึงเมืองเต้าเฉิงก็บ่ายมากแล้ว ก่อนมาเราจองที่พักออนไลน์ภายในอุทยานย่าติงไว้เรียบร้อย จึงต้องรีบเหมารถไปส่งหน้าอุทยาน ความพีคยังไม่จบ เมื่อเราเพิ่งรู้ว่าต้องซื้อตั๋วเข้าอุทยานก่อน 5 โมงเย็น บอกพี่คนขับว่าจะไม่ทันแล้ว พี่แกก็ซิ่งรถให้แบบไม่กลัวตาย แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน

พวกเราจึงหาที่พักหน้าอุทยานแทน แล้วค่อยเข้าอุทยานในวันพรุ่งนี้เช้า ด้วยความงกบวกกับเป็นช่วงไฮซีซั่น เลยเลือกที่พักที่ถูกที่สุด ตัวโรงแรมเป็นตึกเก่ามอซอ บรรยากาศเงียบเชียบ แต่พวกเรามากันตั้ง 8 คนเลยทำใจดีสู้เสือ น้ำไม่อาบรีบเข้านอนก่อนจะดึกไปกว่านี้

“เกือบจะได้นอนแล้ว เ-ือกตาดีหันไปเห็นก้านธูปปักอยู่ในห้องใกล้ๆ ประตู ชวนให้คิดเรื่องเมื่อคืนที่เพื่อนร่วมทริปห้องตรงข้าม ละเมอเป็นภาษาจีนทั้งที่พูดจีนไม่ได้ แล้วชี้นิ้วไปในความมืดพร้อมกับโวยวายว่า ลื้อๆๆ”

เราเข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม คุมโปงพยายามไม่จินตนาการ แต่คืนนั้นทั้งคืนได้ยินเสียงกุกกัก ปึ้งปั้งตลอดเวลา ตามด้วยเสียงหนูจิ๊ดๆ ซึ่งเราว่าคงไม่ใช่ผีแล้วล่ะ น่าจะเป็นเพราะตึกเก่ามากจนเศษปูนมันร่วงลงมา จากกลัวผีกลายเป็นกลัวหนูจะวิ่งลงมาจากฝ้า หรือเพดานทั้งแผงหล่นลงมาทับเสียมากกว่า

| “ย่าติง” ของจริงไม่ติงนัง

เส้นทางเทร็คกิ้งที่ย่าติงมีด้วยกันสองรูท รูทยาวที่เราจะเดินกันเริ่มต้นที่ทุ่งลั่วหลง ไปยังทะเลสาบน้ำนมและทะเลสาบห้าสี ระยะทางไป – กลับ ประมาณ 10 กิโลเมตร โดย 3 กิโลเมตรแรก จะเป็นเส้นทางราบไม่ชันมาก ส่วนช่วง 2 กิโลเมตรหลัง จะเป็นทางชันต่อเนื่อง และช่วง 300 เมตรสุดท้าย เป็นทางขึ้นไปยังทะเลสาบห้าสีที่ชันสุดๆ ปกติรูทนี้จะใช้เวลาเดินขึ้นประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง ส่วนขาลงประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง

สำหรับรูทสั้นจะเดินง่ายกว่า เป็นเส้นทางไปทะเลสาบไข่มุก โดยมีจุดเริ่มต้นจากทุ่งหญ้าชงกู่ ระยะทางไป-กลับ ประมาณ 3 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินขึ้นประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง และเดินลงประมาณ 45 นาที

พวกเราตกลงกันว่าจะเดินรูทยาว จึงนั่งรถกอล์ฟมาลงที่ทุ่งลั่วหลงตอนประมาณ 10 โมง เดินผ่านทุ่งหญ้าเตี้ยๆ สีทอง กับสายน้ำสีเขียวมรกตที่ไหลเอื่อยๆ ตัดกับภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะสีขาวรอเราอยู่เบื้องหน้า

การเผชิญกับความหนาวอีกทั้งออกซิเจนที่เบาบาง ที่ความสูงบนจุดสูงสุดกว่า 4,700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมทั้งสภาพร่างกาย และพกออกซิเจนกระป๋องไว้ติดตัว รวมถึงหอบหิ้วเสบียงเท่าที่จำเป็น น้ำเปล่า และช็อคโกแลตไว้เพิ่มพลังงาน

ถึงเส้นทางเดินจะไม่โหดเท่าขึ้นดอยที่ไทย แต่ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลหลายพันเมตร และอากาศที่เบาบางจึงทำให้ร่างกายเหนื่อยง่าย หัวใจจะทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดและออกซิเจนมากกว่าปกติ เพียงการก้าวไม่กี่ก้าวก็ทำให้หัวใจเต้นรัวและแรง จนต้องหยุดพักตลอดทาง เส้นทางยังอีกยาวไกล ใครคิดว่าเดินไม่ไหวก็มีบริการขี่ลา คนละ 300 หยวน

แม้จะเหนื่อยแต่วิวสองข้างทางก็สวยสุดๆ การชื่นชมธรรมชาติระหว่างทาง ทำให้เราเพลิดเพลินเดินชิลล์ไปได้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนตุลาคม จะเป็นฤดูกาลแห่งใบไม้เปลี่ยนสี สีสันของต้นไม้จะสวยจนลืมหายใจ น้ำตกที่ไหลซู่กลายเป็นแท่งน้ำแข็ง ผิวน้ำในทะเลสาบกลายเป็นแผ่นราบเรียบ ฝูงแพะภูเขาและกระรอกโผล่หน้าออกมาทักทาย

เมื่อก้าวผ่านบันไดเป็นพันขั้นถึงจุดที่มีธงสีธิเบตเยอะๆ จะเป็นทางแยกไปทะเลสาบน้ำนมกับทะเลสาบห้าสี ซึ่งเราเลือกที่จะไปทางชันก่อนเพราะไม่รู้ว่ามันมีทางที่ง่ายกว่านี้ !  ไต่บันไดขึ้นมายังไม่เห็นว่าปลายทางอยู่ตรงไหน จะกลับลำก็ไม่ได้ เพราะแค่เรามองลงไปก็ขาสั่น เรียกว่ากว่าจะขึ้นมาถึงยอดก็เล่นเอาหอบ

ผ่านไปพักใหญ่เราก็มองเห็นทะเลสาบน้ำนมอยู่ไกลๆ ขึ้นบันไดไปอีกไม่กี่ขั้นก็เป็นทะเลสาบห้าสีแล้ว เราถูกสีฟ้าของทะเลสาบสะกดสายตาอยู่นานหลายนาที ตามด้วยความรู้สึกคอมพลีทที่ในที่สุดก็มาถึงจนได้ บอกเลยว่า ฟินมาก !  เราถ่ายรูปกันจนเกือบ 4 โมงเย็น และต้องรีบกลับออกไปเพื่อให้ทันรถกอล์ฟรอบสุดท้ายตอน 6 โมงครึ่ง

เราเดินหันหลังให้ภูเขาหิมะที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราหลายพันเท่า แต่ก็ต้องหันกลับไปมองอยู่หลายครั้งเหมือนเป็นการร่ำลา และเพื่อจดจำภาพนั้นไว้ให้นานที่สุด

“จุดหมายปลายทางที่ฝันอาจแลกมาด้วยความยากลำบาก แต่ความสวยงามของมันก็เติมเต็มหัวใจที่เกือบจะถอดใจนี้ ให้กลับมาฟูขึ้นอีกครั้ง”

เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันก็อยากจะอาบน้ำอุ่น ล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆ ปรากฏว่าพอถึงโรงแรมที่เราจองไว้แพงที่สุด ไฟดับ !  แล้วไม่ได้ดับธรรมดา ดับทั้งอุทยาน !!  อย่างน้อยฟ้ามืดสนิทในคืนนี้ก็ทำให้เราเห็นดาวนับล้านชัดขึ้น แม้จะต้องทนนอนหนาวแบบไม่มีฮีทเตอร์ และอดอาบน้ำเป็นวันที่สอง คุยกับแก๊งเพื่อนร่วมทริปว่า ครั้งหน้าคงต้องจัดทริปทำบุญแล้วล่ะ

| บทส่งท้าย ในสมุดบันทึก

ในที่สุด บันทึกก็มาถึงหน้าสุดท้าย เราเดินทางย้อนกลับมาขึ้นเครื่องที่คุนหมิง เก็บตกสถานที่และเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาตลอด 7 วัน เข้าใจในสิ่งที่คนอื่นเคยพูดถึงประเทศจีนไว้ ซึ่งก็ “สมคำร่ำลือ” แต่สิ่งที่เราได้กลับไปนั้น หากไม่ได้มาสัมผัสเองก็คงไม่มีวันรู้

“ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ แต่ถ้าเราหัวเราะไปกับอุปสรรคที่เข้ามา เราก็จะค้นพบความงามที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภูเขาลูกใหญ่ นี่เองคงเป็นชัมบาลาตามนิยามของเรา”

Photo Credit :
Venuscharint Thanin
Janejira Russameemakin
Tassanee Russameemakin

 

 

Contributor

อังคณา นาคเกิด

Social Addict ที่สนใจสไตล์จากตัวตนมากกว่าแฟชั่นตามกระแส อินสไปเรชั่นส่วนใหญ่ได้จากหนัง เพลง และงานศิลปะ ชอบชีวิตในเมืองพอๆกับเที่ยวธรรมชาติ