CITY

‘ThaiWater’ แอปฯ รวมข้อมูลน้ำไทย ที่อยากให้ทุกคนพยากรณ์น้ำมาใช้ประโยชน์กับตัวเอง

  • คนกรุงเทพฯ ใช้น้ำปริมาณ 200 ลิตร/วัน ในขณะบางคนใช้แค่ 30 ลิตร/วัน หรือประมาณกดชักโครก 3 ทีเท่ากับคนต่างจังหวัดใช้อาบน้ำได้ทั้งวัน
  • ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนหลัก อย่างลุ่มเเม่น้ำเจ้าพระยาเหลืออยู่ 10% หรือประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ความจริงเเล้วควรจะมีถึง 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตรถึงจะเพียงพอ
  • ทุกวันนี้ต้องปล่อยน้ำจากเหนือลงมาสู่กรุงเทพฯ ให้คนเมืองได้ใช้โดยตรง ในขณะที่จังหวัดอื่นต้องวางแผนการใช้น้ำเพราะมีอยู่จำกัด

‘น้ำ’
ขาดเเคลน หรือ เหลือใช้

ปัจจุบันคนอาจจะคิดว่า ‘น้ำ’ ไม่น่าจะอยู่ในภาวะขาดเเคลน เพราะทุกวันนี้ในเมืองยังมีน้ำให้กินให้ใช้อยู่ไม่ขาดสาย แต่หากมองให้กว้างขึ้นจะพบว่านอกเมืองในบางพื้นที่แทบไม่มีน้ำใช้เลย เนื่องจากภาวะภัยเเล้ง รวมถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปไม่ตรงตามฤดูกาล ทำให้แต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบและต้องรับมือกับสถานการณ์น้ำที่น้อยลงทุกที

ชวนทุกคนเข้าใจสถานการณ์น้ำด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน ‘ThaiWater’ คลังข้อมูล ‘น้ำ’ ทั้งหมดของไทยที่รวบรวมกว่า 45 หน่วยงานรัฐบาล พร้อมเปิดข้อมูลและวิเคราะห์ได้ในสมาร์ทโฟนและเว็บไซต์ โดยเราจะมาพูดคุยกับ ‘ผศ.ดร.สุทัศน์ วีสกุล’ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ที่จะมาวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในไทย ว่าต่อไปข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ?

| รวม(ข้อมูล)กันเราอยู่ แยกกันอยู่อาจจะลำบาก

ที่มาของแอปฯ ‘ThaiWater’ น่าสนใจตรงที่เป็นคลังรวบรวมข้อมูลน้ำเเห่งชาติ ที่เปิดให้บริการสาธารณะโดยไม่ต้องเสียเงินเลยเเม้เเต่บาทเดียว โดยไอเดียนี้เริ่มมาจากปี พ.ศ. 2538 เกิดวิกฤตน้ำท่วมที่ภาคกลาง ตอนนั้นรัชกาลที่ 9 กำลังหาทางเเก้ไขน้ำท่วม จึงค้นพบว่าข้อมูลที่มีอยู่ขณะนั้นใช้งานยาก เพราะถูกแยกออกจากกันของแต่ละหน่วยงาน ท่านจึงมีความคิดว่า ควรนำข้อมูลทั้งหมดมารวมไว้ที่เดียว เพื่อสะดวกในการศึกษาและวิเคราะห์เห็นภาพรวมได้ง่ายขึ้น 

หลังจากนั้นจึงได้ก่อตั้ง ‘โครงการระบบเครือข่ายเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำ’ ซึ่งรวบรวมข้อมูลน้ำจากหน่วยงานหลักของไทย เช่น กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเเห่งประเทศไทยและกรมอุตุนิยมวิทยา และต่อมาก็พัฒนาเป็น ‘สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ’ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ที่ปัจจุบันรวมข้อมูลน้ำทั้งหมดของประเทศไทยกว่า 40 หน่วยงานมาไว้ในแอปพลิเคชัน ThaiWater ในสมาร์ทโฟน รวมถึงเว็บไซต์ https://www.thaiwater.net/v3/ และ http://waterinfo.onwr.go.th/thaiwater30/

อาจารย์สุทัศน์เล่าว่า จุดประสงค์การทำแอปพลิเคชัน ThaiWater เพื่อให้คนทั่วไปใช้งานง่าย อัปเดตเหตุการณ์อยู่เสมอ เพื่อให้ทุกคนสามารถจัดการบริหารน้ำได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องเสียเวลาทำจดหมายให้ยุ่งยากเหมือนสมัยก่อน หรือต้องรอประกาศจากหน่วยงานอีกต่อไป ซึ่งมันมีประโยชน์มากต่อการใช้ชีวิตของคนไทยมากทีเดียว

“อย่างอาชีพเกษตรกรรมเอง ต้องใช้ปริมาณน้ำมากถึง 70% ของทั้งหมด หากเขาเช็กสถานการณ์ฝนและพายุได้จากสมาร์ทโฟน ก็จะทราบว่าต้องหว่านเมล็ดเมื่อไหร่ และวางแผนการเก็บสำรองน้ำในยามฉุกเฉินได้อย่างไร ส่วนอาชีพประมงต้องก็ต้องดูเรื่องระดับน้ำทะเล หรือลมมรุสมต่างๆ ก่อนออกจะไปจับปลา

โดยเราก็มีทีมงานลงไปสอนการใช้แอปฯ ให้ชุมชน เพื่อต่อไปเขาจะได้หยิบมือถือมาดูได้เลย ไม่ต้องรอคนมาประกาศเอง หรือเเม้กระทั่งคนเมืองเองหากมีเเพลนอยากไปเที่ยวทะเลหรือภูเขา ก่อนออกเดินทางก็สามารถตรวจเช็กสภาพอากาศพายุเเละฝนฟ้าได้เลย ก็ไม่ต้องค้นหาให้เสียเวลา”

| นักพยากรณ์น้ำที่แม่นยำ คือเทคโนโลยีที่ทันสมัย

เบื้องหลังข้อมูลก่อนจะโชว์ขึ้นแอปฯ ลบภาพจำไปได้เลยว่า การทำงานของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำจะล้าสมัย เพราะนำเทคโนโลยีมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เเพ้ใคร อย่าง ‘สถานีโทรมาตร’ ที่เป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ภาคสนามคอยลงตรวจพื้นที่จริง แล้วรีบรายงานผลระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนมาให้ทีมทราบ 

หรือจะเป็นพี่ใหญ่ ‘สถานีเรดาร์’ ที่ช่วยประเมินปริมาณน้ำฝนให้รวดเร็วขึ้นทุก 6 นาที แถมยังสามารถพยากรณ์ฝนล่วงหน้าได้ถึง 3 ชั่วโมง รวมทั้งต่อไปข้างหน้ามีเเผนจะมีเพิ่มเพื่อนอีก 6 ตัวเพื่อเก็บข้อมูลให้ละเอียดและครอบคลุมทั้งประเทศ เมื่อได้ข้อมูลจากทีมภาคสนามเเล้ว ก็ถึงคราวรับไม้ต่อของหน่วยกลาง ที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลต่างๆ มาปรากฎในแอปฯ และเว็บไซต์ ด้วยเทคโนโลยี Big Data ที่ทางสนน.ใช้มาทำส่วนวิจัยเพื่อช่วยคาดการณ์สภาพอากาศไม่ให้ผิดเพี้ยน

นอกจากนี้อาจารย์สุทัศน์ยังสอนการดูแอปฯ บนสมาร์ทโฟน เพียงโหลดแอป ‘ThaiWater’ สังเกตรูปหยดน้ำ ก็สามารถกดดาวน์โหลดได้ทันที ซึ่งหากจะใช้งานเช็กสภาพอากาศ พยากรณ์ฝน หรือเช็กน้ำท่วมก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น

  • ถ้าจะเข้าไปเช็กสภาพฝน ก็ต้องดูแผนที่ฝน ซึ่งจะมีสีต่างๆ ให้จำหลักๆ ไว้ 3 ระดับ
    เริ่มจากสีฟ้า-ฝนตกน้อยๆ, สีเหลือง-ฝนตกเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง และสีแดง-ฝนตกหนักมาก

  • หากเราต้องออกเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ แล้วอยากรู้ว่าสภาพอากาศเป็นอย่างไร ก็สามารถตั้งค่าจังหวัดที่เราสนใจได้ มันก็จะรายงานผลต่างๆ เช่น พยากรณ์ฝน อุณหภูมิ และปริมาณฝนในพื้นที่ให้ด้วย

  • หากจะไปเที่ยวสักย่าน อยากรู้ว่าเเถวนั้นน้ำท่วมไหม ? ถ้าเป็นกรุงเทพฯ ให้สังเกตตรงปริมาณน้ำฝนสะสม แล้วดูสถานีที่ใกล้เคียงกับบริเวณนั้น ถ้ามีค่าเกิน 60 มิลลิเมตรถือว่าท่วมเเล้ว แต่ถ้าต่างจังหวัดตอนนี้ 80 มิลลิเมตร พอชั่วโมงต่อไป 100 มิลลิเมตรเเสดงว่าฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง อาจจะต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ?
| เมืองมากับฝน น้ำท่วมมากับคน

เราถามถึงสภาพอากาศในกรุงเทพฯ ทำไมถึงฝนตกหนักและมีแนวโน้มจะน้ำท่วมเมืองได้หรือไม่ ? สาเหตุที่ทำให้กรุงเทพฯ ฝนตกหนักเพราะมี ‘Urban Heat Island’ หรือเรียกว่า ‘ปรากฏการณ์โดมความร้อน’ เหมือนกับกรุงเทพฯ โดนฝามาครอบไว้ทั้งเมือง แล้วความร้อนจากข้างในก็ไม่สามารถระบายออกไปข้างนอกได้ ความร้อนจึงสะสมมากขึ้น และทำให้อุณหภูมิในเมืองร้อนมากกว่าปกติ ส่งผลให้สภาพอากาศแปรปรวนไม่เหมือนเดิม ซึ่งความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเมือง ก็มาจากเครื่องปรับอากาศ แหล่งโรงงานอุตสาหกรรม หรือผลกระทบจากรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งหมดมีผลต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น เช่น ลมเปลี่ยนทิศ การเกิดเมฆและหมอกมากขึ้น ทำให้เกิดฝนตกมากกว่าที่อื่น

“ตรงไหนเป็นเมือง
ตรงนั้นมีโอกาสฝนตกมากกว่าที่อื่น”

“ส่วนเรื่องน้ำท่วมจะเกิดขึ้นได้จาก ฝนตกหนักทุกวัน และ เเผ่นดินทรุดกับน้ำทะเลหนุน ซึ่งน้ำทะเลขึ้นไม่ค่อยเยอะหรอก แต่กรุงเทพฯ แผ่นดินทรุดเยอะ เพราะว่าคนสูบน้ำบาดาลไปใช้กัน อธิบายง่ายๆ พื้นที่ที่เราเหยียบทุกวันนี้มีดินกับน้ำรองรับน้ำหนักไว้ เเต่เมื่อคนสูบน้ำออกจนหมดก็เหลือดินแบกไว้คนเดียว พอโดนกดทับบ่อยขึ้น ดินก็ทนไม่ไหวเเละทรุดตัวในที่สุด ซึ่งลดไปทีละ 2 – 3 เซนติเมตร/ปี แต่พอมีกฎหมายเข้ามาห้ามก็ดีขึ้น แต่ดินถ้าทรุดเเล้ว ทรุดเลยนะ ไม่เด้งกลับมาด้วย ก็ยังทรุดทีละ 2 – 3 มิลลิเมตร/ปี ถ้ามองในระยะยาวน้ำไม่น่าท่วมเมือง”

‘น้ำท่วมทุกปี เพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุด’

“แต่สิ่งน่ากังวลมากกว่า คือ เเผ่นดินทรุดทำให้น้ำท่วม เพราะระดับพื้นดินไม่เท่ากัน ตรงไหนดินทรุดก็กลายเป็นพื้นดินต่ำ ซึ่งฝนตกทีก็ท่วมกลายเป็นแอ่งน้ำ หากดูข้อมูลปริมาณฝนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ท่วมในคลอง แต่ส่วนใหญ่ท่วมตามผิวจราจรบนพื้นถนน เพราะถนนออกแบบไว้เเค่รองรับน้ำ 60 มิลลิเมตรต่อฝนตก 1 ครั้ง

ซึ่งปัจจุบันฝนตกหนักมากบางวันขึ้นไปถึงหลักร้อย ทางเเก้ก็ต้องสูบน้ำออกหรือควรออกแบบท่อน้ำในกรุงเทพฯ ทั้งหมดให้รองรับน้ำได้เยอะขึ้น รวมถึงการลำเลียงน้ำจากถนนไปยังอุโมงค์ระบายน้ำต้องไม่ติดขัด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากขยะที่ทำให้ท่ออุดตัน หากเคลียร์ไปได้ทั้งหมด ก็จะลดปัญหาน้ำท่วมได้ถูกจุด”

| สถานการณ์น้ำไทย ขอให้พายุช่วยเติมเต็ม

“ปีนี้ว่าแล้งเเล้ว ปีหน้าแล้งกว่านี้อีก”

เราถามอาจารย์ต่อเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำของทั้งประเทศเป็นอย่างไรบ้าง เพราะก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อก่อนจะได้ยินปัญหาน้ำท่วมตามต่างจังหวัดบ่อยๆ แต่ครั้งนี้แตกต่างกันที่ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าที่ต้องการ “ถ้าดูข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อนจะเห็นว่าน้อยมาก



อย่างน้ำที่ใช้ใน 4 เขื่อนหลักในลุ่มเเม่น้ำเจ้าพระยาเหลืออยู่เเค่ 10% ประมาณ 2000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ข้อมูลเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563) แต่ที่ต้องการควรจะได้ 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย คิดว่าปีนี้เเย่เเล้ว น่ากังวลปีหน้ามากกว่า เพราะเรามีต้นทุนน้ำน้อยกว่าตอนเริ่มต้นปีที่เเล้วอีกด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นปีนี้ต้องลุ้นให้พายุช่วยเข้ามาเติมน้ำให้เยอะๆ หน่อย”

| น้ำ แลกมาด้วย ชีวิต

เรามักจะได้ยินผ่านหูบ่อยๆ เกี่ยวกับปัญหาภัยเเล้งที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สุดท้ายก็เห็นว่ายังมีน้ำใช้อยู่ทุกวัน ? “คำว่าภัยเเล้งสำหรับคนเมืองอาจจะนึกภาพไม่ออก เพราะมีน้ำไว้กินไว้ใช้อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อเกิดขึ้นกับตัวเอง หากวันหนึ่งไม่มีน้ำใช้จะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างที่เคยลงไปสัมผัสชุมชนจริงๆ เขาต้องขับรถไปที่อื่นเพื่อซื้อน้ำมาใส่ตุ่มไว้ใช้กิน น้ำประปาก็ต้องเปิดปิดเป็นเวลา เช่น คุณมีเวลาอาบน้ำภายใน 1 ชั่วโมงนี้ ซึ่งได้เเค่นี้นะ เพราะไม่งั้นทั้งชุมชนจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งเเต่ละที่ก็จะต้องวางแผนใช้น้ำในช่วงที่เเล้งมากๆ ให้อยู่รอดกันให้ได้ 

“คนกรุงเทพฯใช้น้ำ 200 ลิตร/วัน ในขณะที่คนต่างจังหวัดบางที่ใช้เพียง 30 ลิตร/วัน ประมาณกดชักโครก 3 ที = คนต่างจังหวัดอาบน้ำได้เกือบทั้งวัน”

“ไม่ใช่เเค่เรื่องการใช้ชีวิตเเต่กระทบไปถึงอาชีพของเขาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยทำเกษตรกรรมเยอะ หากเเหล่งน้ำหมดไป เปิดก๊อกน้ำก็ไม่มีอีก ก็กลายเป็นว่าปลูกข้าวไม่ได้ ไม่มีรายได้ ต่างจากกรุงเทพฯ ได้รับการปล่อยน้ำจากจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดตากระยะทางกว่า 300 กิโลเมตรให้คนเมืองใช้ เพราะกรุงเทพฯ อยู่ใกล้ทะเล ซึ่งเป็นน้ำเค็มกินไม่ได้ ซึ่งระหว่างทางที่ลำเลียงน้ำน้ำมาให้จังหวัดอื่นที่อยู่รอบข้าง เช่น กำเเพงเพชร ชัยนาท และนครสวรรค์ พวกเขาน้ำไหลผ่านหน้าบ้านตลอดแต่เอามาใช้ทำเกษตรไม่ได้”

เพราะฉะนั้นคนเมืองต้องรู้จักใช้น้ำให้คุ้มค่าที่ได้ประโยชน์ตรงนี้ ก่อนที่วันหนึ่งเราจะไม่มีน้ำใช้กันจริงๆ”

Contributor

จารุจรรย์ ลาภพานิช

Writer

เด็กสถาปัตย์ชอบเรื่องเมือง รักการขีดเขียนใส่กระดาษ แถมยังมีน้องมะม่วงในหัวใจ

พัณณิตา จิรวัฒน์สถิตย์

Graphic Designer

อดีตเด็กถาปัตย์ที่จบหญิงล้วน ผันตัวเป็นกราฟิก ชอบเสพหนังและกาแฟเป็นชีวิตจิตใจ

นิพนธ์ สุทธิวิลัย

Photographer

เป็น Video creator ที่ชอบภาพเคลื่อนไหวมากกว่าภาพนิ่ง ใจแลกใจ คติประจำที่ใครๆ ก็รักและเอ็นดู