เคยคิดไหมว่า ถ้าวันหนึ่งเราต้องเข้าไปติดอยู่ในลูปของช่วงเวลาหนึ่งเหมือนในภาพยนตร์ อาจจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ หรือยาวสักหน่อย ช่วงเวลาไหนที่เรายินดีพร้อมใจเข้าไปวนเวียนอยู่ในนั้น
ยิ่งถ้าเวลาเดินทางเป็นเส้นตรงอย่างที่หลายคนบอกจริงๆ ก็ต้องแปลว่าหลายช่วงเวลาในชีวิตนั้นจะไม่ย้อนกลับให้เราได้เห็น แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นอยู่ทุกวัน และลืมนึกไปว่า ช่วงเวลานี้คือหนึ่งในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนเสมือนว่าตัวเรากำลังติดอยู่ในลูปเวลา ก็คือช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์จรดขอบฟ้าและค่อยๆ กลืนหายไปจากเส้นขอบฟ้า ทะเล หรือภูเขา
‘Thailand Biennale Phuket 2025’ หยิบเอากิมมิกของการที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวดำดิ่งลงท้องทะเลทุกๆ วัน จนกลายเป็น ‘นิรันดร์ [กัลป์]’ มาใช้เป็นคอนเซปต์งานปีนี้ เพราะถึงแม้พระอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านไปแล้ว แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนเกาะภูเก็ตยังต้องหายใจและใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง
เช่นเดียวกับเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความทรงจำของพื้นที่ ที่ถึงแม้ห้วงเวลานั้นจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่การเล่าขานยังสืบต่อไปแบบนิรันดร์กัลป์
คอลัมน์ Art Attack ขอพาทุกคนล่องใต้ไปยังเมืองไข่มุกอันดามัน ที่มีประวัติศาสตร์ รากฐานความทรงจำกันมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยเป็นเหมืองดีบุก เมืองการค้า มาจนถึงเกาะแห่งการท่องเที่ยวอย่างในปัจจุบัน
และนี่คือ Thailand Biennale Phuket 2025 ยินดีต้อนรับสู่ห้วงเวลาแห่งการเติบโต เสื่อมถอย และเชื่อมต่อกันของคนกับธรรมชาติ

เส้นทางที่ไม่ราบเรียบอีกต่อไป
ใครหนอจะเล่าเรื่องเมืองได้ดีไปกว่าผู้ที่มี ‘ภูเก็ต’ เป็นบ้านเกิดอย่าง ‘วรภพ ตันตินันทกุล’ งานศิลปะชิ้นนี้จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอกย้ำเมืองที่ไม่หยุดพัฒนานี้ว่า บนฉากหน้าที่ภูเก็ตได้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นของประเทศ เศรษฐกิจและความสำเร็จนั้นแลกมาด้วยความทรงจำและความสูญเสียของคนในพื้นที่อยู่ไม่น้อย
งานนี้เป็นงานที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อ Thailand Biennale Phuket โดยเฉพาะ ซึ่งเขาได้สร้างทางเดินเหล็กบนกองตะกรันดีบุกแล้วปกคลุมด้วยกากมะพร้าวจากชายหาดชื่อดัง กากกาแฟจากคาเฟ่ทั่วเมือง หรือสิ่งเหลือใช้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น เสาไม้หน้าตาธรรมดาที่เคยเป็นวัสดุก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นศิลปะสไตล์เปอรานากันเพื่อชูจุดเด่นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
งานนี้น่าสนใจตรงที่ว่า อยู่ๆ ระหว่างที่ศิลปินกำลังยืนเล่า เขาก็ชักชวนให้ทุกคนขึ้นไปเหยียบบนผลงาน เพื่อให้ลองสัมผัสด้วยตนเองถึงเส้นทาง การเดิน และรอยเท้า
และแน่นอนว่า ณ วินาทีที่ก้าวเท้าลงบนผลงานชิ้นนี้ เราก็สัมผัสได้เลยว่ามันคือความพยายามเล่าเบื้องหลังและเรื่องราวกว่าจะมาเป็นภูเก็ตอย่างปัจจุบัน ความขรุขระ เป็นขยัก ต้องคอยมองทางตลอดการเดิน ทำให้ยิ่งตอกย้ำว่าเส้นทางไม่ราบเรียบนี้เปรียบเสมือนการเปลี่ยนผ่านของเมืองภูเก็ตที่ขรุขระ และต้องระแวดระวังในการเดินทางไม่ต่างกัน
นอกจากนั้น ตัวบ้านเทอร์เทิลเองก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้งานนี้สนุกขึ้น เพราะผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ในตัวบ้านที่เคยเป็นคฤหาสน์ของตระกูลตันเพ็กฮวด ซึ่งเป็นนายเหมืองแร่ดีบุก ก่อนในปี 2490 จะกลายมาเป็นที่ทำการของบริษัทเดินอากาศไทย (หรือการบินไทย) และปิดตัวไปตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ
เราจึงยังเห็นเคาน์เตอร์ที่ทำการของการบินไทย แผ่นป้ายโฆษณา และบรรยากาศของอดีตที่แทรกอยู่ในทุกอณู ทำให้ยิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองภูเก็ตที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองการท่องเที่ยว แต่หลายๆ ธุรกิจการเดินทางต้องปรับเปลี่ยนและปิดตัวไปตามยุคสมัยไม่ต่างกับที่อื่นๆ

ไม่ระบุชื่อ
แค่เดินดูงานชิ้นนี้ไปเรื่อยๆ ก็เหมือนกำลังเล่นเกมจับผิดภาพหรือซ่อนหาอยู่กลายๆ เพราะงานชิ้นนี้พาเราไปค้นหาความเป็นภูเก็ตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผ่านสิ่งของหลากหลายแบบที่ล้วนสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์
ถ้ามองผ่านๆ จะเห็นการก่อร่างสร้างตัวของวัตถุที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น เก้าอี้พลาสติก อาหารกระป๋อง ไม้แขวนเสื้อ ขนมถุง พาน ไปจนถึงนาฬิกา วางเรียงกันจนคล้ายประติมากรรมย่อมๆ แต่หากตั้งใจมองให้ลึกลงไปในแต่ละอย่างจะเห็นรากเหง้าความเป็นภูเก็ต เช่น อาหารกระป๋องซึ่งสื่อถึงการที่ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองดีบุกในอดีต เครื่องกระเบื้องลายครามจากบ้านเรือนชาวเปอรานากัน เสมือนเป็นกระจกสะท้อนความทรงจำของเมืองผ่านวัตถุต่างๆ ที่ประกอบสร้างขึ้นมา
ในอีกนัยหนึ่ง เรากลับรู้สึกว่านอกเหนือจากการประกอบกันของสิ่งของที่เล่าถึงรากของจังหวัด มันยังสื่อถึงวัฒนธรรมอันหลากหลายและความวุ่นวายของเมืองได้ดีอีกด้วย เพราะยิ่งเมืองมีความผสมผสานมากเท่าใด ก็ยิ่งดูมีความสลับซับซ้อนเหมือนในผลงานนี้นั่นเอง

เพิร์ลบอย
เพราะช่วงเวลาแห่งนิรันดร์กัลป์ไม่ได้เกิดขึ้นและจบลงตามแสงอาทิตย์ แต่เมืองและผู้คนยังต่างขยับตัวเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดนิ่งแม้ยามค่ำคืน และช่วงเวลานั้นพาเรามาสู่อีกหนึ่งงานศิลปะที่บอกเล่าความเป็นเมืองภูเก็ต เมืองแห่งไข่มุกอันดามันได้อย่างแสบๆ คันๆ พร้อมด้วยแสงสีที่พร้อมจะสาดส่องใส่เราอยู่ทุกช่วงเวลา
ประการแรก เราอยากให้ทุกคนลองไปดูงานนี้ด้วยตนเองแล้วค่อยกลับมาอ่านบทความนี้ ว่าทุกคนคิดคล้ายกับที่เรากำลังจะตีความและบอกเล่าไหม เพราะในวินาทีที่เราเดินเข้าและออกจากห้องนี้ ความรู้สึกและพลังของชิ้นงานก่อร่างสร้างตัวเป็นความคิดอันผสมปนเปกันมากมายในจิตใจ
ห้องนี้ซ่อนตัวอยู่ในความมืด ปิดมิดชิดด้วยม่านสีดำ ข้างกันมีโปสเตอร์ขนาดใหญ่จรดลายไว้ว่าเพิร์ลบอยคล้ายโปสเตอร์ภาพยนตร์ยุคโบราณ และเมื่อก้าวเท้าเข้าห้องไปแล้วเราจะได้พบกับกองพะเนินของเปลือกหอยมุก เตียงสูตินรีเวช และองค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้นึกถึงห้องทดลองวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับบรรยากาศของแสงสีเสมือนอยู่ในบาร์
‘โอ๊ต มณเฑียร’ พยายามเชื่อมโยงกระบวนการสร้างไข่มุกเข้ากับชีวิตของพนักงานบริการ ซึ่งเขาได้ลงพื้นที่ศึกษาทั้งชีวิตของผู้คนในสถานบริการกลางคืนในซอยพาราไดซ์ หาดป่าตอง และฟาร์มหอยมุก จนพบจุดร่วมสำคัญที่กระบวนการสร้างไข่มุกนั้นจะเริ่มจากการฝังสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างของหอย จนมันหลั่งแคลเซียมคาร์บอเนตมาห่อหุ้มเป็นไข่มุกที่ได้มาจากกลไกปกป้องตนเองจากความเจ็บปวด
คล้ายคลึงกับกระบวนการทำงานของเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ที่มักถูกฝังด้วยสิ่งแปลกปลอมทางเศรษฐกิจและสังคม แต่ต้องห่อหุ้มบาดแผลไว้ด้วยรอยยิ้ม การแสดง และถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ทั้งไข่มุกและเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ก็ต่างสร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจให้กับเมืองมากพอๆ กัน
เล่าถึงตรงนี้แล้วจะไม่เล่าถึงพื้นที่นี้ก็คงไม่ได้ เพราะเพิร์ลเธียเตอร์หรือโรงหนังเพิร์ล เป็นอีกหนึ่งความพิเศษที่ทำให้งานนี้น่าสนใจ ด้วยตัวพื้นที่เองคือโรงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2513 โดยคาดว่าเป็นการถอดแบบมาจากโรงหนังสกาลาในกรุงเทพฯ แต่หลังจากโลกเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของร้านเช่าวิดีโอ โรงภาพยนตร์แห่งนี้ก็ปิดตัวลง ตามมาด้วยการเปลี่ยนเป็นสถานบันเทิงเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วถูกปรับอีกครั้งเป็นพิพิธภัณฑ์สามมิติใน พ.ศ. 2556
การที่พื้นที่นี้เคยเป็นโรงภาพยนตร์เก่าแก่ ด้วยสถาปัตยกรรมทรงคุณค่าที่ต้นฉบับในกรุงเทพฯ ก็ได้สูญหายไปแล้ว การเคยถูกใช้เป็นสถานบันเทิงหรือพิพิธภัณฑ์สามมิติ ยิ่งทำให้เรื่องเล่าของแต่ละงานศิลปะในพื้นที่นี้ ‘แสบสัน’ ยิ่งกว่าเดิมเป็นไหนๆ เพราะงานศิลปะกำลังทำงานและสื่อสารด้วยตัวของมัน ผสมกับเรื่องราวของพื้นที่ที่ยิ่งสะท้อนให้สารที่อยากเล่านั้นเด่นชัดกว่าแสงไฟในดิสโกเทกที่ไหนจะเทียบเทียม

เขาวงกตหมายเลข 2
ปรับบรรยากาศมาชมงานศิลปะในพื้นที่สาธารณะกันบ้าง ที่นี่มีงานเขาวงกตหมายเลข 2 ซึ่งถ้าถามว่าทำไมเป็นหมายเลขสอง ก็เพราะว่างานนี้ต่อยอดมาจากเขาวงกตหมายเลข 1 ที่เคยสร้างมาก่อนที่ชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี ใน พ.ศ. 2557
ด้วยความตั้งใจให้ผู้ชมเดินเข้าไปสัมผัสและมีส่วนร่วมในผลงานนี้ได้ การชมผลงานนี้สำหรับเราจึงอาจเป็นการเข้าไปปีนป่าย สัมผัส หรือจับต้องตัวผลงาน และในอีกมุมหนึ่ง การชมผลงานนี้อาจจะเกิดขึ้นจากวิธีง่ายๆ เพียงแค่เรายืนมองประติมากรรมสีแดงตั้งตระหง่านอยู่ในสวนสาธารณะที่มีกิจกรรมของผู้คนเกิดขึ้นมากมาย ทั้งคนเดินเล่น ปิกนิกริมทะเล เต้นแอโรบิก ออกกำลังกาย หรือคนนั่งคุยกันเฉยๆ บริเวณม้านั่ง
ไปจนถึงการมองไปยังเด็กๆ และครอบครัวที่กำลังปีนป่ายเล่นซนอยู่ในผลงานนี้ ทำให้แต่ละบ้านได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น รวมถึงตัวเด็กเองที่มีโอกาสฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ ปีนเล่นอย่างสนุกสนาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าเหมือนสวนเด็กเล่นหรือสวนสนุกในที่ต่างๆ อีกทั้งยังชี้ชวนให้เห็นว่า เด็กได้กลายเป็นหนึ่งในประชากรเมืองที่มีพื้นที่เป็นของตนเองและสนุกกับพื้นที่สาธารณะไม่ต่างจากวัยอื่นๆ

water~copy~air~streak
ก่อนจะเล่าถึงผลงานสุดท้ายที่เลือกมา เราขอเล่าถึงสถานที่นี้เพื่อปรับจูนความเข้าใจของทุกคนต่อพื้นที่กันเสียก่อน ที่นี่คือหยี่เต้งคอมเพล็กซ์
ถ้าเป็นชาวภูเก็ตอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้ หรือเคยได้ยินชื่อตระกูลหยี่เต้งมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่สำหรับเราที่เป็นคนกรุงเทพฯ และไม่เคยรู้จักพื้นที่นี้มาก่อน ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกน่าสนใจ
ด้วยตัวตึกที่ดูเก่า ทรุดโทรม และมีแผ่นไม้ปิดช่องอากาศชั้นบนสุดโดยรอบ แต่กลับมีช่องรูเล็กๆ ถูกเจาะไว้เต็มไปหมด ขณะที่ชั้นล่างเป็นพื้นที่โล่งๆ มีล็อกแบ่งเตรียมค้าขาย ตรงกลางมีทางลาดขนาดใหญ่ เดินขึ้นไปก็เจอลานโล่งๆ ที่มีล็อกขายของเช่นกัน ก่อนด้านขวามือมีบันไดที่มืดสนิท แต่ละขั้นก้าวช่างดูน่ากลัวและอันตราย แต่เมื่อขึ้นไปกลับเห็นบรรยากาศของตึกหยี่เต้งที่มองลงมาได้ถึงชั้นล่างสุด
จากที่บรรยายมา พื้นที่นี้ดูน่ากลัวและอันตราย ดูไม่น่าเป็นพื้นที่ที่จะมีงานศิลปะฝังตัวอยู่ แต่อยากให้ทุกคนเปิดใจและรับฟังเรื่องราวอันหักมุมว่า ถ้าที่นี่เป็นห้องสี่เหลี่ยมหรือตึกออฟฟิศติดแอร์ธรรมดา ความสนุกและงานที่น่าสนใจในพื้นที่นี้จะจืดชืดจนเรียกว่าไร้รสชาติก็ยังได้
หยี่เต้งคอมเพล็กซ์เป็นสถานที่ที่ตั้งใจสร้างเป็นตลาดสองชั้นแต่กลับไม่เคยถูกเปิดมาก่อน ในขณะที่ตึกแถวโดยรอบในพื้นที่เดียวกันนี้มีผู้ประกอบธุรกิจเป็นปกติ ทั้งร้านกาแฟ สำนักงาน ฯลฯ
ความตั้งใจแรกของผลงานศิลปะในพื้นที่นี้จึงต้องการปรับตึกหยี่เต้งที่ปิดร้างมานานนับสิบปีจนกลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้าน ให้เป็นพื้นที่การทดลองเพาะเลี้ยงนกนางแอ่น ด้วยการติดตั้งคานไม้จำนวนมากบนเพดานชั้นบน และเปิดเสียงบันทึกล่อให้นกมาอยู่อาศัย ผสมกับความตั้งใจอยากให้คนไร้บ้านและคนในชุมชนละแวกนี้มาช่วยกันเลี้ยงนกนางแอ่นให้กลายเป็นธุรกิจชุมชน
แต่ด้วยการทดลองเพาะเลี้ยงนกนางแอ่นต้องใช้เวลานาน ทำให้ ‘ปรัชญา พิณทอง’ ต้องปรับแผน และตัดสินใจทำการทดลองเพิ่มขึ้นอีกชิ้น ในผลงานชื่อ เดอะ ซาวด์ ออฟ คอรัล รีฟส์ ที่ไปบันทึกเสียงใต้น้ำจากแนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์ เพื่อล่อตัวอ่อนของปลาและสัตว์น้ำเข้ามา เราจึงเห็นจอโทรทัศน์ที่ลอยอยู่กลางน้ำตื้นๆ บริเวณตรงกลางของตึกหยี่เต้ง และจอนั้นก็รายล้อมด้วยสัตว์น้ำตัวเล็กๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ของพวกมัน
สำหรับเรา จากงานที่ดูเป็นการทดลองจ๋าๆ กลับสนุกและน่าสนใจขึ้นด้วยเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ในทำเลของแยกโรงฆ่าสัตว์เก่าของเทศบาล ตลาดที่ไม่เคยได้เปิด แปรร่างไปสู่การเป็นบ้านชั่วคราวของคนไร้บ้าน ธุรกิจชุมชนที่ดูน่าสนใจ และการหาบ้านหลังใหม่ให้กับสัตว์น้อยใหญ่ตามธรรมชาติ
เป็นที่ไร้ข้อกังขาสำหรับเราเลยว่าทำไมตึกหยี่เต้งที่ดูน่ากลัวนี้จึงควรมีงานศิลปะเชิงทดลองแบบนี้ติดตั้งอยู่ เพราะมันชวนให้เราตีความถึงพื้นที่ การใช้ประโยชน์ของเมือง ไปจนถึงทุกชีวิตในพื้นที่นี้ที่ชักชวนให้พวกเขาเข้ามา ไม่ว่าจะคน นก หรือสัตว์ทะเล
นอกเหนือจากงานที่พูดไป Thailand Biennale Phuket ยังมีงานน่าสนใจอีกจำนวนไม่น้อย รวมถึงตัวตึกและสถานที่ที่แตกต่างไปจากความเป็นภูเก็ตที่เราคุ้นเคยและรู้จักกันดี เพราะยังมีตึกธนาคารเก่า อุโมงค์ป่าโกงกาง อาคารยิมเนเซียม และอีกหลากหลายพื้นที่ที่เปิดเฉพาะกิจในงานนี้ ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน พ.ศ. 2569
Thailand Biennale Phuket 2025
เดินทางด้วย Shuttle Service 3 สายหลัก กะทู้ สะพานหิน และภูเก็ตโอลด์ทาวน์ วิ่งทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.30 น.อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.thailandbiennale.org/th