Art on train : มาดูไอเดียดีๆในการเปลี่ยนรถไฟฟ้าให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะกัน

เช้าวันใหม่อันสดใสของคนกรุงเทพจำนวนไม่น้อยได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับเพียงเพราะการขึ้นโดยสารรถไฟฟ้าสาธารณะ

สำหรับหลาย ๆ คน ระบบขนส่งมวลชนเป็นทางเลือกเดียวในการเดินทาง ซึ่งหากจะให้พูดว่าเป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และราคาเหมาะสมก็คงจะพูดกันได้อย่างไม่เต็มปาก นี่ยังไม่รวมไปถึงความยากลำบากในการพยายามใช้บริการระบบเหล่านั้นในชั่วโมงเร่งด่วน ที่ก่อนจะเดินทางไปถึงหน้าประตูออฟฟิศอันเป็นที่รัก พลังงานอันน้อยนิดของพวกเราก็ได้ถูกสูบสิ้นออกไปโดยขั้นตอนอันซับซ้อนของการโดยสารรถไฟฟ้าสาธารณะทั้งหลาย ตั้งแต่ยังไม่เข้าแถวซื้อบัตรด้วยซ้ำ ซึ่งจริง ๆ แล้ว สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ก็เป็นปัญหา Top Hit ของหลายประเทศบนโลกเช่นกัน ในยุคสมัยที่ชีวิตของมนุษย์รวมศูนย์เข้าสู่เมืองใหญ่ การเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนเป็นสิ่งที่ไม่ว่ายังไงก็เลี่ยงไม่ได้ และความแออัดก็เป็นข้อเสียตามธรรมชาติของระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท โชคดีตรงที่ว่า เราสามารถใช้ประเทศเหล่านั้นเป็น Case Study ที่ดีในการแก้ปัญหาได้ หลากวิธีการสร้างสรรค์ที่เคยเกิดขึ้น อาจสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเรา เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้โดยสารได้

แน่นอนว่าวิธีเหล่านี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาในระยะยาวที่ดี แต่ก็เป็นการทำให้การใช้เวลาโดยสารไปกับระบบขนส่วมวลชนในปัจจุบันเป็นไปได้อย่างราบรื่น และน่าจะเป็นการเริ่มต้นวันที่ดีกว่าการเบียดเสียดไปกับคนทั้งเมืองในขบวนรถไฟที่เต็มไปด้วยโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารในร้านสะดวกซื้อแน่นอน

 

1. Art on Track The world’s Largest Mobile art Gallery

Art on Track เป็นโปรเจคท์ศิลปะที่เริ่มต้นโดยนักศึกษาจาก School of Art Institute of Chicago เมื่อปี 2008 ด้วยไอเดียเริ่มต้นที่จะมองหาพื้นที่ใหม่ ๆ ในการแสดงงานของศิลปินในพื้นที่และเหล่านักศึกษาศิลปะ ซึ่งพื้นทีเหล่านั้นก็คือภายในตัวโบกี้ของรถไฟใต้ดินที่ชาวเมืองคุ้นเคยกันดี  Art On Track จะทำการเฟ้นเลือกกลุ่มศิลปินเข้ามา Bomb โบกี้รถไฟ และแปลงโฉมมันใหม่ให้กลายเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่ขนาดย่อม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้จึงเป็นการสร้างความพิเศษให้กับวันธรรมดา ๆ ที่ดี และเป็นการนำศิลปะที่บางครั้งถูกมองว่าเป็นของสูง ดูยาก ให้ออกนอกขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ และกลับมาสู่ความเป็นสากลที่ทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย

ที่น่ายกนิ้วให้อีกอย่างก็คือ โปรเจคท์นี้ไม่เสียค่าสมัคร ใคร ๆ ก็สามารถสมัครเป็นศิลปินที่จะทำงานในโปรเจคท์ Art on Track ได้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยงว่าต้องเป็นศิลปิน หรือนักศึกษาที่ School of Art Institute เท่านั้น ด้วยเจตนาของโครงการที่ต้องการจะผลักดันและสนับสนุนศิลปินทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นมือสมัครเล่นหรือ Big Name ก็สามารถลองส่งงานเข้ามาเสนอกันได้

ซึ่งเส้นทางการเดินรถของ Gallery เคลื่อนที่นี้ก็จะเป็นแบบ Loop กลับสถานีต้น เพื่อให้ผู้โดยสารได้เปลี่ยนขบวน และ Hopping ไปต่อที่อีกขบวนหนึ่ง ๆ ได้เลย

 

2. Else where

นอกเหนือไปจากสงครามโฆษณาที่แข่งกันแยงตาผู้โดยสารผานจอ LED และสื่อสิ่งพิมพ์ในป้ายกล่องไฟ

บางครั้งเราก็จะพบเห็นพื้นที่เปล่าโล่งภายในบริเวณสถานีรถไฟและระบบขนส่งมวลชนทั้งหลาย ซึ่งจริง ๆ แล้วพื้นที่ว่างเหล่านี้ควรจะทำให้เรารู้สึกปลอดโปร่ง เหมือนเป็นจุดพักสายตาให้กับผู้โดยสาร แต่ทำไมมันกลับสร้างรู้สึกอึดอัดสายตาให้กับเราแทน ?

Else where เป็นนิทรรศการถาวรโดยศิลปินชาวชิลี Tania Ruiz ที่จัดตั้งอยู่ภายในสถานี Malmö ประเทศสวีเดน ภายใต้การร่วมมือกับ Swedish National Public Art Council ที่มีเจตนาแรกเริ่มที่จะกำจัด และลดหลั่นความรุงรังเกะกะสายตาของเหล่าโฆษณาในสถานีออก และแทนที่มันด้วยงานศิลปะ

Elsewhere แปลแบบตรง ๆ แปลว่าสถานที่อื่น ลักษณะของงานเป็นงานวิดิโอที่ถูกฉายลงไปบนกำแพงฝั่งตรงข้ามของชานชะลา จุดสิ้นสุดสายตาของผู้โดยสารทุกคน ทำหน้าที่เปรียบเสมือนหน้าต่างจำลอง ที่เปลี่ยนกำแแพงคอนกรีตทึบตันแน่นหนา ให้กลายเป็น ‘สถานที่อื่น’ ที่สร้างความปลอดโปร่งทางทัศนะมากกว่า ผู้โดยสารที่กำลังรอรถไฟจะถูกทำให้ลืมมิติเวลาของตนเองไปชั่วขณะ และด้วยลักษณะของเฟรมภาพ จะทำให้รู้สึกเหมือนกับกำลังโดยสารอยู่ในรถไฟขบวนยักษ์ขบวนหนึ่ง ซึ่งกำลังนำพาพวกเขาไปสู่ที่อื่น ๆ บนโลก

พอรู้ตัวอีกที ขบวนรถไฟจริงก็ชะลอความเร็ว และจอดลงตรงหน้า

 

3. Subway Therapy

การแสดงออกทางความรู้สึกและความคิดเห็นในที่สาธาณะเพื่อแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากในสังคมปัจจุบันที่ต่างคนต่างโฟกัสไปเพียงชีวิตของตน ทำให้พื้นที่ในการแสดงออกในปัจจุบันของคนเราโยกย้ายไปอยู่ในหน้าจอแทน พวกเราต่างอัพเดทชีวิตของตนเพื่อแบ่งปันให้กับเพื่อน ๆ และคนรอบข้างผ่านสังคมออนไลน์ ซึ่งแน่นอนว่าสะดวกกว่า รวดเร็วกว่า และคงทนถาวรมากกว่า แต่การโพสท์สถานะ หรืออัพโหลด story รายวันลง Facebook จะสามารถทดแทนการแสดงออกทางความรู้สึกแบบดั้งเดิมได้จริง ๆ หรือ ?

Subway Therapy เป็นโปรเจคท์ของศิลปินอเมริกัน Matthew Levee Chavez เดิมทีงานของเขาเป็นการตั้งโต๊ะรับฟังปัญหาหนักอกของคนเมือง คล้ายกับเป็นกลุ่มบำบัด Theraphy แต่เป็นการฟังแบบตัวต่อตัวแทน ซึ่งเรื่องราวก็มาน่าสนใจขึ้นเมื่อปีที่แล้วที่ Donald Trump ชนะศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี Levee ก็เริ่มเข้าใจว่าลำพังการตั้งโต๊ะรับฟังปัญหา ไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีพอในการให้คนทั่วไปได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงความทุกข์และความรู้สึกในใจเขาเสียแล้ว

Levee เริ่มต้นแจก post it ให้กับผู้โดยสารที่สถานีเจ้าประจำของเขา เพื่อให้พวกเขาได้ระบายความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นข้อความ รูปภาพ หรือ Quote คำพูดต่าง ๆ แปะรวมกันเป็น wall ซึ่ง Levee จะรวบรวมไว้เป็นรายวัน ก่อนจะเคลียร์กำแพงให้โล่งเพื่อรอรับ  post it สำหรับวันต่อ ๆ ไป

ผลก็คือ มีคนมาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นทะลัก มี post it กว่า 12000 แผ่นที่ถูกโพสขึ้นหน้า wall ในวันนั้น ทำให้ Levee ต้องย้ายและขยายพื้นที่ไปยังสถานีที่มีอาณาบริเวณกว้างขวางกว่าเพื่อรองรับจำนวนคน

Subway Therapy ไม่ได้จบลงแค่เป็น pop up art event ทั่วไป แต่มันได้พัฒนากลายเป็น Culture ของการแสดงออกร่วมกันของคนเมืองแบบหนึ่งของชาวนิวยอร์คจนถึงปัจจุบัน

 

Photo via elle decoration Thailand

มาดูที่ฝั่งเมืองไทยกันบ้าง เมื่อต้นปีที่แล้ว เราได้มีโอกาสเห็นพื้นที่สาธารณะสุดคูลซึ่งดูแทบไม่เหมือนเมืองไทยที่สถานี พื้นที่ว่างบริเวณสถานีที่เราคุ้นเคยถูกแทนที่ด้วยผืนเสื่อ , เก้าอี้ bean bag สี earth tone อ่อนนุ่ม และเหล่าพืชพรรณไม้ประดับ ซึ่งดูน่ารักแบบบ้าน ๆ และเข้ากับสถานีหัวลำโพงอย่างมาก ซึ่งโปรเจคท์นี้เป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปนิก 59  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรรมาธิการสถาปนิกชุมชนและสมาคมสถาปนิกสยาม ที่ต้องชื่นชมและยกย่องจริง ๆ แม้จะเป็นไอเดียที่ง่าย แต่กลับได้ผลตอบรับที่น่าสนใจมาก ๆ ยิ่งโดยเฉพาะในแผ่นดินที่ Interactive art เติบโตได้ยากอย่างไทยแลนด์

ลักษณะของงานง่ายมาก คือปูเสื่อจำนวน 40 ผืน ภายในพื้นที่ 144 ตารางเมตร และวาง Bean Bag กับต้นไม้ลงไปในพื้นที่ว่างสำหรับนั่งรอที่สถานีหัวลำโพง /จบ ซึ่งหากลองพิจารณาดี ๆ แล้ว งานประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องการพยามเรียนรู้ ตีความ ทำความเข้าใจกับผู้ปฏิสัมพันธ์เลย และสื่อสารได้ดีกับคนไทยมาก ๆ เป็นการชู Function แบบตีเข่าไปตรง ๆ เลยว่านี่แหละ เจตนาของผู้สร้าง เชิญมาพักผ่อนที่ตรงนี้ ง่ายมาก ไทยมาก งดงามมาก

สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Public Transit Lounge หรือการทดลองใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกัน จากการทดลองพบว่าชาวไทย ชาวต่างชาติ หรือแม้แต่กลุ่มคนไร้บ้านได้ตบเท้ามาเข้าร่วมใช้งานล้นหลามกว่าที่คาดไว้มาก ส่วนหนึ่งเพราะความชาญฉลาดในการเลือกใช้ ‘เสื่อ’ และการออกแบบพื้นที่ให้ดูกันเอง น่านั่ง และเข้ากันได้ดีกับบริบทพื้นที่ ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี

น่าเสียดายที่พื้นที่ดังกล่าวมีระยะเวลาทดลองเพียงหนึ่งสัปดาห์ (27 ก.พ. – 6 มี.ค. 2559) เท่านั้น แต่ก็นับเป็นการโยนหินถามทางที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับโครงการ เราคาดหวังว่าจะได้เห็นพื้นที่สาธารณะจากแนวความคิดแบบนี้ในที่อื่น ๆ ในกรุงเทพมหานครเช่นกัน

BTS Wrap

เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่น่ายินดีของประเทศไทย และสำหรับคนกรุงเทพที่ใช้บริการรถ BTS เป็นประจำ เมื่อพีท-ประณิธาน พรประภา เจ้าของบริษัทระดมทุน Asiola ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนสงครามโฆษณาบนรถไฟฟ้า BTS ของเรา ด้วยการเปลี่ยน Wrap Sticker ที่หุ้มรถไฟฟ้า จากบิ๊กแบรนด์ทั้งหลายที่แข่งกันจับจองพื้นที่ให้กลายเป็น Canvas สำหรับงานศิลปะ  และที่ท้าทายคือ เขาตั้งใจจะทำมันด้วยการ ‘ระดมทุน’ เพราะว่าการระดมทุนทำนั้น เป็นขั้นตอนที่เน้นย้ำกลับไปถึงความต้องการของคนหมู่มากในสังคมที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสภาพแวดล้อม

ด้วยระยะเวลา 4  เดือน โครงการนี้ก็ได้ผู้ร่วมระดมทุนครบตามเป้าที่วางไว้ และได้เลือกใช้งาน “อุเบกขา : การเชื่อมต่อของจักรวาล” หรือ

‘Universal Connections by Spiritual Fractal’  ของศิลปินไทยชื่อดังระดับโลก คามิน เลิศชัยประเสริฐ ที่พูดถึงการตระหนักรู้ตัวตน เป็นการนำผู้โดยสารออกจากจอสมาร์ทโฟนเบื้องหน้า กลับเข้ามารับรูถึงการดำเนินอยู่ของปัจจุบันขณะ เพียงการนำโฆษณาออกไป ก็ทำให้เกิดความสงบขึ้นอย่างน่าประหลาด ทำให้รถไฟฟ้าขบวนนี้เป็นขบวนที่พิเศษมาก ๆ นับเป็นโชคดีของคนที่มีโอกาสได้ขึ้นไปในช่วงที่รถคันนี้วิ่งให้บริการ

วิธีการดังที่กล่าวไป แน่นอนว่าห่างไกลลิบลับกับ ‘การแก้ปัญหา’ ต่อให้บ้านเราเคยมีงานสร้างสรรค์เหล่านั้นตามที่กล่าวไปทุกข้อ ก็ยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ แต่นอกเหนือไปจากการเน้นย้ำให้เห็นถึงปัญหาที่ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบ แม้เราจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ ๆ อย่างความยากลำบากในการเดินทาง หรือการทำให้จราจรลื่นไหลได้ด้วยตัวเอง แต่สิ่งที่เราคนเมืองด้วยกันสามารถทำได้ก็คือการพยายามสร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกันในฐานะผู้โดยสาร และทำให้การเดินทางที่ยากลำบากในแต่ละวันเป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น แม้เพียงเล็กน้อย ก็ยังถือว่าเป็นความหวังที่คุ้มค่า

Contributor

ภูมิภัทร ถาวรศิริ

Writer

นักสังเกตการณ์ ถนัดซ้าย ลูกคนเล็ก ผูกพันกับกรุงเทพด้วยความสัมพันธ์แบบ Love-Hate