นโยบายเซินเจิ้น เส้นทางแห่งการเป็นเมืองสีเขียว

เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ‘เซินเจิ้น’ พลิกบทบาทตัวเองครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดการสร้างมลพิษ รักษาสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน เพื่อสร้างเมืองให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมของโลกในอนาคต

อเมริกาเตรียมแบนฝ้ายจากจีน อ้างมาจากการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

เปิดฉากสงครามการค้าระหว่างประเทศครั้งใหม่ของสองประเทศยักษ์ใหญ่ ล่าสุดสหรัฐฯ เตรียมสั่งแบน “ฝ้าย” จากจีน โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมาย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียงของจีน ‘มณฑลซินเจียง’ คือบ้านเกิดของชาวอุยกูร์กว่าครึ่งหนึ่งในประเทศ ทั้งยังเป็นดินแดนผลิตฝ้ายรายใหญ่ที่ครองสัดส่วนร้อยละ 84 ของฝ้ายทั้งหมดในประเทศจีนด้วย โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งของกลุ่มแรงงานประเมินว่าร้อยละ 20 ของเสื้อผ้าที่นำเข้ามาในสหรัฐอเมริกามาจากภูมิภาคนี้ แต่ในช่วงปีหลังๆ จีนมักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติเกี่ยวกับการตั้งค่ายปรับทัศนคติ ที่มีการคาดเดาว่าภายในค่ายขนาดใหญ่อาจมีการควบคุมตัวชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ มากถึง 1 ล้านคน เพื่อบังคับใช้แรงงานแบบผิดกฎหมาย ทำให้ก่อนหน้านี้สหรัฐฯ เคยประกาศขึ้นบัญชีดำและใช้มาตรการคว่ำบาตรจีนมาแล้ว ซึ่งทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และประชาชนชาวอเมริกัน Ken Cuccinelli เจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) มีแนวคิดที่ตรงกันว่า “การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นภายใต้เงื้อมมือของรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน จะไม่ได้รับการยอมรับจากประธานาธิบดีทรัมป์และประชาชนชาวอเมริกัน โดยคำสั่งแบนนี้จะมีผลรวมไปถึงทุกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับฝ้ายของจีนด้วยไล่ไปตั้งแต่ เส้นใยฝ้าย ผ้าฝ้าย เครื่องนุ่งห่มที่ทำจากฝ้าย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่นำเข้าจากซินเจียง ในขณะที่จีนตอบโต้สหรัฐถึงเรื่องนี้ว่า ข่าวเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงไม่เป็นความจริง เพราะชาวอุยกูร์ในประเทศจีนทุกคนมีสิทธิเลือกอาชีพได้ด้วยตนเอง ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นข้อโต้แย้งระหว่างยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ  Sources :BBC | https://bbc.in/3lVsAADCNA | https://bit.ly/37O4ansBangkokbiznews | https://bit.ly/37I4vbj

จีนเจอวิกฤตเสื้อผ้าล้นประเทศ 26 ล้านตัน ผลจากการผลิตที่เน้นปริมาณมากเกินไป

รู้หรือไม่ ทุกๆ ปีจีนจะทิ้งเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วกว่า 26 ล้านตัน และมีเพียงแค่ 1% ของเสื้อผ้าเหล่านั้นที่ถูกนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล

จีนออกมาตรการ ‘ปฏิบัติการณ์จานเปล่า’ สั่งแค่พอกินแก้ปัญหาอาหารเหลือทิ้ง

การกินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวจีน และมักจะนั่งล้อมวงมีอาหารวางเสิร์ฟแบบฟูลออปชัน วัฒนธรรมชาวจีนถือว่าการกินอาหารเป็นการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง การสั่งอาหารขึ้นโต๊ะจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอดีตสังคมจีนมีวิถีการกิน ‘แค่พออิ่ม’ แต่เมื่อเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากชาวจีนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นก็เปลี่ยนมากินแบบ ‘อิ่มหมีพลีมัน’

จากโบสถ์เก่าถูกทิ้งร้าง สู่การเป็นที่พำนักของบทกวีนับพันเล่ม

‘Wutopia Lab’ บริษัทสถาปัตยกรรมระดับโลกจากจีน ได้ปรับปรุงสถานที่ประวัติศาสตร์อย่าง ‘โบสถ์เซนต์นิโคลัส’ ในมหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ให้กลายเป็น ‘Sinan Books Poetry Store’ ร้านขายหนังสือบทกวีกว่า 1,880 เล่มในภาษาต่าง ๆ ทั้งยังออกแบบมาเพื่อให้ที่แห่งนี้เป็นร้านขายบทกวีที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้อีกด้วย ‘โบสถ์เซนต์นิโคลัส’ ในเซี่ยงไฮ้ คืออดีตคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1932 เป็นโบสถ์ที่ผู้ลี้ภัยชาวรัสเซียในเซี่ยงไฮ้ที่หลบหนีจากการปฏิวัติรัสเซียช่วงปี ค.ศ.1917 ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา จนเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองในจีนทำให้ชาวยุปโรปเดินทางออกไป ที่แห่งนี้จึงถูกดัดแปลงเป็นโรงงานเครื่องซักผ้า คลังสินค้า โรงอาหาร สำนักงาน ที่อยู่อาศัยและสโมสร ครั้งหนึ่งยังเคยเป็นที่ตั้งของร้านอาหารฝรั่งเศส และบาร์ทาปาสของสเปน จากนั้นก็ถูกปล่อยร้างเรื่อยมา ‘Yu Ting’ หัวหน้าทีมออกแบบของ Wutopia Lab กล่าวว่า “แม้ภายนอกโบสถ์หลังนี้จะมีสภาพทรุดโทรม แต่หลังจากที่สำรวจอย่างจริงจัง ก็ได้เห็นร่องรอยประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างที่มีมาตั้งแต่เริ่มต้น ดังนั้นเราจึงพยายามที่จะรวบรวมการดีไซน์แบบเก่าที่มีอยู่แล้วเข้าไปกับการตกแต่งแบบใหม่ที่ทันสมัย เพื่อให้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้อย่างลงตัว” สำหรับการปรับปรุงโบสถ์ เนื่องด้วยเป็นอาคารมรดก จึงต้องได้รับอนุญาตจากศูนย์คุ้มครองอาคารประวัติศาสตร์เซี่ยงไฮ้ นั่นหมายความว่าจะไม่มีการดัดแปลงใดๆ กับตัวอาคารภายนอกของโบสถ์ ส่วนใหญ่จะเน้นที่การตกแต่งภายในเป็นหลัก และเมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว การเปลี่ยนโบสถ์ร้างให้กลายเป็นร้านหนังสือบทกวีก็เริ่มขึ้น ร้านหนังสือเหล็กใช้เหล็กทั้งหมด 45 […]

‘Lollipop Ideal Garden’ โรงเรียนอนุบาลในฝัน

‘Lollipop Ideal Garden’ โรงเรียนอนุบาล ในประเทศจีนที่สร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่แตกต่าง แต่สร้างมาเพื่อเติมเต็มจินตนาการและการเรียนรู้รอบด้านอย่างไร้ขีดจำกัด ให้เด็กๆ ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่ามากที่สุด

The Last Emperor “เรื่องราวไร้กาลเวลาของจักพรรดิจีนองค์สุดท้าย”

จอห์นสตันพระอาจารย์ชาวอังกฤษ : “ถ้าเราไม่สามารถพูดสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้ เราก็ไม่มีทางทำในสิ่งที่เราพูดไว้ได้ และสุภาพบุรุษควรทำในสิ่งที่พูดไว้เสมอ” พระจักรพรรดิผู่อี๋ : “เราไม่ใช่สุภาพบุรุษเพราะเราพูดในสิ่งที่เราตั้งใจไว้ไม่ได้ พวกเขาให้เราพูดตามที่บอก” หนึ่งในบทสนทนาสุดสะเทือนใจที่ผ่านมาแล้วกว่า 32 ปี กับเรื่องราวของของจักพรรดิจีนองค์สุดท้ายที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง ‘The Last Emperor’ หรือชื่อไทยที่ว่า ‘จักรพรรดิโลกไม่ลืม’ แต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าไรประวัติศาสตร์ก็ยังคงชัดเจน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างปรากฏการณ์กวาดรางวัลออสการ์ในทุกสาขาที่ส่งเข้าชิงถึง 9 รางวัลเลยทีเดียว โดยเรื่องราวของ The Last Emperor ได้นำพาคนทั้งโลกเข้าสู่พื้นที่ใจกลางกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของสาธารณรัฐประเทศจีนอย่าง พระราชวังต้องห้าม เพื่อติดตามชีวิตของเจ้าชายผู่อี๋ (ปูยี) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของแผ่นดินจีน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าสลับล้อกันไประหว่าง 2 ช่วงเวลา คือเปิดเรื่องด้วยเจ้าชายผู่อี๋ ซึ่งอยู่ในฐานะอาชญากรสงครามโลกที่ต้องเข้ารับการตัดสินโทษ เช่นคนธรรมดาในเรือนจำของรัฐ และอีกช่วงเวลาคือตั้งแต่เจ้าชายผู่อี๋ในวัย 3 ขวบถูกพรากจากครอบครัวมาเข้ารับตำแหน่งจักรพรรดิจีน โดยก่อนพระนางฉือซี (ซูสีไทเฮา) สวรรคตได้ระบุให้เหลนของพระองค์คือเจ้าชายผู่อี๋ เข้ารับราชสมบัติต่อในนามของจักรพรรดิซวนถ่ง เรื่องราวยังคงเดินทางผ่านกาลเวลามาเรื่อยๆ เจ้าชายผู่อี๋เติบโตขึ้นราวกับต้นไม้ที่ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาอย่างผิดรูปผิดรอย ในพระราชวังต้องห้ามดั่งกระถางที่เข้มงวดในจารีตประเพณี โดยไม่เคยได้ออกไปเห็นโลกภายนอก ซึ่งความสะเทือนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นประมุขของประเทศแต่ก็ขาดสิทธิ์แทบทุกอย่างภายใต้กฎมณเฑียรบาลของกษัตริย์ แม้แต่สิทธิ์ในการอยู่กับพ่อแม่ที่แท้จริงก็ตาม ซึ่งจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เขาเองไม่มีโอกาสเลือกเช่นกัน เพราะทั้งหมดล้วนแล้วมีคนขีดเส้นวางชีวิตทุกอย่างไว้ ซึ่งมันได้สะท้อนผ่านการเติบโตของเจ้าชายผู่อี๋ในแต่ละช่วงวัย ทั้งช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อด้านอารมณ์จากวัยเด็กสู่วัยหนุ่ม หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองโลกและการเมืองจีนด้วย […]

The Journey of Yading ออกเดินทางตามหาแชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ‘คุนหมิง-ลี่เจียง-แชงกรีล่า-ย่าติง’

ย่าติงที่ถูกขนานนามว่าเป็นแชงกรีล่าแห่งสุดท้าย ภูเขาหิมะในฉากหลังของผืนป่าที่พร้อมใจกันเปลี่ยนเป็นสีส้มและแดง กำลังรอให้เราออกไปพิสูจน์ หากติดตามอ่านเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้จบแล้ว จะนิยามว่าอย่างไรทุกคนคงมีชัมบาลาในใจสำหรับตัวเอง

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.