จอร์แดน ดินแดนมหัศจรรย์ที่ถูกมองข้าม ตอนที่ 1

ถ้าพูดถึงสิ่งมหัศจรรย์อย่าง The Rose City, Petra หรือ Dead Sea ทะเลที่ไม่มีวันจมแล้ว ทุกคนน่าจะรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่เป็นที่น่าแปลกใจที่เราเห็นคนรอบๆ ตัวเราไปประเทศนี้น้อยมาก หรือไม่ถูกนับว่าเป็นประเทศแรกๆ ที่อยากไปเยือน รวมถึงตัวเราเองด้วย

จอร์แดน ไม่เคยอยู่ใน Bucket List  ของเราเลย แต่เหตุเกิดจากความเบื่อ อยากไปเที่ยว ระหว่างกินข้าวกันอยู่เรากับเพื่อน ก็พูดพร้อมกันว่า ไปเถอะ ไปไหนก็ได้ อยากเที่ยวแล้ว

เนื่องจากเรากับเพื่อนไม่ใช่สายชอปปิ้งเท่าไหร่ อยากไปที่ที่ธรรมชาติสวยๆ แล้ว Out of the Blue ชื่อของ Jordan ก็โผล่ขึ้นมา พอเริ่ม Google ดูรายละเอียดกัน เราก็ยังไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่นะ แค่รู้สึกไปก็ได้ ไปดู Petra, The World 7 Wonders กับตาซักรอบว่าจะสวยขนาดไหน บวกกับความชอบทะเลทรายส่วนตัว แล้วก็ Dead Sea! ที่คิดว่าชีวิตนี้ยังไงก็ต้องลอง ก็เลยตกลงว่า ไปค่ะ จองตั๋ว ทริปนี้ถือเป็นทริปนึงที่เกิดขึ้นง่ายมากๆ แต่เพื่อนๆ หลายๆ กลุ่มคงเหมือนกัน คือถ้าไม่ตกลงเลย ไม่รีบซื้อตั๋วเลย ทริปก็จะไม่เกิด และล่มไปโดยปริยาย เป็นเหมือนกันมั้ย ??

เนื่องจากจอร์แดนเป็นประเทศอาหรับ หนึ่งใน Middle East ทางตอนเหนือติดกับซีเรีย ตะวันออกติดกับอิรัก ทางใต้ติดกับซาอุดิอาระเบีย ทางตะวันตกติดกับอิสราเอล เมื่อฟังชื่อประเทศรอบข้าง บวกกับข่าวครึกโครม เรื่องที่นักบินถูกเผาตายในช่วงที่เราจะไปพอดีด้วยแล้ว Jordan อาจเป็นประเทศหนึ่งที่คนรอบข้างอาจถามคุณได้ว่า ไปได้เหรอ ปลอดภัยเหรอ

แต่เราเชื่อว่า ไม่ใช่ทุกพื้นที่ของ Middle East ที่เป็น Warzone ก่อนเที่ยวเราแนะนำให้เช็คสถานการณ์ของประเทศนั้นๆ ก่อนว่าอยู่ใน Red Zone หรือไม่ ส่วนตัวเราไม่อยากให้ข่าวตามสื่อต่างๆ ทำให้เรากลัวกันจนไม่ได้ออกไปท่องเที่ยวรอบโลก เพราะตอนประเทศเรามีปัญหา คนต่างชาติก็คงมองมาว่ามันน่ากลัวจนไม่กล้ามาเนอะ แต่ตอนนั้นพวกเราก็พยายามทำให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่ามาได้ ปลอดภัย และจากประสบการณ์ที่เราไปมา เราว่ามันปลอดภัยมาก ไม่น่ากลัวเลย แต่ก็อย่าลืมตรวจสอบความปลอดภัยกันดูก่อนนะจ๊ะ!

และแล้วการเดินทาง และจุดกำเนิดของ #JBT ก็เริ่มขึ้น ….Amman-Madaba-Jerash-Wadirum-Petra-Deadsea การเดินทางครั้งนี้เรามีกัน 3 คน ชาย 1 (ไม่ประสงค์ออกนาม lol) ผู้หญิง 2 J-จิ๋ว BT-ใบตอง ที่มาของ#JBT ที่เดี๋ยวเราจะค่อยๆ ทำความรู้จักกับ Hashtag นี้ไปด้วยกันนะ ถ้าอ่านจบแล้วชอบแนวการท่องเที่ยงของเราสองคน ก็โปรดติดตามกันด้วยน้า 😀  เราออกเดินทางกันปลายเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงปลายหนาว เข้าฤดูใบไม้ผลิพอดี ครั้งนี้เราไปกัน 6 วันรวมวันเดินทาง

Day 1 : From Bangkok to Amman

เราออกเดินทางโดยสายการบิน Royal Jordanian เวลา 00:30 am บินตรงถึงสนามบิน Amman Internaitonal Airport ตอน 05:15 am ใช้เวลาบินทั้งหมด 9 ชั่วโมง 45 นาที เวลาที่นู่นช้ากว่าประเทศไทย 4 ชม. พอดี สำหรับคนไทย เราสามารถมาขอ Visa on Arrival ได้เลยที่สนามบินก่อนผ่าน Immigration ค่าวีซ่าต้องจ่ายเป็นเงินสด สกุล Jordan dinars เท่านั้น ซึ่งสามารถแลกได้ที่ counter ฝั่งตรงข้าม Immigration ได้เลย (จุดนี้เตรียมเงิน USD ไปด้วยนะจ๊ะ) ค่าวีซ่าราคา 40 Jordan Dinars หรือประมาณ 57USD /1920บาท หรือเพื่อความสะดวก คุณสามารถซื้อ Jordan Pass www.jordanpass.jo ไปล่วงหน้า Pass นี้สามารถเข้า Attraction ในจอร์แดนได้กว่า 40 ที่ รวมถึง Jerash Wadirum และ Petra ด้วย แถมได้ waive ค่าวีซาอีก ถือว่าสะดวก และคุ้มมาก! เราซื้อแบบเข้า Petra 1วัน 99 USD หรือประมาณ 3400 บาท

พอผ่าน Immigration ออกมา เราก็เจอพนักงานจากบริษัทรถเช่า Green Motion Jordan มารออยู่แล้ว เขาก็พาขับไปที่ Office เพื่อ Register และรับรถ

Jordan at first glance

วันแรกเนื่องจากเราถึงเช้ามากๆ เราเลยเข้า Check-in อาบน้ำ พักผ่อนกันที่ Best Western Grand Hotel Madaba ก่อนออกเที่ยว วันนี้เราได้ติดต่อไกด์ไว้คนนึง ชื่อ Wa’el Salih tour guide (Tel:0796664834) คุยไปมาเค้ามีลูกค้าไทยเยอะมาก พูดคุยน่ารักมากๆ ใครไปติดต่อไกด์นี้ได้เลย ไกด์เริ่มจากพาเราขับผ่านเมือง Amman ไปทางเหนือมุ่งหน้าสู่ซีเรีย

ตามท้องถนนมีแต่ผู้ชาย เห็นผู้หญิงออกมานอกบ้านน้อยมากๆ

Amman เป็นเมืองหลวงที่มีซากปรักหักพังตั้งแต่สมัยโรมันอยู่ตามจุดต่างๆ ไกด์พาไปที่จุดแรกคือ

“Citadel of Amman” หรือ Jaba al-Qal’a เป็นเมืองเก่าสมัยโรมันเรืองอำนาจ

สิ่งที่เหลือเก็นเด่นชัดที่สุดน่าจะเป็นซากเสาหินแห่งวิหารเฮอร์คิวลิส Temple of Hercules ต้นนี้แหละ

มองลงไปเห็นเมือง Amman ทั่วเลย

เดินถ่ายรูปกันซักพัก เราก็ขับต่อไปเพื่อไป Jerash ซึ่งอยู่เหนือจาก Amman ไป 48Km Jerash เป็นซากเมืองโรมันเก่า ถ้าใครชอบไป Ephesus, Turkey Colosseum, Rome ก็คงชอบที่นี่แน่ๆ

ซากโรงละครในอดีตกาล

จากนั้นเราก็กลับมาเที่ยวที่ Madaba ก่อนกลับเข้าที่พัก Madaba เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเกี่ยวกับโมเสคมาก ไกด์พาเราไปดูแผนที่โมเสคที่หลงเหลืออยู่ตามบ้าน ตามโบสถ์ต่างๆ รวมถึงแผนที่ของดินแดนศักดิ์สิทธ์ Mosaic Map of Holy Land ที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ด้วย

จากนั้นก็แวะชมวิวที่ Mount NEBO – Memorial of Moses เป็นที่ที่โมเสสตาย ที่นี่วิวสวยมาก แนะนำถ้าได้มาแล้วแวะมาดูสักหน่อยก็ดีนะคะ

 

Day 2 : A night under the stars

เช้านี้เราขับรถออกจาก Amman มุ่งหน้าสู่ Wadi Rum (Roman Valley : Wadi = Valley, Rum = Roman) ทัศนียภาพเริ่มแห้งขึ้นเรื่อยๆ จนทุกอย่างรอบๆ กลายเป็นผืนทราย

ผ่านไป 4 ชม. เราก็ขับมาถึง Visitor Center จุดบ่งบอกว่าเป็นปากทางเข้า Wadi Rum และเราต้องทิ้งรถไว้ตรงนี้ ที่ที่เป็นจุดนัดพบกับไกด์จากโรงแรมด้วย เราเดินทางเข้า Wari Rum ด้วยการขี่อูฐ 1 ชม. ต่อไปขึ้นรถจี๊ปชมวิวตามจุดต่างๆ มันเป็นผืนทะเลทรายที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่มาก ที่นี่เป็นโลเคชั่นสำหรับถ่ายหนังดังๆ หลายเรื่องอีกด้วย อย่างเช่น Lawrence of Arabia, Transformer : Revenge of the Fallen หรือ The Martian

ลิสต์หนังที่ถ่ายทำที่ Wadi Rum

ทัศนียภาพที่นี่เด็ดมากจริงๆ ค่ะ กลางวันอากาศกำลังดี ไม่ร้อนเลย 25 องศาเซลเซียสได้ มีมุมถ่ายรูปตลอดทาง ทางเราเลยจัดชุดไปเปลี่ยนซะหน่อย เอาให้คุ้ม ! เปลี่ยนมันแบบทุลักทุเลในรถจี๊ปมันนี่ล่ะค่ะ ใช้เวลาตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนเย็น ก็ยังได้แวะชมพระอาทิตย์ตกเล็กน้อยก่อนเข้าที่พักอีกด้วยนะเออ

คืนนี้เรานอนกันที่ Wadi Rum Night Luxury Camp จริงๆ Bedouin Camp มีหลายแบบมาก มีทั้งที่เข้าไปในทะเลทรายลึกๆ นอนกลางทะเลทรายไม่มีเต๊นท์ก็มี เรามาทริปนี้อยากจะชิลๆ เลยขอนอนที่สบายๆ หน่อย เต๊นท์ที่นี่ถือว่าดีมากเลย เตียงนอนสบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวก ฮีทเตอร์ ปลั๊กไฟ กระจก โต๊ะเครื่องแป้ง ผ้าเช็ดตัว สลีปเปอร์สให้เหมือนห้องพักในโรงแรม ห้องนอนสะอาด ห้องน้ำมีทั้งแบบมีในตัวห้องพักและแบบห้องน้ำรวม อากาศตอนกลางคืนกลางทะเลทรายค่อนข้างหนาวเลยทีเดียว ควรพกเสื้อกันหนาวไปเผื่อ เพราะอากาศในทะเลทรายแปรปรวนมาก ไม่สามารถคาดเดาได้เลย

เราเลือกแบบ Triple Room Tent เห็นแบบนี้ข้างในมีเตียงอย่างดีแบบในโรงแรมเลยนะคะ พร้อมฮีทเตอร์ โต๊ะเครื่องแป้งและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บอกเลยว่า เริ่ด!

ปีนี้มีห้องแบบนี้ไว้ให้นอนดูดาวด้วย เกร๋!

credit picture : http://www.wadirumnight.com

พอตกเย็นทาง Camp เตรียมอาหารเป็นแนว Buffet ไว้ รสชาติอาหารที่นี่เราว่าอร่อยเลย ทั้ง ไก่ สลัด ฮัมมุส

พอทานกันเสร็จก็ย้ายไปอีกเต๊นท์นึงที่เค้าจุดกองไฟไว้ให้แขกมาตั้งวงล้อมกองไฟคุยกัน อันนี้เราชอบมาก เราว่าการเดินทางมักดีเสมอเมื่อเราได้เจอคนท้องถิ่น ได้พูดคุยกับคนใหม่ๆ ที่มาจากต่างที่ ต่างความเชื่อ ต่างวัฒนธรรม และได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน … คืนในทะเลทรายคืนนั้น…บทสนทนา ระหว่าง ไทย นอร์เวย์ จอร์แดน จีน ฝรั่งเศส ยังคงเป็นอะไรที่เเราชอบที่สุดในทริปนี้ … ประเทศที่รักกษัตริย์ ที่มีกษัตริย์คอยดูแล VS ประเทศที่รัฐบาลดูแลให้ในทุกด้านของชีวิต VS ประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ VS ประเทศแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย เรานั้งคุยกันจนเกือบเที่ยงคืน

คนที่นี่เป็นมิตรมากๆ เล่นมุขเสี่ยวๆ เหมือนคนไทยเลย ตลกมาก ชื่อภาษาเรากับเค้าก็ออกเสียงคล้ายกัน อย่างชื่อเราสุทธาภา เค้าบอกว่าชื่อเหมือนดอกไม้ชนิดนึง ส่วนชื่อจริงใบตอง แปลว่า Two Moons เพราะฉะนั้น #JBT แปลว่า #ดอกสองจันทร์ สินะ อืม ก็ยังดีที่ไม่ใช่ดอกไม้จันทน์ lol

คนที่นี่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ ดูชิช่าและดื่มชามิ้นท์ใส่น้ำตาลกันทุกที่ ถ้าต้องการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็หาได้แค่ตามโรงแรม และร้านอาหารนานาชาติเท่านั้น

เสียดายที่คืนนี้เป็นคืนเดือนเปิด เราเลยอดเห็น Milky Way เลย แต่ถึงกระนั้น ท้องฟ้าที่นี่ก็เป็นท้องฟ้าที่มีดาวเต็มฟ้าที่สุดที่นึงที่เราเคยเห็นมา

เดี๋ยวคราวหน้า จะพาไป Petra และ Deadsea กัน 🙂

 

Contributor

Urban Creature

กองบรรณาธิการ Urban Creature