พี่วินฯพาเที่ยว : นั่งรถไฟ ไปซื้อความหนาวที่เชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน ด้วยงบหนึ่งหมื่นบาท

หนาวแล้วได้เวลาบุกตะลุยภาคเหนือกัน เส้นทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ ไปยันแม่ฮ่องสอน ท่องเที่ยวตามสไตล์ wanderlust ด้วยเงิน 10,000 บาท

“นั่งรถไฟคนเดียวไปใช้เงินซื้อความหนาวที่เชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน….ด้วยงบ10,000บาท ไม่หมดไม่กลับ”

เดือนพฤศจิกายนปี2558 อยู่ๆความคิดที่อยากจะไปสัมผัสอากาศหนาวก็แล่นเข้าหัวผมแบบกระทันกัน พอลองเช็คเงินในบัญชีดูมีอยู่ ประมาณหนึ่งหมื่นบาท เอาล่ะสิ ได้เรื่องละคราวนี้ ใจพร้อมเงินพร้อม ผมจึงไม่รอช้ารีบโทรไปเบอร์1690 ของทางการรถไฟเพื่อจองตั๋วรถไฟทันที ผมเลือกตู้ธรรมดาแบบชั้น3นะครับในราคาที่นั่งละ273บาทคือชอบอยู่ในที่ๆอากาศถ่ายเทได้ สะดวกน่ะครับ

พอถึงวันเดินทางก็แบกถุงทะเลขึ้นรถไฟใต้ดินไปหัวลำโพง รถไฟออกสี่ทุ่มครับ เป็นรถด่วนขบวนที่51 รถไฟใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น15ชั่วโมงเต็มครับ ถึงเชียงใหม่ประมาณบ่ายโมงของอีกวัน…

หลังจากถึงเชียงใหม่แล้ว ผมก็ออกไปหาโบกรถแดงขึ้นเลยครับ เพื่อจะไปเข้าเชคอินที่พักที่นิมมานฯราคาค่าโดยสารจากสถานีรถไฟไปย่านนิมมานฯ 100 บาทครับ ผมจองที่พักแบบโฮสเทลไว้ชื่อเก๋ๆว่า “บ้านเมฆโฮสเทล” อยู่ระหว่างซอย15กับซอย17 คืออ่านรีวิวจากพันทิปมาพอสมควร แล้วพอไปเจอจริงๆก็แบบเฮ้ยยย น่ารักอะ ที่พักแบบกะทัดรัดกั้นห้องเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่น น้องผู้หญิงเจ้าของน่าจะเป็นคนจีน พูดไทยพอรู้เรื่องน่ารักดีครับ ค่าที่พัก1คืนประมาณ500บาทรวมอาหารเช้า ผมใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายในที่พักนั่งคิดว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี เพราะเอาเข้าจริงๆนี่ผมไม่ได้ แพลนอะไรไว้เลยนะบอกตรงๆ มาตายเอาดาบหน้าล้วนๆ พอเสิร์ชไปเสิร์ชมาก็ไปสะดุดเอาเข้ากับนี่เลยครับ “หมู่บ้านแม่กำปอง” โทรไปเบอร์ตามที่ลงไว้ในเวปอะไรสักอย่างนี่แหละเป็นเบอร์ส่วนตัวของพ่อหลวงบ้านแม่กำปอง มันเป็นอะไรที่โชคดีมากนะครับ ที่โทรวันนี้แล้วจองพรุ่งนี้ได้เลย คือแบบว่าไม่เต็มอะ ผมได้ที่พักของ “บ้านพี่แรม” ครับ เป็นโฮมสเตย์ของหมู่บ้านเลย ผมสอบถามการเดินทางจากพ่อหลวงแล้วได้ความว่าให้ไปขึ้นรถสองแถวสีเหลืองที่กาดหลวง(ตลาดวโรรส) สายดอยสะเก็ด-น้ำพุร้อน ไปลงสุดสายที่ตลาดสหกรณ์แล้วจ้างรถของคนในหมู่บ้านให้ลงมารับ

พอได้ความแล้วก็คอนเฟิร์มที่พักเลยครับ ผมตกลงจองไป3คืนเลย กะจะใช้เวลาช่วงนี้อ่านหนังสือที่ซื้อมาแรมปีให้จบเสียทีฮ่าๆ

คืนแรกในนิมมานฯไม่มีไรมากครับ กินดื่มแฮงเอาท์ ไปตามประสาชายโสดใช้เงินไปประมาณ1,000บาท พอตื่นเช้าผมรีบเช็คเอาท์ ออกจากที่พักเลยและใช้บริการรถแดงอีกเช่นเคยครับเพื่อโดยสารไปลงที่กาดหลวง ค่าโดยสาร 20บาท พอถึงผมก็ถามหาคิวรถสีเหลืองสายดอยสะเก็ด-น้ำพุร้อนเลย ก็มีพี่ใจดีชี้ทางให้ครับ หาไม่ยากคิวรถจะอยู่ตรงป้อมตำรวจข้างๆตลาดเลย ไม่นานรถก็เคลื่อนตัวออกจากคิวครับ ไปแบบเรื่อยๆช้าๆสโลว์ไลฟ์นิดๆใช้เวลาประมาณชั่วโมงหน่อยๆก็สุดสายถึงตลาดสหกรณ์ ค่าโดยสาร50บาทครับ พอถึงผมก็โทรหารถที่ได้ว่าจ้างไว้ก็รอประมาณสักครึ่งชั่วโมงได้รถก็มารับ ค่าโดยสารตรงนี้ราคา400บาทนะครับเป็นราคาเหมา ถ้าไปหลายคนก็จะหารกันคนละไม่กี่ บาท….

ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงขับขึ้นเนินขึ้นเขามาจนในที่สุด หมู่บ้านแม่กำปองก็มาถึงผมเอ้ย ผมก็มาถึงแม่กำปอง คนรถขับพาผมไปจอดที่บ้านของพี่แรมเลยครับ สัมผัสแรกที่พบกับเจ้าของบ้านคือเป็นมิตรและอบอุ่นดีมาก บ้านช่องสะอาดน่าอยู่ ค่าที่พักทั้งสามคืนดังนี้ครับ คืนแรก520 คืนที่2และ3คืนละ320 อาหารการกินพร้อม และขอแนะนำเลยครับ พี่แรมทำกับข้าวอร่อยมากกกก น้ำพริกหนุ่มนี่อย่างเด็ดเลยบอกตรงๆ

ที่คืนแรกแพงกว่าเพราะต้องเอาไปเข้ากองทุนหมู่บ้านด้วยครับ ถือว่าเราได้ช่วยบำรุงหมู่บ้านไปในตัว

สำรวจโดยรอบของหมู่บ้านก็จะมี สถานที่เด่นๆเป็นแลนด์มาร์คเลยก็คือร้านกาแฟ 2 ร้านที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว คือร้านลุงปุ๊ดป้าเป็งกับร้านชมนกชมไม้ ร้านลุงปุ๊ดป้าเป็งจะอยู่ด้านล่างของหมู่บ้านครับ เข้ามานิดเดียวก็เจอเลยบรรยากาศใช้ได้มีลำธารใหลผ่านข้างร้านเลย บรรยากาศแบบจิบกาแฟริมธารชิคๆคูลๆอะครับ ส่วนชมนกชมไม้จะอยู่ด้านบนสุ ดของหมู่บ้าน เหนือบ้านพี่แรมที่ผมพักอยู่ ไปนิดหน่อย ทางขึ้นค่อนข้างชันทีเดียว แต่วิวที่ได้จากร้านนี้ถือว่าคุ้มค่ากับการเดินขึ้นไปครับ เพราะเราจะมองเห็นหมู่บ้านในมุมสูงจากระเบียงของร้านเลย สุดยอดจริงๆ…

เลยร้านชมนกชมไม้ขึ้นไปจะเป็นน้ำตกแม่กำปองครับ น้ำเย็นมากๆบรรยากาศโดยรอบคือสงบและสะอาด อาจเพราะช่วงที่ผมไปเป็นวันธรรมดาด้วย คนจึงน้อยและเงียบดี แบบนี้ผมนั่งๆนอนๆเล่นได้ทั้งวันล่ะครับ มีร้านชาอีกร้านนึงที่ ผมอยากจะแนะนำไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังอยู่มั้ยนะ ชื่อร้าน Y-life อ่านภาษาไทยว่า “ไว้ลาย” เป็นร้านชาออร์แกนิคที่เงียบสงบดีมาก พนักงานชื่อน้องเป้ดูแลดีสุดๆ แถมให้รถมอไซค์ผมยืมขี่ขึ้นไปชมวิวบนกิ่วฝิ่นด้วย!! แต่ขอเตือนเลยนะครับ ทางขึ้นไปกิ่วฝิ่นอันตรายมากๆ ไม่แนะนำจริงๆ ตอนผมกลับลงมาเล่าให้พี่แรมฟังยังโดนเอ็ดไปยกนึง55555 ผมเทียวไปเทียวมาอยู่ที่ร้านไว้ลายนี้ทั้ง3วัน หามุมนั่งอ่านหนังสือเพลินๆ บางวันฝนตกก็ฟินไปอีกแบบ

สามวันในแม่กำปองผมหมดกับค่ากินค่าโน่นนี่นั่นไปประมาณ 1,000 บาทครับ ไม่รวมค่าที่พักนะ

วันสุดท้ายที่จะกลับ พี่แรมไปดิวรถกับข้าวที่ขึ้นมาขายของในหมู่บ้านทุกวันว่าให้ผมติดรถลงไปด้วยเพื่อจะได้ ประหยัดค่ารถ คือโคตรได้บรรยากาศเลยครับนั่งหลังกระบะรถกับข้าวลงไปที่รอบตัวมีทั้งผักทั้งน้ำพริกของสดต่างๆเต็มไปหมด55555 พอลงมาถึงตลาดสหกรณ์ผมถามน้าคนขับว่าคิดค่าน้ำมันผมกี่บาท เค้าบอกว่าเอามา50บาทพอ แต่ผมให้แกไปร้อยนึงแหละครับ ถือเป็นมารยาทไป หลังจากนั้นก็ข้ามถนนมาขึ้นสองแถวสีเหลืองกลับกาดหลวง ระหว่างทางก็คิดไปเรื่อยว่าจะไปไหนต่อดี สิ่งที่คิดตอนนั้นคืออยากไปกางเต็นท์บนดอยแล้วตื่นมาดูทะเลหมอกสักคืนนึง….และในที่สุดผมก็ได้สถานที่ที่จะไปนั่นคือ “อช.ห้วยน้ำดัง” พอถึงกาดหลวง ผมก็รีบบึ่งไปร้าน Bikky เลยเพื่อเช่ามอเตอร์ไซค์ เพราะว่าอยากขี่รถเล่นชมวิวข้างทางบ้างครับ ไปถึงร้านผมเลือกรถ Zoomer-x เพราะยางมันใหญ่แตกยากดี สนนราคาต่อวันอยู่ที่300บาท แต่อย่างที่บอกว่าผมไปช่วงที่ คนไปน้อย ทางร้านเลยลดราคาให้เหลือวันละ250บาท แถมให้ยืมหมวกกันน็อคฟรีอีกด้วย แจ่มม!! ผมตกลงเช่ารถเป็นเวลา4วัน ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นก็1,000บาท พอได้รถแล้วก็เปิดกูเกิ้ลแมพเลยครับ ห้วยน้ำดังไปทางไหนว้าาาาา

พอได้เส้นทางแล้วก็ขี่ ตามทางไปเรื่อยๆครับ ไปทางอ.แม่ริม แล้วไปเลี้ยวซ้ายเข้าเส้น1095 ที่จะไปปาย วันนั้นฝนตกตลอดช่วงบ่ายครับ การเดินทางจึงค่อนข้างทุลักทุเล ประกอบกับถนนเส้น1095กำลังปรับปรุงเส้นทาง อื้อหืออมีเละเทะเป็นช่วงๆครับ แต่ในที่สุดผมก็เดินทางมาถึง อช.ห้วยน้ำดังจนได้ ตอนนั้นเวลาประมาณ5โมงเย็นแล้ว ผมรีบไปติดต่อเช่าเต็นท์กับทางอุทยานทันที สนนราคาอยู่ที่280บาทต่อ1คืนพร้อมชุดเครื่องนอน นักท่องเที่ยววันนั้นน้อยมากครับ ลานที่ผมกางเต็นท์นอนมีแค่3-4หลังเท่านั้น เงียบสงบมาก ตอนกลางคืนท้องฟ้าเปิดดาวนับล้านดวงเปล่งแสงสวยงามมากครับ ผมรีบเข้านอนเพราะเกรงว่าเช้าจะตื่นไม่ทันไปดูทะเลหมอก….

พอเช้าผมรีบออกไปลานด้านล่างที่ เค้าเรียกว่า “กิ่วลม” ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่เห็นวิวได้สวยที่ สุดแล้วครับ และก็จริงอย่างที่ว่า ภาพดอยหลวงเชียงดาวในระยะไกลที่ มีทะเลหมอกปุยขาวใหลเอื่อยปกคลุม พร้อมแสงอาทิตย์อ่อนๆที่เพิ่งโผล่พ้นจากขอบฟ้ามา มันเป็นอะไรที่สุดยอดแล้ววววว คุ้มค่าแล้วทริปนี้!!

หลังจากอิ่มหนำกับบรรยากาศแล้ว ผมก็รีบกลับไปอาบน้ำเก็บของยัดใส่ถุงทะเลและรีบออกรถเพราะผมมีเป้าหมายที่คิ ดได้ตั้งแต่เมื่อคืน คือไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว ลองขี่ทะลุปายไปแม่ฮ่องสอนละไปนอนเต็นท์ที่ปางอุ๋งสักคืนท่าจะดี….

ระยะทางค่อนข้างไกลครับร้อยกว่ากิโลฯได้ ผมแวะเที่ยวปายแป้ปนึงเพื่อถ่ายรูปเก็บบรรยากาศไว้ และจึงบิดต่อไประหว่างทางหลังออกจากปายมาได้สัก20กิโลเมตรผมเจอไอ้หนุ่มอิตาเลี่ยนหน้าตาดีรถจอดเสียอยู่ข้างทางคนเดียว ท่าทางแกดูงงๆผมจึงจอดเพื่อหาทางช่วยเค้า แต่ด้วยภาษาอังกฤษผมอ่อนแอมาก การช่วยเหลือจึงทุลักทุเลเพราะสื่อสารกันไม่ค่อยเข้าใจจนในที่สุด ผมก็ประสานกับทางตำรวจท่องเที่ยวปายได้เพื่อให้เค้ามารับช่วงต่อเสร็จแล้วจึงรีบบิดต่อไป

ผมขี่ไปถามทางไปตลอดจนในที่สุด เวลาประมาณสี่โมงครึ่ง ผมก็ถึงปางอุ๋งซะที ติดต่อหาเช่าเต็นท์จากชาวบ้านแถวนั้นเรียบร้อยได้เต็นท์ริมน้ำในราคา250บาท แถมชุดเครื่องนอน2ชุดเอาใจคนโสดแบบผมเนี่ย!!!555555 แต่ดีนะได้ผมนวมมา 2 ผืนในบรรยากาศสุดจะหนาวแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ คืนนั้นหลังจากซัดมาม่าไป 2 ถ้วยผมก็หลับไปเองโดยอัตโนมัติ เพราะเพลียกับการเดินทางเหลือเกิน….

เช้าตื่นมา 6 โมง รีบไปหาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศสายหมอกเหนือยอดน้ำ ตอนเช้าๆ หนาวๆ ดูหงส์ดำคู่มันลอยน้ำจีบกันได้ สักพักก็เก็บข้าวของไปหาก๋วยเตี๋ยวยูนานร้อนๆกินที่หมู่บ้านรักไทยต่อครับ หมู่บ้านนี้เป็นชุมชนคนจีนอพยพลงมา จึงมีวิถีชีวิตในแบบจีนๆผสมผสานหน่อยๆ ในขณะที่นั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ ผมก็เสิร์ชหาเส้นทางกลับเชียงใหม่ไปด้วย และก็ไปเจอเส้นทาง ขุนยวม-แม่แจ่ม จบที่ดอยอินทนนท์ เอาล่ะ คืนนี้นอนอินทนนท์อีกสักคืนก็แล้วกัน ดูระยะทางแล้วร่วมๆสองร้อยกิโลฯคงต้องรีบออกเสียหน่อย

หลังจากซัดก๋วยเตี๋ยวเสร็จเรียบร้อย ผมขี่มอไซค์ไปจอดดูเด็กๆเรียนภาษาจีนอยู่แป้ปนึงแล้วจึงรีบบิดลงมาเลยครับ เส้นทางผ่านตัวแม่ฮ่องสอนพอเข้าอำเภอขุนยวมแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าเส้นไปแม่แจ่ม….! ตลอดเส้นทางหลังจากเลี้ยวซ้ายมาเนี่ยขึ้นเขาลงเขาตลอด ขี่ตามกูเกิ้ลแมพมาเรื่อยๆจนเวลาเกือบๆห้าโมงเย็นผมก็ ถึงอินทนนท์จนได้…

ผมขึ้นไปขี่รถเล่นบนยอดดอย ฝนดันตก!!!!! หนาวเข้ากระดูกดำเลย จึงรีบลงมาหาที่กางเต็นท์ ได้ที่ดอยชัวร์ญ่า นักท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะเพราะเป็นคืนวันเสาร์ ค่าเต็นท์ 400 บาท ค่าเครื่องนอนอีก100รวม500บาทครับ แพงที่สุดใน3ที่ที่ไปมา แต่พอรับได้คืนนี้อากาศมันหนาวเหน็บเช่นเคยผมเลยไปสั่งหมูกะทะมากินคลายหนาวในราคาชุดละ500บาท..!

จริงๆแล้วผมไม่โอเคเลยนะ ไม่ใช่ไม่โอเคกับราคานะแต่การนั่งกินหมูกะทะคนเดียวที่เต็นท์ข้างๆเป็นคู่รักที่สั่งหมูมากินเหมือนกัน กินกันไปหยอกล้อกันไป มันไม่โอเคเลยจริงๆ

ตื่นเช้ามาก็เหมือนเดิมครับ คือรีบขึ้นไปเก็บบรรยากาศยามเช้า รับลมหนาวส่องทะเลหมอก ตอนแรกกะจะเข้ากิ่วแม่ปาน แต่คนเยอะอะ กินข้าวต้มผิงแดดอยู่ที่หลักกิโลเมตรที่42ก็พอแล้วมั้ง ผมคิดแค่นี้ แต่ก็แอบเสียดายที่ไม่ได้เข้านะครับ

พออิ่มบรรยากาศแล้วก็บึ่งเข้าเมืองเชียงใหม่เลย ระยะทางแค่99กิโลสบายมาก แล้วก็เข้าเช็คอินที่เดิมที่บ้านเมฆโฮสเทล หลังจากนั้นก็ขึ้นดอยสุเทพ ดอยปุย เก็บภาพนิดๆหน่อยๆ ตกกลางคืนก็หาที่ดื่มสักเล็กน้อยละก็กลับที่พักมานอนเอาแรงเพื่อเดินทางกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น…

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผ่านมากี่พันโค้ง แต่ที่ได้จากมันคือความตื่นเต้น สนุก และความสวยงามของสองข้างทางค่าน้ำมันรวมๆแล้วก็ประมาณ 5-600 บาทไม่เกินนี้ กับระยะทางร่วมๆ 5-6 ร้อยกิโลละมั้ง

สิ้นสุดทริปแต่เพียงเท่านี้ครับ เงินหมื่นนึงเกือบหมดพอดี แต่ถ้าใครจัดสรรค์ดีๆน่าจะเที่ยวได้นานกว่าผมนะครับเพราะผมจะหมดกับค่ากินค่าดื่มซะมาก5555

สรุปค่าใช้จ่ายคร่าวๆให้นะครับ
-ค่าตั๋วรถไฟไป-กลับ 273+273
-ค่าที่พักบ้านเมฆโฮสเทล2คืน 500+500
-ค่าที่พักบ้านแม่กำปอง3คืน 520+320+320
-ค่ารถจากแม่กำปองมารับ 400
-ค่าเช่ามอเตอร์ไซค์ 1,000
-ค่าเช่าเต็นท์ห้วยน้ำดัง 280
-ค่าเช่าเต็นท์ปางอุ๋ง 250
-ค่าเช่าเต็นท์ดอยชัวญ่าวิวสวย 500
-ค่าหมูกะทะ 500
-ค่าน้ำมันรถ 600
รวม 6,236บาท

ที่เหลือก็เป็นค่ากินค่าดื่มค่าแฮ้งค์ครับ รวมๆแล้ว8คืนที่เชียงใหม่เงินหมื่นนึงหมดพอดี

ไว้รอบหน้าจะมารีวิวการตะลุยเชียงใหม่ในอีกเส้นทางนึงนะครับ

ขอบคุณที่ติดตามครับ

Writer