เมื่อพูดถึง “การเปลี่ยนแปลง” คำนี้อาจทำให้หลายคนเกิดความกลัว หวาดหวั่น และวิตกกังวลใช่ไหมล่ะ เพราะเจ้าคำนี้มันมักจะมาพร้อมกับสิ่งที่เราไม่รู้หรืออนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ จนบางครั้งทำให้บางคนเลือกที่จะอยู่กับที่ มัดขาตัวเองไว้กับสิ่งเดิมๆ และปล่อยสิ่งดีๆ ที่รออยู่ให้หลุดลอยไป

การเปลี่ยนแปลงที่พูดถึงนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องงาน, ความเป็นอยู่, ครอบครัว หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การเปลี่ยนแปลง “ตัวเอง” ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจด้วย

เย็นวันหนึ่งที่คาเฟ่น่ารักๆ ย่านเอกมัย เรามีนัดกับสาวสวยนักสังคมสายเฮลท์ตี้ “พี่แซ-ตรีชฎา หวังพิทักษ์” ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราว “การเปลี่ยนแปลงตัวเอง” ผ่านการ “วิ่ง” กิจกรรมง่ายๆ แต่ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

| จุดเริ่มต้น เริ่มมาจาก การกิน

“พี่แซ-ตรีชฎา หวังพิทักษ์” ทำงานเป็นนักสื่อสารองค์กร ให้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เป็นเด็กผู้หญิงที่โตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการกินมากๆ ในทุกๆ เย็นที่บ้านจะเต็มไปด้วยอาหารที่ทำไว้ละลานตา ให้เลือกตักทานได้แบบไม่อั้น จนเผชิญกับภาวะโรคอ้วน

พี่แซ : เราทานบุฟเฟ่ต์สไตล์มาตั้งแต่เด็กจนโต มันเป็นเหมือนกิจกรรมประจำครอบครัวไปแล้ว นอกจากนี้ เรายังมีความเชื่อที่ว่า “ความสุขคือการได้กิน” และ “การได้ทานอาหารอร่อยคือการให้รางวัลตัวเอง” พร้อมหาข้อแก้ต่างได้เสมอเมื่อยามหิว และที่สำคัญ เรามองว่าถึงแม้จะอ้วนก็ไม่ได้เกี่ยวกับใคร ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต อ้วนก็สวยในแบบของเราได้ จนทำให้มองข้ามและละเลยที่จะดูแลตัวเอง

| แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว

จุดที่ให้นักสังคมสายเฮลท์ตี้คนนี้เปลี่ยนความคิดหันมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง เริ่มจากวันหนึ่งที่ทำงานมีการจัดการแข่งขันลดน้ำหนัก ชิงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ต้นแบบ และด้วยเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน อยากชนะคนอื่นๆ ก็เลยเริ่มจริงจังกับการออกกำลังกาย โดยการ “วิ่ง” ทั้งในฟิตเนส สวนสาธารณะ สลับกับว่ายน้ำทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ทำให้น้ำหนักลดไป 13 กก. และเป็นผู้ชนะในที่สุด สิ่งที่เปลี่ยนแปลงนอกจากร่างกายที่ดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแล้ว พี่แซยังบอกว่าทั้งความคิด ทัศนคติในการดูแลตัวเองก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนเสพติดการออกกำลังกายตั้งแต่นั้นมา

พี่แซ : จากวันนั้นจนวันนี้เป็นเวลา 3 ปี ที่เราก้าวเข้าสู่เส้นทางนี้ จะพูดได้ว่า “วิ่ง” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ได้ ทุกๆ วันเราจะต้องตื่นมาวิ่งอย่างน้อย 5 กม. เพราะถ้าวันไหนไม่ได้วิ่ง เราจะรู้สึกเหนื่อย ร่างกายไม่ตื่นตัว ทำงานไม่เต็มที่ และพอเราเปลี่ยนตัวเองได้

“พอเริ่มวิ่ง มันส่งผลให้เราอยากให้คนรอบข้างให้มีสุขภาพดีขึ้นด้วย โดยใช้วิธีทำให้เห็นทุกวัน ซื้ออุปกรณ์ออกกำลังกาย ทั้งลู่วิ่ง จักรยานปั่น ลูกเหล็ก มาตั้งไว้กลางบ้านให้ทุกคนซึมซับในสิ่งที่เราทำ จนตอนนี้ทุกเช้าเราจะเห็นแม่เดินออกกำลังกาย แกว่งแขน ดูแลตัวเองมากขึ้น”

| วิ่งเพื่อตัวเอง วิ่งเพื่อสังคม

พี่แซ : เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เราต้องการความท้าทาย กระหายที่อยากพิสูจน์ตัวเองในระยะวิ่งที่ไกลขึ้น จึงตัดสินใจลงสมัครมาราธอนในระยะ 42 กม. หลังจากจบงานวิ่งในครั้งนั้น เราได้แชร์ประสบการณ์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เล่าถึงการเตรียมตัว, การซ้อม, การเลือกทานอาหาร ทำให้หลายคนเริ่มติดตามมาขอคำปรึกษา ใช้เราเป็นแรงบันดาลใจ ความสุขจากตรงนี้เป็นเหมือนอาหารที่คอยหล่อเลี้ยงและเป็นกำลังใจให้เราวิ่งต่อไป

ก่อนจะจากกันพี่แซได้พูดประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “มันคงจะดี ถ้าสิ่งที่รัก อย่าง ‘วิ่ง’ มันสามารถช่วยเหลือหรือเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ทุกคนลองคิดกันดูว่าในงานวิ่งเพื่อสังคมหนึ่งงาน เรามีแต่ได้กับได้ ได้สุขภาพ ได้มิตรภาพ ในขณะที่สังคมก็ได้ผลประโยชน์ ไม่ว่าจะวิ่งเพื่อผู้ป่วย วิ่งเพื่อการศึกษา หรือวิ่งเพื่อเปลี่ยนเมือง ไม่ว่าวิ่งเพื่ออะไรก็ดีต่อใจทั้งนั้น”

 

Facebook Comments