‘จ๊ะจ๋า’ จิณจุฑา คนพิการต้นแบบ ที่ไม่ได้มองโลกในแง่บวกแต่มองในแบบที่มันเป็น

“หนูก็เป็นวัยรุ่นอายุ 23 ธรรมดาๆคนหนึ่ง” คือคำตอบจากสาวน้อยมากความสามารถ ‘จ๊ะจ๋า จิณจุฑา จุ่นวาที’ เจ้าของรางวัลโล่เชิดชูเกียรติคนพิการต้นแบบเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และตำแหน่งรองอันดับ 2 Miss Wheelchair Thailand 2012 ล่าสุดเพิ่งเป็นบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด แม้ร่างกายของเธอจะบกพร่องทางการเคลื่อนไหว ป่วยเป็นโรคกระดูกเปราะมาตั้งแต่เด็ก ต้องเข้ารับการผ่าตัดมาแล้วกว่า 34 ครั้ง เธอก็ไม่ได้ย่อท้อหรือมองว่ามันเป็นอุปสรรค กลับใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ทั้งยังหารายได้พิเศษเพื่อช่วยเหลือดูแลครอบครัว

เรามีโอกาสได้มานั่งคุยแบบเป็นกันเองกับน้องจ๊ะจ๋า ถึงเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ความฝัน ไปจนถึงแนวคิดในอีกมุมที่เราไม่เคยรู้ ก็สัมผัสได้ว่าน้องเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักสดใส มองโลกตามความเป็นจริง จนทำให้เรารู้สึกสบายใจและอยากคุยด้วยอีกหลายชั่วโมง เพราะเธอทั้งตลก จริงใจ พูดตามที่คิด จนเราอยากเป็นเพื่อนกับเธอเลยล่ะ

UC: การใช้ชีวิตประจำวันต่างจากคนอื่นมั้ย เดินทางไปเรียนอย่างไร

จ๊ะจ๋า: ตอนเรียนอยู่หอในมีรถรางมารับมาส่งเค้าจะคอยยกให้ บางทีเพื่อนก็เข็นมาหรือมีรถก็จะขับไปรับที่หอ เวลาไปโรงพยาบาลก็จะเรียกแท็กซี่ประจำ จะไปไหนก็จะโทรนัดล่วงหน้า ตอนไปเที่ยวกรุงเทพฯก็จะนั่งแท็กซี่ไปลงเอ็มอาร์ทีจตุจักร ปกติก็จะไปกับแม่หรือเพื่อน ส่วนเวลาไปโรงพยาบาลก็จะมีตรวจประจำที่รามาฯเดือนละครั้งสองครั้ง และที่ต้องไปทุกอาทิตย์คือกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์

UC: นอกจากเรียนเวลาว่างชอบทำอะไร

จ๊ะจ๋า: นอน (หัวเราะ) ช่วงนี้ไม่ค่อยได้พัก ตั้งแต่จบมายังไม่ได้พักเลย มีงานเข้ามาตลอด อาทิตย์นึงได้พักสองวันก็เหนื่อยเพราะบางทีต้องตื่นเช้ามาก ส่วนใหญ่เป็นงานให้สัมภาษณ์ อาทิตย์นี้ก็ 5 วันรวดเลยเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เดือนพฤษภาแล้ว พอมีเวลาก็เลยนอนอย่างเดียว

UC: ที่บอกว่าเข้ากรุงเทพฯนี่ไปเที่ยวไหน

จ๊ะจ๋า: ส่วนมากจะไปเรียนพิเศษที่สยาม เรียนภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษ แต่ตอนนี้คอร์สมันขาดอยู่ เพราะเราเปลี่ยนเวลาเลยต้องรอคนมาเรียน

UC: ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น

จ๊ะจ๋า: คิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รองรับคนพิการมาก แล้วเงินเดือนก็สูงด้วย เราอาจจะไม่ได้ไปทำงานที่นั่นเลย แต่อยากทำงานเกี่ยวคนญี่ปุ่นหรือเกี่ยวกับคนพิการ ตอนแรกคิดว่าจบแล้วจะต่อโทยังไม่อยากทำงาน กะว่าจบเดือนพฤษภา เรียนภาษา แล้วก็จะต่อโทเลย แต่พอได้รางวัลคนพิการต้นแบบ ทางกระทรวงความมั่นคงก็ให้งานมาแล้วต้องบรรจุเป็นราชการด้วยซึ่งเราก็ปฏิเสธไม่ลง

UC: พอเรียนจบแล้วต้องทำงานเลย จริงๆเป็นสิ่งแรกที่อยากทำไหม

จ๊ะจ๋า: จริงๆไม่ได้อยากทำงานที่ต้องแตะบัตรเข้างาน ไปเช้าเย็นกลับ หนูเรียนการตลาดมาก็อยากทำอะไรที่สามารถเป็นเจ้านายตัวเอง ตอนแรกอยากลองขายของก่อน พอดีมีคนรู้จักให้เราไปขายของล็อกเค้าที่จตุจักร หนูอยากขายขนมเพราะทำเค้กเป็น แต่ตอนนี้น่าจะยากเพราะเดี๋ยวเดือนพฤศจิกาจะเริ่มงานกับ NBT เป็นพิธีกรรายการคนพิการซึ่งเป็นโปรเจ็กท์ใหม่ของเค้า กลายเป็นทำงาน 6 วันเลย เหลือเวลาพักผ่อนแค่วันเดียว ส่วนงานกระทรวงน่าจะเริ่มหลังรับปริญญา แต่เราก็ยังอยากขายขนมนะ ล็อกที่จตุจักรก็ยังอยู่ถ้าเกิดเราไปเค้าก็พร้อมให้เราไปขาย แต่ถ้าขายเสาร์-อาทิตย์ก็ให้แม่ไปขายคนเดียวไม่ได้ เพราะว่าเค้าหูตึงแล้วก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้

UC: ที่ผ่านมามีสิ่งไหนที่คิดว่ายาก แต่เราทำสำเร็จไปแล้วบ้าง

จ๊ะจ๋า: ถ้าไม่เกี่ยวกับสุขภาพก็คงเป็นช่วงปีหนึ่ง เพราะหนูไม่ได้ตั้งใจเข้าบริหารหรือการตลาด หนูอยากเรียนสื่อสาร ตอน ม.ปลายก็มุ่งมาทางนี้ตั้งแต่แรก ไม่ได้โฟกัสบริหารเลย แต่พอมาสอบที่นี่เค้าบอกว่าภาคปกติของคนพิการยังไม่เปิด ภาคพิเศษก็รับแค่คนเดียวแล้วก็มีคนสอบเข้าแล้ว แต่หนูก็ไม่ได้อยากเรียนภาคพิเศษอยู่แล้วเพราะมันต้องเรียนกลางคืน อาจารย์เลยให้หนูทำเรื่องย้ายคณะ ตอนแรกจะเข้าคหกรรมแต่เค้าก็ไม่รับวีลแชร์เหมือนกันรับแต่คนพิการทางหู ก็เลยคิดว่าเรียนบริหารการตลาดก็ได้ อย่างน้อยก็คงได้สื่อสารบ้าง แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เรียนมีวิชาโฆษณาตัวเดียวเอง ก็ผิดหวังแล้วก็รู้สึกว่ามันยากมากๆ มีแต่เลข ปีหนึ่งหนูก็เลยเท หนังสือไม่อ่าน พอเกรดออกปุ๊บปรากฏว่าได้ 1.7 ก็รับไม่ได้โมโหตัวเอง ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ยากสุดแล้ว หลังจากนั้นเลยคิดว่าไม่ได้ละยังไงเราก็เลือกมาแล้ว เลยกลับมาอ่านหนังสือ แล้วเกรดก็ขึ้นมา 3 ภายในเทอมเดียว

UC: มีวิธีเพิ่มเกรดในสาขาที่เราไม่ชอบอย่างไร

จ๊ะจ๋า: มันคงเป็นเพราะไปเจอวิชาที่ชอบด้วยมั้ง ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่าการตลาดคืออะไร เรียนไปเพื่ออะไร พอได้เจอวิชาพฤติกรรมผู้บริโภคก็เข้าใจว่าทำไมต้องเรียน มันมีประโยชน์ยังไง เอาไปใช้ได้ยังไง แต่ก็ยังเกลียดคณิตนะ! เจอทุกตัวเลยเพราะก็ต้องหากำไร-ขาดทุน

UC: เรียน 4 ปีรวมกับคนปกติ แล้วยังเข้ากิจกรรมรับน้องด้วย ลองเล่าให้ฟังหน่อย

จ๊ะจ๋า: ก็ทำหมดนะ อย่างเช่นขึ้นสแตนถึงหนูจะไม่ได้ทำท่า แต่รุ่นพี่ก็อนุโลมให้ไปนั่งข้างๆ ช่วยเพื่อนร้องเพลง เวลาเรียกประชุมกลับตีสามตีสี่ถึงไม่ได้ต้องทำอะไรแต่ก็มา หนูคิดว่าถ้าไม่ไปรับน้องเราก็จะไม่มีเพื่อน เวลาเรียนก็คือเรียน หลังเลิกเรียนเค้าถึงจะเรียกรวม เวลาที่ได้อยู่กับเพื่อนมากที่สุดก็คือตอนรับน้อง ถ้าไม่ไปรับน้องเวลาเราอยู่ในห้องก็จะอึดอัดเพราะไม่รู้จักใคร มานั่งเรียนอย่างเดียวคงรู้สึกแปลกแยก แล้วเราก็อยากทำด้วยเพราะมันก็ไม่ได้มีอะไรยาก

“สังคมไทยตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เห็นคนพิการแล้วจะสงสาร หรือคิดว่าคนพิการทำไม่ได้”

UC: เราเห็นความสามารถของจ๊ะจ๋ามาเยอะมาก ทั้งรำไทย เล่นดนตรีไทย ทำกิจกรรม อยากบอกอะไรกับคนที่เค้ามองว่าเราน่าสงสาร หรือไม่เห็นความสามารถในตัวเราบ้าง

จ๊ะจ๋า: สังคมไทยตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เห็นคนพิการแล้วจะสงสาร หรือคิดว่าคนพิการทำไม่ได้ เท่าที่หนูเจอคนก็ไม่ได้มองด้วยความสงสาร สำหรับคนพิการทั่วไปไม่ค่อยเจอ เพราะสื่อต่างๆก็นำเสนอให้คนเข้าใจมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มันจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย หรือไม่ค่อยเปิดโอกาสมากกว่า อย่างตอนนี้กฏหมายบอกว่าต้องมีพนักงานเป็นคนพิการ แต่พอไปสมัครจริงเค้าไม่ได้ระบุว่าพิการประเภทไหน กลายเป็นว่าวีลแชร์เค้าไม่รับเลย เค้าจะรับแค่หูไม่ก็สายตา

UC: มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ แล้วอยากทำซักครั้งในชีวิตไหม

จ๊ะจ๋า: อยากพาแม่ไปเที่ยว เพราะเค้าทำงานหนักมาตลอดไม่ได้พักเลย เพิ่งมาได้พักช่วงที่หนูเริ่มทำงานสมัยมหาลัย อยากพาเค้าไปพักผ่อนบ้าง เพราะปกติเวลาหนูไปเที่ยวเค้าก็ไม่ไป

UC: ไปเที่ยวไหนมาแล้วบ้าง

จ๊ะจ๋า: หนูก็ไปเที่ยวมาหมดแหละ เชียงใหม่ขึ้นดอย เค้าท์ดาวน์หนูก็ไปมากับเพื่อน หนีแม่ไปเที่ยวทะเลก็ทำมาแล้ว จริงๆเค้าก็รู้แต่พอจะให้เค้าไปด้วยเค้าก็กลัวลูกเที่ยวไม่สนุก เลยอยากให้เค้าได้ไปพักผ่อนบ้าง ช่วงหลังมาก็ไปด้วยกันตลอด เพราะหนูบังคับให้เค้าไป อย่างคอนเสิร์ต GOT7 เค้าก็ไปด้วยแล้วแม่แฮปปี้มาก หนูบอกเค้าว่าจะไปหา ปาร์ค โบกอม นะ แม่ก็ถามว่าแม่เข้าได้หรือเปล่า หนูชอบอะไรแม่ก็รู้จักเพราะเราเล่าให้เค้าฟัง รู้ทุกอย่าง หนูดูซีรีย์เรื่องอะไรก็จะถามหรือมานั่งดูด้วย บางทีหนูต้องนั่งรอเค้าทำงานเสร็จเพื่อที่จะมาดูพร้อมกัน

UC: สิ่งที่ทำให้อยากออกไปใช้ชีวิตแบบคนปกติคืออะไร

จ๊ะจ๋า: แม่เลี้ยงหนูมาแบบเด็กปกติ ฉะนั้นพอโตขึ้นเลยไม่คิดว่าต้องทำอะไรแบบคนพิการ อย่างตอนเข้าโรงเรียนศรีสังวาลย์ที่เป็นโรงเรียนสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่เค้าก็จะนั่งวีลแชร์ แต่หนูไม่ได้นั่งวีลแชร์ตั้งแต่เกิด พอเข้าไปก็รู้สึกแปลก ไม่ใช่ว่าแปลกเวลาเราอยู่กับคนปกติ แต่แปลกที่คนอื่นเค้านั่งวีลแชร์กัน ตอน ป.1-ป.3 หนูก็เรียนโรงเรียนทั่วไป หนูจะใช้จักรยาน ไม่ก็จะใช้รถเข็นเด็ก หรือไม้ค้ำยันบ้าง ตอนนั้นยังตัวเล็กก็ยังเดินได้ พอขึ้น ป.4 แม่เริ่มไม่ไหวแล้วเพราะมันต้องขึ้นบันไดเลยย้ายมาเรียนศรีสังวาลย์ พอหนูมาเจอแบบนี้ มันกลายเป็นหนูไปตั้งคำถามเค้าว่าเค้านั่งรถเข็นทำไม อยากรู้ว่ามันเข็นยังไง  เจ็บนิ้วมั้ย ล็อคยังไงอะไรแบบนี้

UC: เริ่มเดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่

จ๊ะจ๋า: น่าจะช่วง ม.2-ม.3 หนูผ่าตัดถี่มาก พอผ่ามากๆกระดูกมันก็งอไปเรื่อยๆ ใส่เฝือกนานๆกล้ามเนื้อก็ตาย

“คนที่ปวดก็คือหนู คนที่ทุกข์ก็คือหนูไม่ใช่คนอื่น เลยบอกกับตัวเองว่าส่วนที่รักษาก็รักษา ส่วนเรียนก็เรียน ทำอะไรที่เรามีความสุข การรักษามันเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ต้องป่วย”

UC: การต้องสู้กับความเจ็บป่วย หรือความคิดที่ว่าร่างกายเราแย่ลงทุกวัน สิ่งไหนที่ทำให้เรามองโลกในแง่บวก

จ๊ะจ๋า: คนชอบบอกว่าหนูมองโลกบวก แต่หนูไม่ได้มองโลกบวกนะ หนูคิดว่าเราป่วยก็ต้องรักษา หายหรือไม่หายก็รักษาไปเพราะมันหนีไปไหนไม่ได้ ถ้าหนูเก็บมาคิดว่าพรุ่งนี้ต้องปวดอีกแน่เลย คนที่ปวดก็คือหนู คนที่ทุกข์ก็คือหนูไม่ใช่คนอื่น เลยบอกกับตัวเองว่าส่วนที่รักษาก็รักษา ส่วนเรียนก็เรียน ทำอะไรที่เรามีความสุข การรักษามันเป็นเรื่องปกติที่ใครก็ต้องป่วย

UC: เจอเหตุการณ์เฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง กลัวมั้ยว่าพรุ่งนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิต

จ๊ะจ๋า: ไม่กลัวนะ วันนึงคนเราก็ต้องตายไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว หนูกับแม่ไม่ได้มาโฟกัสว่าพรุ่งนี้ถ้าเกิดตายขึ้นมาจะทำยังไง เมื่อก่อนก็คิด ตอนเรียนปี 1 ปี 2 เรายังคิดอยู่เลยว่าถ้าตายขึ้นมาแม่จะอยู่ยังไง หรือถ้าแม่จากเราไปจะใช้ชีวิตยังไง แต่พอเราโตขึ้น อ่านหนังสือเยอะขึ้น ได้เรียนรู้อะไรต่างๆ เลยคิดได้ว่าให้มันเป็นเรื่องของพรุ่งนี้ดีกว่า ถ้าเรายิ่งไปโฟกัสตรงนั้นมันก็ยิ่งเครียด พอเครียดก็จะเอื่อยเฉื่อยไม่อยากทำอะไร โอ้ยเดี๋ยวก็ตายจะทำไปทำไม

UC: มีไอดอลในการใช้ชีวิตไหม

จ๊ะจ๋า: ไม่มีนะ เรานำมาจากประสบการณ์ตัวเอง ถ้าสมมติเราชอบใครคนหนึ่ง เราอยากเก่งเหมือนเค้า อยากได้เหมือนเค้า เราก็จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ  พอเปรียบเทียบก็จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราก็ทำงานหนักเท่าเค้า อ่านหนังสือหนักเท่าเค้า แต่ทำไมเราไม่ได้เกรด 4 ล่ะ พอมีต้นแบบคนเราก็ต้องเกิดการเปรียบเทียบร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว

หลังจากได้คุยกับน้องจ๊ะจ๋า ความคิดของเราเกี่ยวกับน้องก็เปลี่ยนไปเลย จากที่เห็นในสื่อต่างๆก่อนจะมารู้จักตัวตนของเธอ ยอมรับว่าเราแอบคาดเดาไปล่วงหน้าแล้วว่าเธอน่าจะเป็นคนจริงจัง เพราะต้องฝ่าฟันอะไรมาหลายอย่าง ซึ่งพอได้มาคุยจริงๆเธอคือเด็กผู้หญิงร่าเริงที่มีความคิด และใช้ชีวิตปกติแบบเราๆนี่แหละ

Writer