เรื่องเล่าจากเด็กรามฯ สู่ความเวิ้งว้างในบางกอกมหานคร

หากคุณเป็นเด็กต่างจังหวัด คุณจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างบ้านคุณกับบางกอกอย่างชัดเจน

หลายคนอาจเคยเป็นนักศึกษาจากบ้านนอกเข้ากรุง ผมก็หนึ่งในนั้นเช่นกัน วันแรกที่เข้ามาถึง ความศิวิไลซ์มันโอ้โลมจนผมเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับมัน ตึกรามใหญ่โตโอ่โถง เต็มไปด้วยผู้คนและรถราที่ผมไม่เคยสัมผัส ที่เป็นไฮไลท์สำหรับผมเลยก็คือ รถไฟฟ้ามหานคร!! ผมปฏิญาณเอาไว้ว่าจะต้องขึ้นไปนั่งมันให้ได้สักครั้งในชีวิต…

ในช่วงเวลานั้นทุกสิ่งคือความแปลกใหม่ในชีวิตที่โคตรจะตื่นเต้นเลยจริงๆ นะ มันใหม่มันโก้ไปหมด จนทำให้ลืมบ้านนอกไปจนหมดสิ้นเลยทีเดียว

ผมเข้าบางกอกมาเพื่อเรียนต่อ และจุดหมายปลายทางของเด็กบ้านนอกอย่างผมก็คือ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

วันนั้นมันเป็นช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ผมและเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันตั้งใจกันแล้วว่าจะสมัครเรียนที่รามฯ แต่ยังไม่รู้ว่าคณะอะไรนะ ไปก่อนแล้วกันเดี๋ยวค่อยตัดสินใจ เราพากันออกมายืนที่ป้ายรถเมล์โชคชัย 4 ซึ่งตอนนั้นไม่รู้เลยว่าต้องนั่งรถเมล์สายอะไรที่มันจะพาไปส่งรามฯได้ จึงเดินไปถามใครก็ไม่รู้ที่ รอรถเมล์อยู่เหมือนกัน “พี่ครับๆ อ่าาาาา ถ้าจะไปรามฯ นี่ต้องนั่งรถสายอะไรครับ?” ได้ความมาว่าต้องนั่งสาย 126 ถึงหน้ารามฯ เลย โอเคจัดไป ได้สายรถเมล์มาละ เราก็ยืนรอจน 126 ขับมา พอขึ้นไปก็นั่งรอให้กระเป๋ารถเมล์มาเก็บตังค์ พอแกเดินมาถึงก็จ่ายไป 40 บาทแล้วบอกว่า “ลงหน้ารามฯ ครับ 2 คน ถึงแล้วบอกผมด้วยนะผมไม่เคยมา” เจ๊แกก็หัวเราะนิดๆ แล้วทอนเงินมาให้ 24 บาท “น้อง รถเมล์พี่เก็บค่าโดยสาร 8 บาทตลอดสายจ้ะ เดี๋ยวถึงแล้วพี่ตะโกนบอกนะ” ผมสองคนก็งงปนเขินกันนิดๆ เพราะสองแถวแถวบ้านนี่ เวลานั่งจากตัวเมืองกลับเข้าบ้านมันก็คนละสิบกว่าบาทแล้ว พอมาเจอแบบ 8 บาทตลอดสายก็งงสิ คนมันไม่รู้อะเนอะ ก็นั่งเนียนๆ ไป จนกระทั่งหันมองนอกหน้าต่างเห็นสนามราชมังคลากีฬาสถานที่ เคยเห็นในทีวีเวลาดูบอลไทยบ่อยๆ แล้วเจ๊กระเป๋าก็ตะโกนว่า “น้องๆ ถึงรามฯ แล้ว” โอเคลงรถโว้ย

หลังจากลงรถเสร็จพวกเราก็คลำทางกันจนไปหาที่สมัครเรียนได้จนลุล่วงไปด้วยดี

ตอนนั้นผมเรียนรามฯ มาได้พักนึงละ จนเริ่มมีเพื่อนมีฝูงที่สามารถนัดกันเที่ยวได้ รอช้าทำไมล่ะ อยากเที่ยวอยู่แล้ว พวกเราจึงนัดกันว่าจะไปเที่ยวสยามพารากอนกัน โดยมีเพื่อนสาวที่เป็นเด็กบางกอกอยู่แล้วเป็นไกด์ให้

แล้ววันที่ผมจะได้นั่งรถไฟฟ้าก็มาถึง เรานัดเจอกันที่สถานีหมอชิต พอรวมกันครบก็ไปหยอดเหรียญแลกบัตรกันเลย พอได้บัตรแล้ว ผมนี่เดินนำหน้าไปด้วยความมั่นใจตรงช่องเสียบบัตรเพื่อเข้าไปส่วนด้านในเลย เพราะยืนสังเกตการเข้าออกมานานละ ด้านหน้าผมเป็นสาวออฟฟิตคนนึงเธอเอาบัตรแตะๆ ตรงที่มีสัญลักษณ์อะไรก็ไม่รู้บนแท่นที่เสี ยบบัตร พอเธอผ่านไปได้ ผมก็แตะมั่งสิ แต่!! แตะอยู่นานไอ้ตัวกั้นมันก็ไม่เปิดให้จนรปภ.เค้าเดินมาบอกว่า “น้องครับๆ บัตรนี้มันต้องเสียบตรงช่องนี้นะครับ แล้วหยิบคืนตรงช่องนี้ เอาไว้ไปเสียบตอนออกอีกทีนะ” เห้อออออออออ… เขินอีกแล้ว และคนต่อคิวอยู่เพียบเลย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากูมาครั้งแรก !!!!

พอเข้าไปได้จนรถไฟมาถึง หลังจากที่เข้าไปเท่านั้นแหละ ความฝันที่จะได้นั่งนี่พังทลายเลย ที่จะยืนยังแทบไม่มี จะเอาตรงไหนมานั่งล่ะครับ ขืนไปแย่งที่นั่งแล้วปล่อยให้ผู้หญิงยืนนี่โคตรเสียเชิงชายสุภาพบุรุษอกสามศอกเลยนะ สุดท้ายก็ยืนห้อยโหนเบียดกันไปจนกระทั่งถึงสถานีสยามตอนนั้นบอกตรงๆ ว่าโคตรจะตื่นเต้นเป็นบ้าเลยจริงๆ นี่น่ะหรือสยาม สถานที่ที่เด็กวัยรุ่นเค้ามารวมตัวกัน มองไปทางไหนก็มีแต่คนแต่งตัวแปลกๆ เท่ๆ ทั้งนั้นเลย พอเดินออกมาจากสถานีก็เห็นป้ายสยามพารากอนป้ายเบ้อเร่อเลยแหละ เอาโว้ยยยยย ชีวิตนี้ได้มาเดินพารากอนแล้ว ถือว่าได้ตายตาหลับ พวกเราเดินเล่นกันทุกชั้นทุกซอกทุกมุม เดินแม่งให้หมด ไหนๆ ก็มาแล้วต้องเอาให้คุ้ม ซึ่งในกลุ่มที่มากันห้าหกคนนี่ มีเพื่อนสาวที่ชื่อ “ไหม” คนเดียวเท่านั้นที่เป็นเด็กบางกอกแล้วเคยมาที่นี่ นอกนั้นต่างจังหวัดทั้งหมด จนถึงจังหวะที่เราพากันเข้าห้องน้ำ พวกผมผู้ชายก็เข้าห้องน้ำชายปกติ ส่วนเพื่อนผู้หญิงก็แยกไปเข้าห้องน้ำหญิงกัน ทีนี้ปัญหามันไม่ได้เกิดตอนปลดทุกข์หรอก แต่มันมาเกิดตอนจะล้างมือนี่แหละ !!!

เรียนตามตรงว่าผมหาปุ่มกดน้ำไม่เจอจริงๆ! คือมันมีก็อกไง แต่ไม่รู้จะทำยังไงให้น้ำมันไหลออกมา ข้างๆ ก็อกมันมีจะงอยๆ อะไรก็ไม่รู้คล้ายๆ ตัวบิดเปิดน้ำ ผมก็เอามือไปบิดๆ กดๆ มัน สุดท้ายสบู่ไหลออกมา !!!!!!! อะไร๊ ? น้ำล้างมือก็ไม่มี ยังมาเจอสบู่ให้เลอะมือเพิ่มอีก ผมหาอยู่นานมาก นานจริงๆจนแบบคือจนปัญญาอะ เลยเดินออกมาหน้าห้องน้ำแล้วตะโกนเข้าไปในห้องน้ำผู้หญิงว่า “อีไหมๆ น้ำมันไม่ไหลเหรอวะ ทำไมน้ำมันไม่ไหลออกจากก็อกเลยอะ”

พอไหมได้ยินมันก็ตะโกนออกมาว่า “อีเี้ย (เซ็นเซอร์คำหยาบ) มันเป็นระบบเซ็นเซอร์ มึงแค่เอามือรองไว้อะเดี๋ยวมั นก็ไหล!!” และในจังหวะนั้นก็มีพี่ผู้ชายใส่สูทหล่อๆ เดินผ่านมาเข้าห้องน้ำพอดี เค้าได้ยินทั้งหมด และรู้หมดเลยว่าผมเปิดน้ำไม่เป็น… พี่เค้าก็ใจดี มาบอกมาสอนผมและเพื่อนๆ เลยว่า เอามือมารองไว้อย่างนี้นะครับ แล้วเดี๋ยวน้ำมันจะไหลออกมาเอง แล้วแกก็เดินไปฉี่แบบปกติ! พวกผมก็แบบ เฮ้ย! มันมีด้วยเหรอวะแบบนี้ เอามือรองแล้วน้ำมันไหลออกมาเอง ก็คนมันไม่เคยเจอนี่หว่า ที่บ้านไม่มีอะเนอะ อารมณ์ประมาณเขินนิดๆ แต่ทำวางมาดไว้ คีพลุคนิดหน่อยจะได้ไม่เสียหน้าจนเกินไป

วันนั้น คือวันที่เปิดประสบการณ์ในชีวิตเมืองหลวงของผมอย่างมากเลยทีเดียวเชียวแหละ

ทำให้ผมรู้ว่าถ้าจะใช้ชีวิตแบบคูลๆ ในบางกอก มันต้องทำยังไง หึหึหึ

มีเรื่องเล่าสั้นๆ อีกเรื่องนึง เป็นเรื่องขำๆ ของรุ่นพี่ ของผมในรามฯ นี่แหละ แกเป็นคนพัทลุง คือเด็กรามฯ ส่วนใหญ่จะเป็นคนภาคใต้น่ะนะ นี่เป็นเรื่องปกติของที่นี่อยู่แล้ว แกเล่าว่า ครั้งแรกที่มาบางกอก แกนั่งรถทัวร์มาลงที่สายใต้แล้วโบกแท็กซี่มาซอยรามฯ 53 ที่เป็นหอพักของเพื่อนแก พอขึ้นรถปุ้ป แท็กซี่กดมิเตอร์ขึ้นเลข 35

แกมองเห็นละ แต่ก็ยังไม่ได้พูดอะไร จนนั่งมาถึงรามฯ 53 แกบอกว่าแกกะจะไม่จ่ายเงินค่าแท็กซี่หรอกเพราะคิดว่าแท็กซี่โกงแก สตาร์ทรถปุ๊ปคิด 35 บาทมีที่ไหน แกเลยบอกกับแท็กซี่ว่า “กูไม่จ่าย มึงโกงกู กูรู้ กูมาบ่อย….” (พูดแบบสำเนียงใต้) จนคนขับแท็กซี่แกก็งงว่าแกไปโกงอะไร ก็กดมิเตอร์มาปกติ จนทราบความว่ารุ่นพี่ผมเห็นว่ากดเริ่มต้นก็ 35 บาท ทำไมไม่เริ่มที่ 1 บาท แกเลยคิดว่าโกง ทั้งๆ ที่เคยมาบางกอกครั้งแรกแต่ด้วยความที่ต้องไว้เชิงแกจึ งบอกไปว่าแกเคยมาบ่อยแล้ว อย่ามาโกงกันอะไรประมาณนี้ สรุปก็คุยและอธิบายกันพักใหญ่กว่าจะเข้าใจกัน

สุดท้ายแกจึงยอมจ่ายแต่โดยดี ด้วยความที่ไม่รู้ว่าแท็กซี่มิเตอร์ราคาเริ่มต้นที่ 35 บาท…!!

เรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในเมืองหลวงแห่งนี้ในแต่ละวัน ดีบ้างแย่บ้างปนๆ กันไป

สำหรับคนที่เพิ่งเข้าไปใหม่ๆ บางทีบางกอกก็อาจจะคล้ายเป็นดวงไฟที่ล่อให้แมลงบินเข้าไปตอมก็ได้นะ สวยงาม ส่องสว่าง ทว่าร้อนแรง…..

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้านะครับ

สวัสดี…

Writer