Fine Robusta โรบัสต้าคุณภาพดีปลูกได้ทุกที่ในไทย - Urban Creature

การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลกที่พลิกโฉมหน้าการใช้ชีวิตของผู้คนไปโดยสิ้นเชิง ผลิตภัณฑ์หลากชนิดเช่นสิ่งทอได้เครื่องจักรเป็นกำลังสำคัญในการผลิตเสื้อผ้าจำนวนมากจนเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น รวมถึงเครื่องจักรไอน้ำที่ทำให้เกิดโรงงานใหม่ขึ้นจำนวนมาก 

แต่สำหรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของกาแฟโรบัสต้าในยุคนี้ อาจจะไม่ได้หมายถึงการผลิตในปริมาณมหาศาล ในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่มนานาชนิด แต่หันมาโฟกัสที่รสชาติและคุณภาพเหมือนที่รุ่นพี่อย่างอาราบิก้ากรุยทางเอาไว้

Urban Creature ชวนสองผู้คร่ำหวอดในวงการกาแฟอย่าง เคเลบ จอร์แดน นักพัฒนากาแฟเมืองน่านที่ปลูกปั้นกาแฟมณีพฤกษ์จนติดระดับประเทศ และ กรณ์ สงวนแก้ว Head Roaster & Green Buyer จาก Roots ร้านกาแฟที่เอาจริงเอาจังในสิ่งที่ตัวเองทำและให้ความสำคัญเกษตรกร มาคุยกันถึงการเติบโตของโรบัสต้าที่กำลังเฉิดฉายนอกแวดวงอุตสาหกรรม ด้วยการมาอยู่ในคาเฟ่ที่เน้นกาแฟคุณภาพดี หรือโรงคั่วชั้นนำที่เริ่มปล่อยโรบัสต้าเบลนด์ใหม่สู่ตลาดเป็นระยะ

ห้าปีมานี้กาแฟไทยโดยเฉพาะอาราบิก้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด และโรบัสต้ากำลังจะตามไป และอาจมีสิทธิ์ก้าวไปไกลกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่ต้องเผชิญกับคู่แข่งมหาโหดจากทั่วโลก และไทยก็มีความพร้อมทั้งด้านภูมิประเทศ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟที่พร้อมผลักดันแต่ปัจจัยสำคัญอาจจะอยู่ที่ผู้บริโภค

ดูคล้ายกันแต่เป็นคนละอย่าง

ถึงภาพจำและความนิยมจะสู้ไม่ได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเปิดที่ทำให้คอคาเฟอีนรู้จักกาแฟนั้นมาจากโรบัสต้าซะเป็นส่วนใหญ่ Head Roaster ของ Roots บอกว่า ดื่มกาแฟผงครั้งแรกก็เป็นโรบัสต้า กาแฟ 3 in 1 ก็เป็นโรบัสต้า โตขึ้นมากินกาแฟกระป๋องก็โรบัสต้า กระทั่งกินเค้กรสกาแฟก็เป็นโรบัสต้าอีกเหมือนกัน 

“เรามีโรงงานใหญ่ที่รับซื้อเมล็ดกาแฟอยู่ภาคใต้ พอถูกปลูกเพื่อขายเข้าไปในสเกลใหญ่ระดับอุตสาหกรรมก็เลยไม่ได้ใช้ความดูแลมากขนาดนั้น และคนที่ปฏิเสธโรบัสต้าก็มีจริง พอมาถึงจุดหนึ่งเราไม่ได้กินกาแฟที่แปรรูปเป็นผงหรือเป็นน้ำอีกแล้ว แต่ดื่มกาแฟที่ชงจากเมล็ดซึ่งส่วนมากจะเป็นอาราบิก้า เราเริ่มเข้าใจกาแฟและให้ความสำคัญกับรสชาติมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีบัญญัติว่า กาแฟที่ชงสดจะต้องเป็นอาราบิก้าเท่านั้น” กรณ์อธิบาย

ไม่แปลกที่ภาพจำของโรบัสต้าจะดูเป็นรองกว่าเพื่อนต่างสายพันธุ์อย่างเห็นได้ชัด แต่ในแง่ของอุตสาหกรรมต้องบอกว่าคุณสมบัติของโรบัสต้าคือพระเอกดีๆ นี่เอง เพราะไม่จำเป็นต้องปลูกในที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรที่ภูมิประเทศเป็นภูเขา แต่สามารถปลูกบนพื้นที่ราบในระดับเหนือน้ำทะเล 200 – 600 เมตร ทำให้เครื่องจักรเข้าไปทำงานได้ง่าย ทำให้การผลิตในสเกลอุตสาหกรรมง่ายขึ้นตามไปด้วย 

“เป็นกาแฟเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกัน การใช้งานก็ไม่เหมือนกัน อาราบิก้าจะเหมาะกับพวกกาแฟดริป เอสเปรสโซ่ หรือกาแฟที่ชงกินแบบร้อน ส่วนโรบัสต้าจะเหมาะกับกาแฟใส่นม ลาเต้ คาปูชิโน่ หรือกาแฟที่เน้นกินแบบเย็น โปรไฟล์ของโรบัสต้าจะเข้ากับนมหรือนมข้นหวานมากกว่า ความคิดทั่วไปคือโรบัสต้าด้อยกว่าอาราบิก้าใช่ไหม สำหรับผมไม่ใช่ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้งานมันอย่างไร” นักพัฒนากาแฟเมืองน่านแสดงจุดยืนต่อโรบัสต้า

“เหมือนส้มกับมะนาว ดูคล้ายกันแต่เป็นคนละอย่าง” เคเลบ ตอกย้ำความเหมือนที่แตกต่างด้วยการยกตัวอย่างแบบที่เห็น โดยกาแฟ 2 ชนิดนี้ต่างกันตั้งแต่ชื่อสายพันธุ์ ยันโครงสร้าง ลามไปจนถึงขั้นตอนโพรเซสและการคั่ว ซึ่งเราจะกลับมาเล่าอีกทีในหัวข้อถัดไป

It’s FINE Robusta

ชื่อเสียงของเคเลบ รู้จักกันในฐานะนักพัฒนากาแฟที่ปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านมณีพฤกษ์ จังหวัดน่าน มานานกว่า 15 ปี และผลักดันกาแฟจากผลผลิตน่านจนขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของประเทศ 3 – 4 ปีให้หลังมานี้เขาเริ่มเบนเข็มมาสนใจกาแฟโรบัสต้า เพราะเห็นว่าเกษตรกรในพื้นที่ไม่มีตลาดสำหรับจำหน่ายผลิตผล หรือขายได้ในราคาต่ำจนขาดทุน 

“มีบริษัทเอาต้นกล้าโรบัสต้ามาขายที่นี่ ชาวบ้านก็เข้าใจว่าบริษัทจะรับซื้อ แต่พอเอาลงดินไว้สองสามปีก็หายไปเลย ถึงเวลาก็ออกดอกออกผลอยู่เต็มสวนแต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปขายใคร ทีนี้พวกเขาเห็นผมทำกาแฟอาราบิก้าอยู่แล้วเลยเข้ามาปรึกษาว่าจะทำอะไรได้บ้าง ผมอยากให้เกษตรกรที่ปลูกอยู่แล้วมาขายให้เป็นรายได้จริงๆ ไม่ได้ขายเพื่อปิดหนี้อย่างเดียว”

เขาเล่าถึงการทำงานร่วมกับเกษตรกรจะเน้นไปที่การหาตลาดโรบัสต้ามากกว่า เพราะเกษตรกรปลูกกันเป็นปกติอยู่แล้วอาจจะมีแนะนำถึงการให้ปุ๋ย หรือการหลีกเลี่ยงสารเคมีเพื่อให้ได้กาแฟที่คุณภาพดีและไม่ทำร้ายสุขภาพไปพร้อมกัน

“จากเดิมไม่ได้สนใจโรบัสต้าเท่าไหร่ ทำอาราบิก้าอย่างเดียว แต่หันไปมองรอบตัวจึงเห็นว่าพื้นที่ (ภูมิประเทศ) ของเกษตรกรส่วนใหญ่เหมาะกับการปลูกกาแฟโรบัสต้า ถ้ามีใครสักคนลุกขึ้นมาทำให้โรบัสต้ากลายเป็นกาแฟคุณภาพดี ก็สามารถเป็นตลาดที่ยั่งยืนได้”

ถ้าหันไปดูอาราบิก้าชื่อดังของไทยจะเห็นว่าเป็นผลผลิตจากบนดอยทั้งนั้นเพราะเป็นพืชที่ต้องปลูกในที่สูง กลับกันถ้าโรบัสต้าสามารถปลูกในที่ราบและกลายเป็นผลผลิตที่มีราคา นั่นหมายความว่านอกจากข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ฯลฯ ไทยอาจมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเพิ่มอีกชนิดก็ได้ 

หลายปีมานี้วงการกาแฟบ้านเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ร้านกาแฟเกิดใหม่ที่มีความเอาจริงเอาจังเกิดขึ้นทุกหัวระแหง และมีหลายร้านนำเสนอกาแฟในรูปแบบ Specialty Coffee หรือกาแฟอาราบิก้าคุณภาพดีที่ผ่านเกณฑ์ทดสอบและได้คะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ สำหรับโรบัสต้ากาแฟคุณภาพดีและมีความพิเศษจนผ่านเกณฑ์เรียกว่า Fine Robusta 

“พูดให้เข้าใจง่ายก็คือกาแฟคุณภาพสูง ตอนที่เริ่มทำยังไม่มีใครรู้จัก Fine Robusta เท่าไหร่ แต่พอคนเริ่มได้ชิมก็รู้ว่าโรบัสต้าทำให้คุณภาพดีได้ พอเริ่มเจอโรบัสต้าที่เอาใจใส่ ทำดี อร่อย หลายคนชอบมากกว่าอาราบิก้าอีก บอกว่าเป็นกาแฟจริงๆ เป็นสิ่งที่อยากได้มานานแล้วแต่ยังไม่เคยเจอ 

“ตลาดก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ร้านกาแฟและโรงคั่วก็อยากมีกาแฟเย็นสูตรเด็ด และมองหาปัจจัยที่ทำให้กาแฟพิเศษขึ้นมากว่าคนอื่นได้ ที่ผ่านมาโฟกัสไปอยู่ที่อาราบิก้าอย่างเดียว ไปหาอาราบิก้าที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด แต่มองข้ามโรบัสต้าไป” เคเลบ อธิบาย 

อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่ากาแฟสองชนิดนี้แม้จะดูคล้ายกันแต่เต็มไปด้วยความต่าง ไล่ตั้งแต่พื้นที่ที่เหมาะกับการเจริญเติบโต ไปจนถึงโครงสร้างของกาแฟก็ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นวิธีการ กระบวนการ ที่เคยใช้ได้ผลกับอาราบิก้า ไม่ต้องบอกก็คงเดาได้ว่าคงไม่ค่อยเวิร์กกับโรบัสต้าแน่ๆ 

“กระบวนการแปรรูปกาแฟใช้วิธีเดียวกันแต่ต่างกันในรายละเอียด ยีสต์ที่ใช้หมักก็ทำงานกับกาแฟแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน หรืออย่างการตากแดดโรบัสต้าก็จะชอบแดดจัดมากกว่า เปลือก และเมือกก็เหนียวกว่าอาราบิก้า

“หลายคนอาจจะคุ้นกับโรบัสต้าคั่วเข้มแต่ที่จริงนำมาคั่วอ่อนก็เวิร์กเหมือนกัน (*กาแฟคั่วเข้มมักจะให้กลิ่นคล้ายช็อกโกแลต ถั่ว หรือคาราเมลตามแต่ละสายพันธุ์และวิธีการคั่ว ส่วนกาแฟคั่วอ่อนจะเน้นความสุกสว่างให้รสเปรี้ยวและมีกลิ่นผลไม้) โรบัสต้าคั่วอ่อนรสชาติจะออกไปทางชาดำ ช็อกโกแลต น้ำผึ้งและมีกลิ่นดอกไม้ ดื่มได้ทุกวิธีเหมือนกัน แต่โรบัสต้ามีความเปรี้ยวน้อยจึงเข้ากับนมได้ดีกว่าอาราบิก้าที่หากนำมาผสมกับนม ความเปรี้ยวจะทำให้เหมือนนมเสีย” 

นึกถึงโรบัสต้าต้องนึกถึงไทย

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเคเลบและ Roots ร่วมกันออกกาแฟเซตพิเศษชื่อว่า New Frontier of Robusta Coffee by P’ Kaleb จากความเชื่อมั่นใน Fine Robusta ซึ่ง Head Roaster อย่างกรณ์มองว่ามีศักยภาพในการขึ้นไปอยู่ระดับโลกได้ 

“Roots ทำโปรเจกต์ทดลองกาแฟทุกปีและปีนี้เราเห็นว่าโรบัสต้าเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก แต่เดิมเราทำเบลนด์ Italian Espresso ที่มีส่วนผสมของโรบัสต้าไทยสิบเปอร์เซ็นต์ แต่เรามองว่าโรบัสต้าไทยไปได้ไกลกว่านั้น

“ถ้าเกิดหันไปมองกาแฟไทยจะเห็นว่ามีหลายตัวที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้น ลองส่ง New Frontier ไปให้หลายคนชิมแล้วได้ฟีดแบ็กที่ดีมาก หลายคนไม่เคยลองโรบัสต้าที่ผ่านความเอาใจใส่แบบนี้ เป็นผลตอบรับที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีโอกาสจะก้าวขึ้นระดับโลกได้ง่ายกว่าอาราบิก้าที่การแข่งขันสูง เป็นไปได้ที่ในอนาคตถ้าพูดถึงโรบัสต้าจะนึกถึงประเทศไทย เหมือนที่เราพูดถึงอาราบิก้าแล้วคิดถึงเอธิโอเปีย”

นักพัฒนากาแฟจากน่านสมทบว่า หากลองมองให้กว้างในระดับโลกจะเห็นว่าคนทำ Fine Robusta ยังมีจำนวนน้อยมาก ถ้าเราเอาจริงระดับโลกก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกว่าหลายประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ รวมถึงคนนอกอุตสาหกรรมใหญ่ก็หันมาให้ความสนใจมากขึ้น

“เราได้เปรียบกว่าประเทศแถบแอฟริกา เพราะพื้นที่ปลูกกาแฟมีถนนและไฟฟ้าเข้าถึง เหมาะกับการพัฒนางานวิจัยที่สวนได้เลย และที่สำคัญที่สุด คือมีคนที่มีใจอยากจะทำให้ดีขึ้น ถ้าสไตล์คนไทยเวลาทำอะไรก็อยากจะทำให้สุดยอด ผมเห็นบุคลิกแบบนี้เสมอ และตอนนี้มีคนที่เริ่มเอาใจใส่โรบัสต้าเยอะขึ้นกว่าเมื่อห้าปีก่อนที่จัดประกวดแล้วมีผู้ส่งกาแฟโรบัสต้าเข้าไปเพียงสามราย แต่ปีนี้มีถึงห้าสิบสามราย

“ที่มีคนสนใจเยอะขึ้นผมว่าเป็นเพราะเมืองไทยเหมาะกับโรบัสต้าด้วย เราเป็นประเทศที่กินกาแฟเย็นเยอะมาก ประเทศอื่นที่เน้นกาแฟร้อนอาจจะติดอาราบิก้าไปอีกนาน แต่ผมว่าเมืองไทยน่าสนใจสำหรับการพัฒนาโรบัสต้าจริงๆ” เคเลบ ย้ำ

ก้าวไกลได้ถ้าตลาดพร้อม

แม้โรบัสต้าจะมีทิศทางและอนาคตที่น่าไปต่อ แต่สองผู้คลุกคลีในวงการกาแฟมายาวนานเห็นตรงกันว่า หากเดินเครื่องแบบเต็มกำลังและเร็วเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดี เวลาประมาณ 10 ปีอาจเป็นตัวเลขที่เหมาะสม 

“ทุกปีก็มีคนรู้จัก Fine Robusta มากขึ้น แต่ยังไม่ถึงขนาดที่จะทำสเกลใหญ่ได้เพราะยังเป็น Niche Market อยู่ ร้านกาแฟก็จะมองที่ต้นทุนมากกว่า ถ้าเอาโรบัสต้าปกติมาใช้ ราคาไม่ถึงครึ่งของไฟน์โรบัสต้า แต่พอคนเริ่มเห็นความแตกต่าง เห็นคุณค่าของโรบัสต้าที่ดีกว่าทั้งความอร่อยและสุขภาพ 

“สิบปีที่ผ่านมาอาราบิก้าเปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยก่อนเราไม่ได้ซีเรียสเรื่องคุณภาพกันเท่าไหร่ไม่ได้สนใจวิธีการโพรเซสหรือว่าเป็นเมล็ดจากดอยไหน ผิดกับตอนนี้โดยสิ้นเชิง และโรบัสต้าก็กำลังจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน” 

เคเลบบอกว่า โรบัสต้ามีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เพราะหากไม่นับภาคอุตสาหกรรมที่ราคาขายไม่ได้สูงมากนัก ยังไม่มีเกษตรกรรายไหนปลูกโรบัสต้าเป็นอาชีพหลักเหมือนพืชเศรษฐกิจประเภทอื่น 

“เกษตรกรที่ขายโรบัสต้าให้มีประมาณสิบห้าครอบครัว เฉลี่ยครอบครัวละสองร้อยกิโลกรัมเอง ผมว่ายังไม่มีความแตกต่างอะไรชัดเจน”

นักพัฒนากาแฟจากน่านย้ำว่า การสนับสนุนและให้ความรู้พื้นฐานเป็นการส่งเสริมโรบัสต้าที่ดี “สิ่งที่ผมกลัวและเห็นกับตาคือพอมีกระแสแล้วทำกันโดยไม่ได้ศึกษา เคยมีคนปลูกอาราบิก้าในที่ต่ำกันเยอะมาก สุดท้ายก็ขายไม่ได้เลยเพราะไม่มีคุณภาพ 

“สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือการสนับสนุนของภาครัฐ หรือสมาคมกาแฟที่จะรณรงค์ไปทางเกษตรกรว่าถ้าจะทำ Fine Robusta จริงๆ ต้องศึกษาและมีความรู้ก่อน ผมเห็นสมาคมกาแฟไทยทำหนังสือคู่มือพื้นฐานการเกษตรสำหรับปลูกโรบัสต้า เป็นหนังสือที่ดีมาก” 

สอดคล้องกับความเห็นของกรณ์ที่บอกว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักหน่อยเพื่อให้โรบัสต้าทำหน้าที่ของตัวเองในกลุ่มคนที่กว้างขึ้น ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกด้วย

“นอกจากภาคใต้แล้วในภูมิภาคอื่นก็เริ่มมีคนนำโรบัสต้าไปปลูกทั้งภาคอีสานหรือภาคเหนือ ในภาพใหญ่ที่เรามองเข้าไป เกษตรกรก็ยังปลูกเพื่อส่งไปในอุตสาหกรรมอยู่ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมี Demand ก่อน เพื่อจูงใจให้เกษตรกรปลูกด้วยความใส่ใจและขายเป็น Fine Robusta ได้ 

“ถ้าเป็นคนชอบดื่มกาแฟนมอยู่แล้วและมีโอกาสผมอยากให้เริ่มจากกาแฟนมที่มีเบลนด์ของโรบัสต้าคุณภาพดีอยู่ในนั้น เชื่อว่าจะติดใจ ย้ำอีกครั้งว่ามันเป็นอะไรที่อาราบิก้าให้ไม่ได้ อย่าพึ่งปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เอา จะดื่มแต่อาราบิก้า เพราะถ้าได้ลองอาจจะกลายเป็นลัทธิกาแฟโรบัสต้าไปเลยก็ได้ และจะสัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยจริง” กรณ์ ทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี

ภาพ :
gem forest coffee กาแฟมณีพฤกษ์
Roots
ชูทวน บุญอนันต์ 

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.