เฮือกสุดท้ายของนาทีชีวิต คนเราจะสามารถมีพลังพิเศษได้จริงไหม?
ลองคิดดูเล่นๆ ว่า หากวันหนึ่งแขนของเราติดอยู่กับก้อนหินขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถยกออกได้เราจะทำอย่างไร? จะกล้าตัดแขนของตัวเองออกไหม? เพื่อให้เรามีชีวิตรอดต่อไปในวันพรุ่งนี้ หรือจะมีพลังพิเศษในการวิ่งให้เร็วขึ้น แบกตู้เย็นหนักหลายกิโล หรือกระโดดหนีออกมาจากกองไฟได้หรือเปล่า? มาร่วมค้นหาคำตอบและพิสูจน์สสารพิเศษในตัวเรากันเถอะ !!

“Adrenaline” ฮอร์โมนบ้า ดี เดือด

ร่างกายของคนเราประกอบด้วยเซลล์หลายชนิดรวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เป็นอวัยวะ มีสารและฮอร์โมนต่างๆ หลั่งไหลอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งมีฮอร์โมนหนึ่งชื่อว่า “Adrenaline (อะดรีนาลีน)” ที่จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายเจอกับสภาวะกดดันบางอย่าง เช่น ความเครียด, โกรธ, ตื่นเต้น หรือตกใจอย่างรุนแรง

อะดรีนาลีนมีความจำเป็นต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดมากทีเดียว เพราะช่วยทำให้หัวใจเต้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เลือดสูบฉีดได้ดี และหัวใจของเราก็จะแข็งแรง โดยฮอร์โมนชนิดนี้จะหลั่งออกมามากกว่าเดิม ในช่วงเวลาที่ร่างกายตกอยู่ในสภาวะความเครียด, ความกดดัน, ความกลัว หรือความโกรธ ซึ่งถ้าร่างกายเราหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีนเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งช่วยส่งเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อตามส่วนต่างๆ ได้มากเท่านั้น ส่งผลให้ร่างกายเรามีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆ นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมบางคนถึงสามารถวิ่งหนีอันตรายได้อย่างรวดเร็ว หรือยกของหนักหลายกิโลหนีตอนไฟไหม้ รวมไปถึงรอดจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่รอดชีวิตมาจากช่วงเวลาคับขันเพราะการหลั่งของฮอร์โมนอะดรีนาลีน ถ้าอย่างนั้น เรามาดูกันว่า มีบุคคลใดบ้างที่อะดรีนาลีนหลั่งในลมหายใจเฮือกสุดท้าย ทำให้รอดชีวิต และยังคงมองเห็นแสงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้

บทเรียนราคาแพงจาก “การปีนเขา”

“ชายคนหนึ่งตัดสินใจตัดแขนของตัวเอง เพื่อเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันในหุบเขา”

Aron Ralston (อารอน ราลสตัน) เป็นวิศวกรและนักพูดชาวอเมริกัน ผู้ชื่นชอบการผจญภัย ครั้งหนึ่งเขาออกเดินทางไปปีนหน้าผาเพียงลำพังที่ ‘บลู จอห์น แคนยอน’ อุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ รัฐยูทาห์, สหรัฐอเมริกา แล้วพลัดตกลงไปในซอกหิน แขนของเขาถูกก้อนหินน้ำหนักราว 360 กิโลกรัมทับไว้เป็นเวลา 5 วัน อารอนจึงกินอาหารที่เขาเตียมไว้สำหรับการเดินทาง จนท้ายที่สุด อาหารเหล่านั้นหมดลง เขาเลยต้องยอมดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองเพื่อประทังชีวิต

เมื่ออารอนเริ่มรู้สึกถึงความตาย จึงตัดสินใจใช้มีดพกที่ติดตัวมาตัดแขนขวาของตัวเองออก โดยค่อยๆ กรีดมีดลงบนเนื้อ ตัดเส้นเอ็น และกระดูก เพื่อให้หลุดออกจากหินก้อนนั้น โดยไม่มียาชาช่วยระงับความเจ็บปวด หรือผ้าพันแผลใดๆ ทั้งสิ้น เขาใช้เวลาประมาณ 20 นาทีก็สามารถตัดแขนของตัวเองได้สำเร็จ และรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีในตอนนั้นปีนออกมาด้วยสภาพร่างกายทรุดโทรม พร้อมเลือดสดๆ ที่ยังไหลไม่หยุด หลังจากที่แขนหลุดออกมาได้แล้ว เขารวบรวมแรงทั้งหมดที่มี เดินต่อไปไกลอีก 13 กิโลเมตร พร้อมกับบาดแผลสาหัสและความเจ็บปวดทรมาน จนในที่สุดก็ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งเรื่องราวสุดระทึกของอารอน ถูกนำมาสร้างเป็นบทภาพยนต์เรื่อง “127 Hours” ฉายในปี 2010 และได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขาเลยทีเดียว

“แพทย์สนาม”ในสงครามโลกครั้งที่ 2

“ท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 มีแพทย์ทหารนายหนึ่งช่วยชีวิตเพื่อนทหารเอาไว้ได้ 70-80 คน โดยที่เขาไม่แตะอาวุธสังหารใดๆ เลยแม้แต่น้อย”

Desmond Thomas Doss (เดสมอนด์ โทมัส ดอส) นายทหารอเมริกันของกองทัพสหรัฐ ทำหน้าที่แพทย์สนามในสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่ามกลางสนามรบที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟัน เลือดแดงฉานที่นองอยู่บนพื้นพร้อมเศษซากเนื้อของเหล่าทหารที่โดนสังหารจากฝ่ายตรงข้าม แต่เขากลับไม่มีอาวุธใดๆ ในมือสักชิ้น

เพราะ เดสมอนด์ ไม่ชอบความรุนแรง แต่ต้องการทำหน้าที่ลูกผู้ชายในการรับใช้ชาติ จึงเลือกเป็นแพทย์ทหาร ออกรบด้วยสองมือเปล่า ไม่ยอมพกอาวุธ และไม่ยอมฆ่าทหารฝ่ายข้าศึก จนเพื่อนร่วมรบต่างคิดว่าเขาต้องไม่รอดจากสงครามครั้งนี้แน่ๆ แต่สิ่งที่เดสมอนด์ทำคือ การสร้างวีรกรรมอันน่าจดจำด้วยการวิ่งฝ่าระเบิด และกระสุน เข้าช่วยชีวิตเพื่อนทหารที่ได้รับบาดให้ได้เจ็บมากที่สุด ด้วยการทำแผล และนำออกมาให้ผ้นจากแนวข้าศึกคนแล้วคนเล่า รวมแล้วกว่า 75 ชีวิต เดสมอนด์ช่วยเหลือแบบไม่หยุดพักและนอนหลับเลยสักนิด ซึ่งที่เขาทนอยู่ได้ เชื่อว่าเป็นเพราะอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาตอนได้ยินเสียงระเบิด และเสียงปืน กระตุ้นให้ภายในร่างกายของเดสมอนด์พลุ่งพล่านตลอดการช่วยเหลือเพื่อนๆ นอกจากนี้ เรื่องราวของเขายังถูกนำมาเล่าผ่านภาพยนต์เรื่อง “Hacksaw Ridge” ที่ฉายในปี 2017 อีกด้วย

กินเนื้อ “เพื่อน” เพื่อรอดตาย

“เหตุการณ์เครื่องบินตกในปี 1972 ทำให้คนที่ยังมีชีวิต ต้องกินเนื้อเพื่อนที่ตายแล้วเพื่อประทังความหิวโหย”

ย้อนไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 1972 เกิดเหตุการณ์เครื่องบินตกบริเวณตอนเหนือของเทือกเขาแอนดีส (Andes) สาเหตุมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างหนัก ตอนนั้นเครื่องบินชนเข้ากับภูเขาและตกลงบนยอดเขาสูงชันที่มีหิมะปกคลุมอยู่ ส่งผลให้ผู้โดยสารรวมลูกเรือทั้งหมด 45 คนเผชิญกับความโหดร้าย และมีผู้เสียชีวิตทันที 15 คน

ผู้รอดชีวิตต่างอดทนผ่านไปวันแล้ววันเล่า จนเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10 วัน Roberto Canessa (โรเบอโต้ คาเนสซ่า) นักศึกษาแพทย์วัย 19 ปีที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ ตัดสินใจแล่เนื้อของคนตายเป็นชิ้นเล็กๆ มากินเป็นอาหารเพื่อความอยู่รอดของคนที่เหลือ วันเวลาหมุนผ่านต่อไปอีก 61 วัน เพื่อนร่วมทางต่างล้มตายลงเรื่อยๆ เพราะต้องเผชิญกับพายุหิมะและสภาพอากาศที่หนาวเย็น จนเหลือผู้รอดเพียงแค่ 6 คนเท่านั้น โรเบอโต้จึงออกเดินทางกับ Nando Parrado (นานโด พาร์ราโค) นักรักบี้วัย 20 ปี เพื่อไปขอความช่วยเหลือ

เขาทั้งสองคนเดินทางไต่ลงจากเขาสูงถึงสี่พันกว่าเมตร โดยแทบไม่ได้กินอะไรเลยเป็นเวลาเกือบ 10 วัน และสุดท้ายก็สามารถลงมาถึงฟาร์มปศุสัตว์บนที่ราบสูงตอนเหนือของชิลี พร้อมพาทีมกลับไปช่วยเหลือเพื่อนๆ ที่เหลืออยู่ ซึ่งเรื่องราวสุดทึ่งของเขาถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง “ALIVE” เข้าฉายในปี 1993 พร้อมเสียงตอบรับฮือฮาสะเทือนวงการ

Source :
https://boonkit54.blogspot.com/2013/08/blog-post_6303.html
https://www.honestdocs.co/what-is-adrenaline

Facebook Comments