Too Big To Handle

Mexico City เมืองหลวงของประเทศ Mexico บ้านของคนจำนวน 22 ล้านคน ที่มีความหลากหลายทั้งภูมิประเทศ และสภาพสังคม โดยประชากรกว่าครึ่งมีอายุต่ำกว่า 26 ปีเท่านั้นเอง 

ประชากรของ Mexico City เติบโตขึ้นจากเพียง 3 ล้านคน มาเป็น 22 ล้านคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 70 ปี ปัญหาที่รัฐบาลและหน่วยงานราชการต่างๆ ต้องรับมือและปรับตัวนั้นมากมายและเกินกว่าที่จะควบคุมได้ทัน ทั้งอัตราคอรัปชั่นและอาชญากรรมที่สูงขึ้นปีต่อปี ทำให้ความเชื่อมั่นของประชากรที่มีต่อรัฐบาลนั้นลดลงเหลือแค่ 30% เท่านั้น การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับประชาชนเพื่อการพัฒนาเมืองหลวงนี้จึงแทบจะไม่สัมฤทธิ์เลยตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ไม่เว้นแม้แต่การจราจรของ Mexico City ที่ติดอันดับ 4 ยอดแย่ของโลก

New Change, New Approach

แต่แล้วในปี ค.ศ. 2012 นายกเทศมนตรี ‘Miguel Ángel Mancera’ ได้ริเริ่มโครงการ Laboratorio para la Ciudad หรือ “Laboratory for the City” ที่แปลว่าห้องแล็บสำหรับเมือง เพื่อให้คำสัญญาต่อประชาชนว่า จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเมืองให้ได้ โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่นำทีมห้องแล็บนี้คือ ‘Gabriella Gómez-Mont’ ผู้ซึ่งเคยเป็นนักข่าว ผู้ผลิตภาพยนตร์สารคดี และศิลปินมาก่อน 

แล็บนี้ประกอบไปด้วยทีมงานที่มาจากหลากหลายความถนัด หลายอาชีพ และหลากอายุ ตั้งแต่ศิลปิน กราฟิกดีไซเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย นักวิเคราะห์ข้อมูล สถาปนิก วิศวกรคอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยที่ทั้งทีมมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 29 ปี เท่ากับอายุเฉลี่ยของคนในเมือง

วิธีที่แล็บนี้เลือกใช้ในการแก้ปัญหาของเมืองนั้น คือการหยิบเอาความร่วมมือของคนในเมืองกับภาครัฐมาใช้ โดยมีแล็บเป็นตัวกลางในการนำพาความคิดไปสู่การทดลองจริง ก่อนที่จะผลักดันให้ออกมาเป็นนโยบาย และกฎหมายต่อไป ภายใต้การสนับสนุนที่ดีของนายกเทศมนตรี ทำให้ Gómez-Mont นำทีมทดลองแก้ปัญหาเมืองและออกมาเป็น ข้อมูล นโยบายที่น่าสนใจมากมาย และเธอก็ได้กล่าวไว้ว่า

สิ่งที่เรามองข้ามไปมากที่สุดในเมืองใหญ่อย่าง Mexico City นั่นก็คือพลังของประชาชน

“One of the most underutilised resources in a place like Mexico City is its citizen power”

People as a Resource

ตัวอย่างที่ชัดเจนในการใช้พลังประชาชนแก้ปัญหาเมือง ร่วมกับแนวคิด และมุมมองที่สดใหม่จากทีมทำงาน คือ โปรเจกต์ ‘Mapatón’ ที่ตั้งใจจะแก้ปัญหารถบัสโดยสารซึ่งมีมากกว่า 1,500 สาย และขนส่งประชาชนจำนวนมากถึง 70% จาก 22 ล้านคน แต่กลับไม่มีการบันทึกเส้นทางเดินรถของรถเหล่านี้เลย ทำให้ผู้คนที่จะใช้งานรถบัสโดยสารต้องอาศัยการจดจำ และถามเอาจากคนที่รู้เส้นทางนั้นๆ เอง สำหรับเมืองที่มีประชากรขนาดนี้ นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่นับวันจะบานปลาย

Mapatón คือแอปพลิเคชันมือถือที่มาในรูปแบบเกม หรือ gamification ให้ประชาชนผู้โดยสารรถบัสบันทึกตำแหน่งของตน ในขณะที่โดยสารบนรถบัสแลกกันกับแต้มรางวัลภายในเกม ใครโดยสารไปได้ไกลมาก ก็ได้แต้มมาก พร้อมกับต้องถ่ายรูปสายของรถบัสมาควบคู่กันกับเส้นทางที่ตนบันทึก ออกมาเป็นแผนที่เดินรถทั่วทั้งเมือง

ผลลัพธ์ของ Mapatón นั้นดีเกินคาด ภายในเวลา 17 วัน มีผู้โหลดใช้แอปฯ มากถึง 3,600 คน มีการบันทึกเส้นทางมากถึง 2,600 เส้นทาง รวมเป็นระยะทาง 48,000 กิโลเมตร หรือ 1.4 รอบโลก !

 “ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือของรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชน”

สามารถลดงบประมาณ และระยะเวลาที่ควรจะต้องใช้จริงถึง 400 วันในการเก็บข้อมูลให้ลดลงเหลือแค่ การพัฒนาแอปพลิเคชัน และเวลาเก็บข้อมูลเพียงแค่ 2 อาทิตย์กว่าๆ เท่านั้น

Trust is the Beginning

ด้วยความพยายามของ Gómez-Mont และทีมแล็บเมือง สิ่งต่อไปที่หวังได้ คือการสมานความไว้วางใจของประชาชนกับรัฐบาลให้ได้ ด้วยโปรเจกต์อย่าง Mapatón และอื่นๆ อีกมากมาย จะทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น การได้ใกล้ชิดกับรัฐบาลที่มีความเปิดกว้าง และทันสมัยมากขึ้น ปัญหาที่เกินจะแก้ไขได้อย่าง Mexico City ก็คงไม่ใช่แค่ฝันอีกต่อไป

sources : https://www.frameweb.com/news/spaces-for-innovation-laboratorio-para-la-ciudad 
https://www.urbangateway.org/news/experimental-think-tank-mexico-cityhttp://urbanovacion.com/portfolio-items/closing-ceremony-of-the-first-mapaton-in-cdmx/
https://g0v.news/laboratorio-para-la-ciudad-re-imagining-mexico-city-through-civic-tech-84272ce8619c?gi=c3bcc4807be2


Facebook Comments