หลังจากไปใช้ชีวิตที่อังกฤษ 2 ปีเต็มและได้มีโอกาสเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านแถบยุโรปอยู่หลายครั้ง ถ้าจะให้เราบอกชื่อเมืองที่ประทับใจที่สุด เรามั่นใจเลยว่าหนึ่งในนั้นต้องมีโคเปนเฮเกนแน่นอน เราเคยไปโคเปนเฮเกน 2 ครั้ง ห่างกันประมาณปีกว่าๆ แต่สิ่งที่เราตั้งตาคอยมากที่สุดของการเดินทางทั้ง 2 ครั้งคือการไปตามหาร้านอาหารเจ๋งๆ ในโคเปนเฮเกนตั้งแต่สตรีทฟู้ด คาเฟ่ ไปจนถึงไฟน์ไดนิ่ง เพราะนอกจากร้านอาหารและคาเฟ่ที่ตกแต่งกันแบบสวยสุดๆ แล้ว ที่นี่ยังมีสุดยอดร้านอาหารและสุดยอดเชฟที่ทำให้โคเปนเฮเกนกลายมาเป็นจุดหมายปลายทางของนักกินทั่วโลกด้วย

หากพูดถึงอาหารสไตล์เดนิชคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยนัก ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่พอจะนึกออกน่าจะเป็นพวก Smørrebrød หรือแซนวิชหน้าเปิด Pølse ฮ็อตดอกแท่งยาวที่โรยหอมเจียว หรือพวก Frikadeller มีทบอล ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่ได้ทานทุกอย่างที่เรายกตัวอย่างมาเมื่อกี้ แต่เราก็มีคาเฟ่คูลๆ และฟู้ดมาร์เก็ตเจ๋งๆ มาทุกคนให้ตามรอยไปหาอาหารเดนิช (และอาหารอื่นๆ) กินกัน โดยครั้งนี้จะขอเน้นไปที่คาเฟ่ ส่วนคราวหน้าเตรียมตังค์ให้พร้อม เพราะเราจะพาไปไฟน์ไดนิ่งกัน !

สำหรับร้านแรกที่อยากแนะนำเลยคือ Grød ซึ่งเป็น Porridge Bar ที่มีความฮิปเล็กๆ เปิดมาตั้งแต่ปี 2011 มีหลายสาขาในเมือง และแน่นอนว่าที่นี่เน้นเมนู Porridge เป็นหลัก (Grød แปลตามตัวก็คือ Porridge) คอนเส็ปต์ของร้านคือการนำ Porridge หรือข้าวต้มที่ทำจากข้าวโอ๊ตมาสร้างสรรค์ให้เป็นอาหารที่อร่อย ลืมภาพความจำเจน่าเบื่อของ Porridge แบบเดิมๆ โดยทางร้านเลือกใช้วัตถุดิบออร์แกนิกตามฤดูกาล และยังทดลองครีเอทสูตรใหม่ๆ ตลอดเวลา โดย Porridge ที่ขึ้นชื่อของทางร้านจะใส่แอปเปิ้ลสด ซอสคาราเมล และโรยอัลมอนด์ มีความหอมหวานและสดชื่นเล็กๆ ถือว่าสอบผ่าน และที่นี่เรายังสามารถเลือกท็อปปิ้งเองได้ด้วยนะ ที่สำคัญคือราคาไม่แพงเลย (เทียบกับอาหารอย่างอื่นที่เดนมาร์ก) ถือว่าเป็นมื้อเช้าแบบเบาๆ สไตล์เดนิชที่ดีเลยล่ะ

ร้านต่อมาที่เราจะพาไปกันคือ Café Atelier September คาเฟ่สุดฮิปที่ยังไงก็ต้องมา ซึ่งหลายๆ คนอาจจะเคยเห็นผ่านตาแล้วจากใน Instagram จุดเด่นของที่นี่นอกจากการตกแต่งที่เรียบง่ายในโทนสีขาว กับโต๊ะไม้ตัวยาวและเก้าอี้สไตล์ Mid-century Modern ที่รองรับคนได้ไม่มากนัก ก็ยังมีอาหารที่สร้างสรรค์โดยเชฟ Frederik Bille Brahe ที่เคยทำงานร่วมกับเชฟ René Redzepi แห่ง Noma มาแล้ว อาหารที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารจานเล็กๆ หน่อย อย่างพวก Yogurt Granola หรือ Avocado on Rye Bread ที่ขึ้นชื่อของที่นี่ อีกอย่างที่เราชอบคือบรรยากาศและผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน พูดได้เลยว่าแค่มา People Watching ก็จะพบความโก้เก๋แบบเดนนิชที่เราว่าคูลสุดๆ ไปเลย

นอกจาก Breakfast แล้วเราลองไปทานอย่างอื่นกันมั่ง ที่ Vækst เป็นอีกร้านหนึ่งที่เราอยากมามากๆ เพราะเคยเห็นรูปจากใน Pinterest ที่มีกลาสเฮาส์และต้นไม้แขวนอยู่เต็มไปหมด โดยอาหารของที่นี่จะให้ความสำคัญกับพืชผักสมุนไพรที่สดใหม่ แต่ก็ยังมีพวกเมนูเนื้อให้เลือกทานกันด้วย  โดยจะสลับสับเปลี่ยนเมนูไปเรื่อยๆ แล้วแต่วัตถุดิบ เราแนะนำให้ไปช่วงกลางวัน เพราะร้านสวยมากๆ จะทานเป็นเซ็ทเมนูก็ราคาไม่แรงเกินไป หรือจะสั่ง Á la carte ก็ได้เหมือนกัน

นอกจากร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว ที่โคเปนเฮเกนก็ยังมีฟู้ดมาร์เก็ตหลายที่ให้เราได้ไปตามเก็บกัน ซึ่งก็มีความคูลไม่แพ้ที่ไหนๆ เลย แถมเรายังสามารถเลือกทานอาหารได้หลากหลายตามใจชอบ ในราคาที่ไม่แรงเกินไปอีกต่างหาก เราขอแนะนำ Torvehallerne ตลาดที่มีทั้งของสด เนื้อสัตว์ ผักผลไม้แบบสดๆ จากไร่ และยังมีร้านอาหาร ร้านขนม ร้านกาแฟ ไปจนถึงร้านดอกไม้มาอยู่รวมกันในที่เดียว ร้านดังๆ ของที่นี่ก็จะมี Gorm’s ร้านพิซซ่าที่มีหลายสาขาทั่วเมือง Summerbird Chocolaterie สำหรับคนรักช็อกโกแลต Coffee Collective ร้านโปรดของคอกาแฟ และ Mikkeller & Friends ร้านเบียร์ที่มีหลายสาขา รวมถึงในประเทศไทยด้วย

นอกจาก Torvehallerne แล้วก็ยังมีสตรีทฟู้ดมาร์เก็ตแห่งใหม่ที่น่าสนใจชื่อ Reffen ซึ่งเพิ่งเปิดเมื่อปี 2018 เพื่อมาแทน Papirøen อีกหนึ่งสตรีทฟู้ดมาร์เก็ตที่ปิดไป ที่นี่ได้รวบรวมร้านอาหารดังๆ มาไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ให้เราได้เลือกทานกันแบบชิลๆ ริมน้ำ แถมโลเคชั่นยังอยู่กลางเมือง ใกล้ Nyhavn แลนด์มาร์กสำคัญของเมือง ไม่แวะมาไม่ได้แล้วหล่ะ

เรื่องราวของอาหารที่โคเปนเฮเก้นยังไม่หมด เดี๋ยวเราจะมาต่อกันในพาร์ท 2 ที่จะเน้นเรื่องราวของร้านไฟน์ไดนิ่งและร้านสวยบรรยากาศดีมาให้ชมกัน รอติดตามตอนต่อไปได้เลย

Facebook Comments
Natcha
นักเขียนที่คิดถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ทุกลมหายใจ ตั้งแต่เรื่อง อาหาร ศิลปะ แฟชั่น และยังมีแพชชั่นกับการเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อถ่ายภาพบันทึกวิถีชีวิตของผู้คนและสิ่งรอบตัว เพราะเชื่อว่าภาพถ่ายเป็นสื่อที่สามารถเก็บความประทับใจและความทรงจำได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง