ในชีวิตแต่ละวัน ‘การเดิน’ เป็นส่วนสำคัญหนึ่งของผู้คนโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ออกจากประตูบ้านมาถึงที่เรียนหรือที่ทำงาน ต่อให้ขึ้นรถลงเรืออย่างไรก็ยังต้องอาศัยการเดินอยู่ดี
ทั้งที่การเดินไม่จำเป็นต้องใช้อะไรนอกจากขาของเรา แต่เหมือนว่าวิธีเดินทางที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุดนี้จะยังมีปัญหาซ่อนอยู่ ทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากร่างกายของเราได้อย่างเต็มที่และมีความสุขนัก
นั่นเป็นผลจากเมืองที่เราอาศัยอยู่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนและการเดินมาตั้งแต่แรก พอคนเดินได้ไม่ดีก็ส่งผลต่อสุขภาพกายและใจ ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวจนเกิดโรคตามมา หรือกระทั่งความเหงาที่เกิดขึ้นเพราะไม่มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
กลับกัน ในเมืองที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้จะออกแบบและจัดตั้งนโยบายที่ช่วยสนับสนุนให้คนอยากเดิน เช่น แนวคิดเมือง 15 นาที ที่กำหนดให้แต่ละพื้นที่ต้องมีบริการสาธารณะที่จำเป็นโดยคนสามารถเดินถึงภายใน 15 นาที หรือแนวคิดเมืองเดินได้ ที่ทำให้เมืองมีกายภาพน่าเดิน ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนส่งผลดีในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติสุขภาพที่ประชาชนได้ออกกำลังกายไปในตัว มิติสิ่งแวดล้อมที่เมื่อลดการใช้รถยนต์ลงอากาศก็ดีขึ้น หรือมิติเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยระหว่างคนเดินกับร้านค้าริมทางเดิน
คอลัมน์ Overview ประจำซีรีส์ City Walk, City Work ขอชวนมาเดินสำรวจด้วยกันว่า จริงๆ แล้วเมืองที่เดินได้และปลอดภัยควรเป็นอย่างไร อะไรกันแน่ที่ทำให้คนไทยไม่อยากเดิน ไปจนถึงตอนนี้เมืองของเราทำอะไรไปบ้างแล้วเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองเดินได้เดินดีในอนาคต
หลักการออกแบบทางเท้าที่ดี

สำหรับนักเดินเมืองทั้งขาประจำและขาจรทั้งหลายคงรู้กฎการเดินเมืองเบื้องต้น 101 กันอยู่แล้วว่า การเดินที่ปลอดภัยที่สุดคือ ‘การเดินบนทางเท้า’ หรือที่เรียกกันอย่างติดปากว่า ‘ฟุตพาท’ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ‘Foot = เท้า’ ‘Path = ทาง’ แต่น้อยฟุตพาทนักที่น่าเดินหรือเอื้อต่อการเดินเล่นและเดินจริงจังในปัจจุบัน
เพราะในขณะที่เมืองค่อยๆ เจริญและขยายตัวขึ้น ทางเท้ากลับถูกบีบให้ลดความสำคัญลง ซึ่งความเจริญของเมืองนี้เองที่ทำให้ผู้คนในเมืองบางส่วนมองข้ามความสำคัญของทางเท้าไป เห็นได้จากการปรับปรุงพื้นถนนที่กินพื้นที่ทางเท้าที่มีอยู่จนแคบลงเรื่อยๆ จนทำให้คนเดินสวนกันแทบไม่ได้
ไหนจะรถจักรยานยนต์ที่ขี่บนทางเท้าเพื่อลดเวลาในการกลับรถ หรือร้านหาบเร่แผงลอยที่ตั้งขายเรียงรายบนทางเท้า เหล่านี้เองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พื้นบนทางเท้ามักมีคอนกรีตแตกๆ ไม่น่าเดินสักเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเราต้องเดินในช่วงหน้าฝนก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าพื้นส่วนไหนที่เหยียบแล้วจะแจ็กพอตโดนน้ำขังกระเด็นใส่ขา ทำให้ในแต่ละวันการเดินเท้าของเราจึงเปรียบเหมือนการออกรบ ต้องหลบนั่นหลบนี่ ระมัดระวังในการย่างก้าว ไหนจะอุปสรรคในระดับสายตาหรือศีรษะที่ต้องก้มตัวเลี่ยงอีก ทั้งที่การเดินควรเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกสบายที่สุด
ด้วยเหตุนี้ การออกแบบและดูแลให้เมืองมี ‘ทางเท้าที่ดี’ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นคนสร้างหรือคนใช้งานก็ตาม เพราะการมีฟุตพาทที่ดีในเมืองไม่เพียงจะดึงดูดให้คนเดินเท้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้คนเมืองอีกด้วย
✓ ขนาดทางเดินที่เหมาะสม
ทางเท้าที่ดีควรมีความกว้างที่เหมาะสม โดยประเทศไทยกำหนดให้ทางเท้าในพื้นที่ย่านธุรกิจ อุตสาหกรรม ที่อยู่อาศัย และโรงเรียน ต้องมีความกว้างอย่างน้อย 1.5 เมตร เพื่อให้ผู้ใช้วีลแชร์และไม้เท้าใช้งานได้สะดวก
✓ ใช้พื้นผิวที่มีคุณภาพ
ทางเท้าที่ดีพื้นผิวต้องเรียบ แข็งแรง อัดแน่น ไม่ลื่น ไม่ขรุขระ โดยการวางพื้นบนทางเท้าต้องมีระยะความต่างระดับได้ไม่เกิน 6 มิลลิเมตร และที่สำคัญบนทางเท้าต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือส่วนที่ยื่นล้ำออกมาเป็นอุปสรรคหรืออันตรายต่อผู้ใช้งาน

✓ มีระบบระบายน้ำฝน
ทางเท้าที่ดีควรมีระบบระบายน้ำเพื่อลดการขังของน้ำบนทางเท้า โดยบ่อพักของท่อต้องมีฝาปิดสนิท หรือในกรณีที่ฝาปิดเป็นตะแกรงต้องมีซี่กว้างไม่เกิน 13 มิลลิเมตร เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน
✓ การออกแบบที่เป็นสากล
ทางเท้าที่ดีต้องออกแบบให้พร้อมรองรับการใช้งานของทุกคนในสังคมอย่างสะดวกและปลอดภัย โดยไม่มีข้อจำกัดทางด้านอายุและสภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้วีลแชร์ ไม้ค้ำยัน หรือผู้สูงอายุ ยกตัวอย่าง ‘Braille Block’ ทางเดินที่ใช้สำหรับเตือนและบอกทิศทางแก่ผู้พิการทางสายตา
✓ การเชื่อมต่อกับเส้นทางอย่างปลอดภัย
ทางเท้าที่ดีควรมีทางเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ทั้งทางร่วม ทางแยก ทางข้ามถนน ทางเชื่อมไปยังสถานีหรือสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้ ทางเชื่อมระหว่างทางเท้าลงสู่พื้นถนนก็ควรต่อเนื่องและทำเป็นทางลาด ซึ่งทางลาดต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.2 เมตร ความลาดชันไม่เกิน 1:12 เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและเอื้อต่อผู้ใช้วีลแชร์ด้วย

✓ สวยงามและดึงดูดให้คนมาใช้งาน
ทางเท้าที่ดีเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมเมืองให้น่าอยู่ จึงควรมีการออกแบบที่ไม่ได้คำนึงถึงการใช้งานอย่างเดียว แต่ยังต้องรวมไปถึงความสวยงาม กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม และระบบเศรษฐกิจระหว่างสองข้างทาง เพื่อดึงดูดใจให้คนหันมาเดินเท้ามากขึ้น
✓ มีป้ายบอกทิศทางที่ชัดเจน
ทางเท้าที่ดีควรมีป้ายบอกทางที่ชัดเจน บอกรายละเอียดและระบุตำแหน่งที่ตั้งของสถานที่ให้เข้าใจง่าย เป็นสากล และควรตั้งกระจายอย่างทั่วถึง ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองแล้ว ป้ายบอกทางจะช่วยให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวได้ประโยชน์ไปด้วย
✓ ปลอดภัยตลอดเวลา
อีกข้อสำคัญของทางเท้าที่มองข้ามไปไม่ได้คือความปลอดภัย ควรมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดครอบคลุมทุกพื้นที่ และมีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ส่วนการวางสิ่งกีดขวางจำเป็นอย่างป้ายบอกทาง เสาไฟฟ้า ตู้ไปรษณีย์ จะต้องถูกจัดให้อยู่ในแนวเดียวกันและมีผิวต่างสัมผัสก่อนถึงสิ่งกีดขวาง ในส่วนสิ่งกีดขวางอื่นอย่างอุปกรณ์บังแดดหรือฝนของอาคารริมทางเท้า กำหนดไว้ว่าในขณะที่ใช้งานอยู่จะต้องสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 2 เมตร และยื่นออกมาได้ไม่เกิน 10 เซนติเมตร และต้องติดตั้งให้สูงไม่น้อยกว่า 70 เซนติเมตร เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้งานทุกคน
คนไทยไม่ชอบเดินหรือเมืองไม่เอื้อให้คนเดิน

การเดินเป็นรูปแบบการเดินทางในชีวิตประจำวันที่ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากนัก อาจมีแค่ร่มกันแดดหรือรองเท้าดีๆ สักคู่ที่ใส่แล้วเดินได้อย่างทะมัดทะแมง มากไปกว่านั้น การเดินยังทำให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องรอรถติดสามสี่ไฟแดง หรือวนหาที่จอดรถแสนยากเย็นให้เสียเวลาและเสียสุขภาพจิต อีกทั้งการเดินยังช่วยสร้างสุขภาพที่ดี ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และช่วยลดการสร้างภาวะเรือนกระจก เห็นไหมว่าการเดินนั้นสร้างประโยชน์ให้กับเมืองและคนในเมืองได้อย่างครอบคลุมทุกมิติเลยทีเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น สถานการณ์การเดินของคนไทยยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง จากสถิติภาพรวมการเดินเท้าของคนไทยพบว่า ใน 1 วัน คนไทยส่วนใหญ่เดินเฉลี่ยคนละ 1,000 ก้าว ซึ่งนับเป็นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนก้าวที่ควรจะเดินต่อ 1 วันเท่านั้น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการย้อนกลับไปตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมคนไทยถึงเดินน้อย หรือปัจจัยใดบ้างที่ทำให้คนไทยไม่อยากเดิน
1) โครงสร้างทางเท้าไม่ได้มาตรฐาน
หากทางเท้าที่มีไว้ให้ผู้คนใช้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ไม่เอื้อให้เราเดินได้อย่างไร้กังวล ก็น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ใครหลายคนไม่อยากเดินสักเท่าไหร่ ลองนึกภาพทางเท้าแคบๆ พื้นไม่เท่ากัน หรือกระทั่งเดินไปก็ต้องระวังว่าจะสะดุดหรือลื่นสิ ทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความน่าใช้งานของทางเท้าทั้งสิ้น รวมถึงในบางพื้นที่ยังขาดการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ หรือหากชำรุดก็ใช้ระยะเวลานานเกินไปในการซ่อมแซม ส่งผลให้สภาพแวดล้อมในพื้นที่ทางเท้าไม่น่าใช้งาน และทำให้ความอยากเดินลดลงไปด้วย

2) อุปสรรคมากมายบนทางเท้า
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คนอยากเดินน้อยลงคือ การประสบอุปสรรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อความราบรื่นในการเดินบนทางเท้า อีกทั้งยังลดทอนภาพลักษณ์ความสวยงามน่ามองของเมืองลงไปอีก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งกีดขวางจำเป็นอย่างตู้สำหรับควบคุมไฟจราจร เสาไฟฟ้า และป้ายบอกทางต่างๆ ที่ถึงแม้จะจำเป็นต้องใช้วางบนพื้นที่ทางเท้า แต่ก็ถือเป็นอุปสรรคในการเดินอยู่ดีหากไม่ออกแบบดีๆ
เท่านั้นยังไม่พอ เรายังต้องมาระแวดระวังสายไฟที่ห้อยระโยงระยางขวางเส้นทางเท้าที่เดินผ่านอีก หรือจะเป็นพื้นทางเท้าที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ เมื่อมีน้ำหยดจากอาคารหรือเข้าช่วงหน้าฝนก็เกิดเป็นน้ำขังตามทางเท้าได้ รวมไปถึงหาบเร่แผงลอยและคนเร่ร่อนที่อาศัยทางเท้าเป็นที่ประจำการชั่วคราว ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่เบียดบังทัศนวิสัยในการเดินบนทางเท้าอีกเช่นกัน
3) อากาศร้อนอบอ้าว
“ร้อนขนาดนี้เดินไม่ไหวหรอก” เป็นประโยคที่ได้ยินกันบ่อยๆ จากคนในเมือง บางคนยอมเสียเงินเพิ่มอีกนิด เพิ่มเวลารอรถอีกหน่อย เพื่อทำยังไงก็ได้ให้ไม่ต้องเผชิญอากาศร้อน บวกกับช่วงนี้ประเทศไทยต้อนรับฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มตัวเลขของอุณหภูมิในบ้านเราให้สูงขึ้นไปอีก
จากข้อมูลสภาพอากาศรายปีของประเทศไทยพบว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิสูงสุดของประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2567 มีอุณหภูมิสูงถึง 44.2 องศาเซลเซียส และมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 28.5 องศาเซลเซียส ซึ่งนับว่าเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูงที่สุดเป็นลำดับที่ 1 ของประเทศไทยในรอบ 74 ปี (พ.ศ. 2494 – 2567) อีกทั้งยังมีไอความร้อนและควันจากทั้งรถยนต์และรถโดยสารประจำทางบนถนนที่ทวีคูณความร้อนและฝุ่นควันต่างๆ ให้ผู้ใช้ทางเท้าด้วย ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายทั้งแบบฉับพลันและสะสม เช่น สิว ผิวไหม้ ไมเกรน ฮีตสโตรก เป็นต้น
อุบัติเหตุบนถนนที่ทำให้คนเดินเท้าไม่ปลอดภัย

นอกจากปัจจัยที่กล่าวไป จริงๆ แล้วอุบัติเหตุบนถนนและทางเท้ายังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้คนไทยไม่อยากเดินบนทางเท้าด้วย แน่นอนว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไม่ได้ แต่อุบัติเหตุส่วนใหญ่ดันเกิดจากพฤติกรรมการใช้ยานพาหนะของผู้ขับขี่ทั้งจากบนถนนและบนทางเท้าที่มาเฉี่ยวชนคนเดิน โดยสาเหตุหลักๆ ของอุบัติเหตุ ได้แก่ ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ ฝ่าสัญญาณไฟจราจร ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ และไม่ให้ทางคนข้ามถนน
จากสถิติอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรคพบว่า ในปี 2567 มีจำนวนคนเดินเท้าได้รับอุบัติเหตุจนเสียชีวิต 0.63 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเปรียบเทียบย้อนหลังตั้งแต่ปี 2563 – 2567 พบว่า จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคนเดินเท้าจนเสียชีวิตมีอัตราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังคงมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก
หากไล่เรียงตามไทม์ไลน์จะเห็นข้อมูลว่า ในปี 2563 อัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจนทำให้คนเดินเท้าเสียชีวิตคิดเป็น 0.57 เปอร์เซ็นต์ ปี 2564 คิดเป็น 0.56 เปอร์เซ็นต์ ปี 2565 คิดเป็น 0.56 เปอร์เซ็นต์ และปี 2566 คิดเป็น 0.62 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนั่นทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยกังวลว่าการเดินบนทางเท้าอาจจะไม่ปลอดภัย เพราะถึงแม้เราจะเดินอย่างมีสติและระมัดระวังแค่ไหน การเกิดอุบัติเหตุก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากอยู่ดี
ความพยายามในการเป็นเมืองเดินดีของกรุงเทพฯ

แม้อุปสรรคการเป็นเมืองเดินได้เดินดีของกรุงเทพฯ จะยังมีอยู่มากพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราสิ้นหวังขนาดนั้น
ในช่วง 2 – 3 ปีนี้จะเริ่มเห็นว่ากรุงเทพฯ มีความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐานหลายด้านมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเดินที่ถูกให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ ของนโยบาย และยังแบ่งออกไปได้หลายรูปแบบดังตัวอย่างบางส่วนต่อไปนี้
1) ปรับปรุงทางเท้า
ภาพทางเท้าแบบเดิมถูกรื้อออกและทดแทนด้วยแผ่นคอนกรีตสีเทา เริ่มเป็นภาพที่เห็นได้มากในถนนหลายเส้นแม้จะไม่ได้ตัดผ่านกลางเมืองก็ตาม สิ่งนี้น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชวนคนออกมาเดินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนที่สุด เพราะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ที่ใช้เดินอยู่แล้ว
สำหรับโครงการปรับปรุงทางเท้าที่ดำเนินอยู่นี้มาจากนโยบายปรับปรุงทางเท้า 1,000 กิโลเมตร ของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยล่าสุด กทม.แถลงว่าตอนนี้ได้ปรับปรุงทางเท้าไปกว่า 700 กิโลเมตรแล้ว และทางเท้าเหล่านี้จะมีการปาดขอบทางเท้าให้เอียงลงพื้นเพื่อรองรับผู้ใช้งานที่ใช้กระเป๋าล้อลาก วีลแชร์ รวมถึงจักรยานด้วย
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องกันอย่าง BKK Trail ที่เป็นโครงการปรับปรุงทางเท้าและพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบให้ใช้เป็นทางวิ่งและเดินชมเมืองได้ในถนนเส้นต่างๆ รวมกันกว่า 12 เส้น อีกทั้งยังทยอยทำ Covered Walkway ในพื้นที่เชื่อมต่อรถไฟฟ้าเพื่อให้คนเดินได้โดยไม่เปียกไม่ร้อนด้วย
2) ปรับทัศนียภาพ ทวงคืนทางเท้า
ที่ผ่านมาพื้นที่บางแห่งมีทางเท้าอยู่แล้ว แต่หลายครั้งคนเดินอย่างเรากลับต้องลงเดินบนถนนเพราะทางเดินถูกร้านค้ารุกล้ำจนกลายเป็นตลาดย่อมๆ ทำให้นอกจากไม่สามารถใช้งานพื้นที่ได้แล้วยังเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุกับคนเดินอีกด้วย
การปรับภูมิทัศน์ทางเท้าที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การทำทางเท้าใหม่แล้วจบไป แต่คือการเปลี่ยนภาพจำของพื้นที่ทางเท้าบริเวณนั้นทั้งหมด เช่น จากที่เคยมีแต่ตลาดก็ทำให้เดินได้ หรือการเพิ่มพื้นที่ทางเดินในที่ที่ไม่ใช่ทางเท้ามาก่อน
ตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนสำหรับการปรับภูมิทัศน์ทางเท้าในกรุงเทพฯ คือ บริเวณเลียบคลองผดุงกรุงเกษมที่ปรับปรุงไปตั้งแต่ช่วงปี 2566 จนสามารถเดิน รวมถึงปั่นจักรยานได้สะดวกขึ้น หรือบริเวณตลาดคลองเตยที่กำลังทยอยรื้อถอนร้านค้าที่บุกรุกพื้นที่เพื่อปรับปรุงทางเท้าใหม่ และทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงสะพานพุทธฯ-ท่าเรือวัดกัลยาณมิตรฯ ที่เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่สาธารณะที่ยืนชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้ และเป็นทางสัญจรไปในตัว
3) เพิ่มแสงสว่างบนทางเท้า
หลายคนอาจจะชอบเดินตอนกลางคืนมากกว่ากลางวันด้วยอากาศที่เย็นสบายกว่า แต่ถ้าต้องเจอกับทางเดินที่มืดมิดจนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรไม่ดีไหมก็ทำให้ไม่อยากเดินแล้ว
นอกจากความสะดวกของทางเท้า แสงสว่างก็จำเป็นมากไม่แพ้กัน ที่ผ่านมาเราอาจพบปัญหาทางเดินที่มีไฟถนนแต่ดันดับสนิท หรือบางที่ต่อให้ไฟติดก็ส่องไม่ถึงคนเดินหรือสลัวมาก
‘กรุงเทพฯ ต้องสว่าง’ คืออีกนโยบายของ กทม.ในปัจจุบัน อย่างน้อยที่สุดตอนนี้หากมีพื้นที่ไหนที่ไฟมืด ประชาชนก็สามารถถ่ายรูปและแจ้งผ่าน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่มาซ่อมแซมได้
นอกจากการทำระบบให้ร้องเรียนแล้ว กทม.ยังทยอยเปลี่ยนหลอดไฟใหม่ให้เป็นไฟ LED และ HPS (High Pressure Sodium) ซึ่งสว่างกว่าหลอดไฟแบบเดิมและมีอายุการใช้งานนานขึ้น โดยในงบประมาณปี 2566 นั้น กทม.ได้เปลี่ยนหลอดไฟไปทั้งหมดถึง 74,895 ดวงแล้ว

4) จัดกิจกรรมชวนคนออกมาเดินใช้ชีวิต
นอกจากการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแล้ว การจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนก็มีส่วนทำให้ผู้คนอยากออกมาใช้ชีวิตเช่นกัน
กทม.เองก็มีการจัดกิจกรรมที่ชวนให้ประชาชนออกมาเดินด้วย ไม่ว่าจะเป็นการฉายหนังกลางแปลงตามพื้นที่ต่างๆ หรือกิจกรรม BKK Car Free Day ที่จัดร่วมกับภาคีเครือข่ายในสัปดาห์วันปลอดรถยนต์ของทุกปี ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา เพื่อให้ประชาชนเห็นความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ของรถยนต์มาเป็นถนนคนเดิน
นอกจากกิจกรรมเหล่านี้ กทม.เองยังรวมข้อมูลกิจกรรมจากหน่วยงานรัฐอื่นๆ และเอกชนที่จัดในเมืองนี้มาช่วยเป็นกระบอกเสียงเชิญชวนผู้คนออกจากบ้านมาร่วมกิจกรรมอีกด้วย
หรือกระทั่งโครงการระยะยาว ‘GoodWalk เมืองเดินได้-เดินดี’ จากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และจุฬาฯ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนเดินในชีวิตประจำวันมากขึ้น ผ่านการศึกษาพื้นที่ในเชิงลึก เวทีเสวนา และยังมีการให้คะแนนพื้นที่แต่ละแห่งว่ามีความน่าเดินมากน้อยแค่ไหน โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557
Sources :
BrandThink | shorturl.asia/sVnbq
Dsign Something | shorturl.asia/Hend0
Facebook : กรุงเทพมหานคร | shorturl.asia/DscnW, shorturl.asia/JdDr5
Social Marketing of Thaihealth | shorturl.asia/xCYXA
Thai PBS | shorturl.asia/JbZXv, thaipbs.or.th/news/content/349195
The Active | shorturl.asia/4MR1p
TheCityFix | shorturl.asia/ULbx1
The Momentum | shorturl.asia/gpw1H
กรมอุตุนิยมวิทยา | tmd.go.th/climate/summaryyearly
กระทรวงคมนาคม | shorturl.asia/c2nrs
กรุงเทพธุรกิจ | bangkokbiznews.com/social/898632
กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค | shorturl.asia/Gpx45
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย | shorturl.asia/ksK4F
สำนักข่าวอิศรา | shorturl.asia/JPh4F
สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร | shorturl.asia/yhSL3, shorturl.asia/C2B9o, shorturl.asia/mYLQR
สำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง | bhs.doh.go.th/download/accident
องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ | shorturl.asia/2w5fa
‘City Walk, City Work เมืองเดินได้เดินดี’ คือซีรีส์คอนเทนต์จาก Urban Creature ที่อยากชวนทุกคนมาสำรวจความเป็นเมืองเดินได้ของกรุงเทพฯ และผลักดันเรื่องนี้ไปด้วยกัน