Your Pride, Your Future ส่งเสียง “อนาคตที่อยากเห็น…” จาก LGBTQIA+ ให้สังคมได้ยิน

“อนาคตที่อยากเห็น…” ส่งเสียงแห่งความหลากหลายทางเพศให้ดังยิ่งขึ้น ฟังอนาคตที่ LGBTQIA+ อยากเห็นในหัวข้อ ‘Your Pride, Your Future’ ครอบคลุมตั้งแต่อนาคตเมือง กฎหมาย ครอบครัว ความรัก การเหยียดกัน ไปจนถึงการเปิดกว้างทางความคิดที่อยากให้เป็น

เจี๊ยบ-มัจฉา พรอินทร์
ครอบครัวไม่จำเป็นต้องมีพ่อ-แม่-ลูก

มิติครอบครัวในสังคมไทย ถูกปลูกฝังว่าต้องมี พ่อ-แม่-ลูก ซึ่งกรอบที่เชื่อกันว่าถูกกลับสร้างบาดแผลให้กับชีวิตของใครหลายคน รวมถึง เจี๊ยบ-มัจฉา พรอินทร์ ผู้นิยามตัวตนว่าเลสเบี้ยน (Lesbian) เจี๊ยบคือผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ องค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน, ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการหลักสูตร The School Of Feminists : Feminist Theory and Practice, Co-President, International Family Equality Day – IFED, กรรมการ สมาคมผู้หญิง กฎหมายและการพัฒนาแห่งเอเชียแปซิฟิก – APWLD, ผู้ประสานงานประจำประเทศไทย องค์กร V-Day และผู้ที่มีครอบครัวแบบ แม่-แม่-ลูก

“เวลาบอกว่าครอบครัวที่สมบูรณ์ต้องประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก นี่คืออุดมคติที่ไม่ได้สะท้อนภาพของครอบครัวจริงๆ ในปัจจุบัน เพราะบางครอบครัวอาจมีพ่อ มีแม่เพียงหนึ่งคน หรือมีพ่อสองคน แม่สองคน ไปจนถึงมากกว่านั้น และยังหลงลืมไปว่ามีเด็กจำนวนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งให้เติบโตในสถานสงเคราะห์ ถูกรับไปอุปการะ หรือเติบโตกับญาติพี่น้อง

“อย่างเจี๊ยบเป็นครอบครัวแบบแม่-แม่-ลูก ก็จะถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับการยอมรับทั้งแง่กฎหมาย และการใช้ชีวิตในสังคม ทำให้ต้องเผชิญกับอันตราย เช่น ประมาณห้าถึงหกปีก่อน มีผู้ชายคนหนึ่งในชุมชนมาเผาทุ่งรอบบ้านถึงหกครั้ง เจี๊ยบเชื่อว่าเพราะเขาเกลียดกลัวที่เรามีความหลากหลายทางเพศ พอไปแจ้งความก็ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่พูดเพียงว่าไม่ได้ส่งผลถึงชีวิต และทรัพย์สิน แต่ว่าจริงๆ มันส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัย จนถึงตอนนี้ก็ไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านของตัวเองได้ ต้องออกมาเช่าบ้านอยู่เชียงใหม่ เพียงเพราะว่าเราเป็นครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ในกรอบที่สังคมวางไว้”

เจี๊ยบเล่าต่อว่า หากสังคมยังคงไม่ยอมรับในครอบครัวที่มีความหลากหลาย กฎหมายต่างๆ ก็จะไม่ถูกพัฒนา ซึ่งครอบครัวเกี่ยวข้องกับกฎหมายในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นไม่มีกฎหมายสมรมเท่าเทียม จึงถือครองทรัพย์สินร่วมกันไม่ได้ ไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ เอกชน ไปจนถึงสวัสดิการสังคม ไม่มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิต ทั้งแง่ของการรักษาพยาบาล ที่เวลาเกิดอุบัติเหตุหรือต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน คู่รักต่างเพศหมออนุโลมให้สามารถเซ็นเอกสารเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนได้ แต่คู่รักหลากหลายทางเพศทำไม่ได้

“ความไม่ปลอดภัยในชีวิตอีกแง่หนึ่งยังหมายถึงความรู้สึกด้วย อย่างลูกสาวเจี๊ยบ จริงๆ แล้วเป็นลูกของน้องชาย คนจะคิดว่าเจี๊ยบรับอุปการะได้ แต่เมื่อสังคมไม่ยอมรับ ครอบครัวเราเลยไม่ยอมรับ ก็อยู่เหมือนเป็นป้า ในทางกฎหมายยังเป็นคนอื่นต่อลูก ก็จะกังวลว่าถ้าลูกเกิดอุบัติเหตุ จะเซ็นเอกสารให้ได้ไหม ลูกอยากกู้เงิน กยศ. เราก็เซ็นให้ไม่ได้ ลูกไม่สามารถทำพาสปอร์ตเพื่อเดินทางไปต่างประเทศได้ เพราะว่าเราไม่ใช่พ่อแม่หรือผู้ปกครอง”

เมื่อถามถึงการตีกรอบของคำว่าผู้ปกครอง และการเลี้ยงลูกที่ดี เจี๊ยบมองว่าต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า หน้าที่ของครอบครัวคืออะไร

“ทั่วไปแล้วครอบครัวมักจะผลิตซ้ำบทบาททางเพศระหว่างหญิง ชาย แล้วทำให้เด็กที่เกิดในครอบครัวไม่ได้รับโอกาสเท่ากัน เช่น ส่งเสริมลูกผู้ชายให้กล้าหาญ เข้มแข็ง ในขณะที่ครอบครัวจำนวนมากเลี้ยงดูลูกสาวให้รับภาระในการดูแลบ้าน ทำความสะอาดบ้าน โตมาต้องแต่งงาน จะเห็นว่าโอกาสของผู้หญิงและผู้ชายไม่เท่ากัน แล้ววิธีคิดแบบนี้ไม่ได้ส่งเสริมลูกที่อาจจะมีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเมื่อลูกไม่ได้อยู่ในกรอบเพศที่สังคมวางไว้ ไม่ว่าด้วยอัตลักษณ์หรือรสนิยม ครอบครัวจำนวนมากมักจะมีการทารุณกรรม หรือละเมิดสิทธิลูกที่เป็น LGBTQIA+

“ดังนั้นสำหรับเจี๊ยบ ครอบครัวต้องเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัย สนับสนุน และเลี้ยงดูลูกให้เติบโตไปเป็นคนที่เข้าใจสิทธิตัวเอง และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมในอนาคตสำหรับตัวเขาเอง แต่หน้าที่ครอบครัวทุกวันนี้กลับทำตามแนวคิดของรัฐ แนวคิดทางศาสนา หรือแนวคิดทางเพศ ซึ่งเราจะเห็นว่ามันกดขี่คนที่มีความหลากหลายทางเพศในครอบครัว และผู้ปกครองที่ดี สำหรับเจี๊ยบคือการเคารพและฟังเสียงลูก และต้องเข้าใจเรื่องสิทธิเด็กด้วย”

ในวันข้างหน้า เจี๊ยบจึงอยากเห็นการให้ความหมายและการมองภาพครอบครัวในสังคมไทยเปิดกว้างขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งในแง่การใช้ชีวิต และข้อกฎหมาย

“เจี๊ยบอยากเห็น ภาพของครอบครัวหลากหลายทางเพศในการขับเคลื่อนสังคมไทย เช่น มีสมาคมครอบครัว มีการขับเคลื่อนเครือข่ายครอบครัวเพื่อสร้างความเข้มแข็งในแง่สิทธิมนุษยชน เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศเสียที เพราะฉะนั้น เรื่องแรกเลยที่อยากเห็นสังคมไทยเปลี่ยนไปคือ เมื่อพูดถึงครอบครัว ต้องไม่ลืมว่าไม่ได้มีแต่ครอบครัวที่มีพ่อคนเดียวหรือแม่คนเดียวเท่านั้น ยังมีครอบครัวที่อาจจะมีพ่อสองคน สามคน แม่สองคนก็ได้ เจี๊ยบอยากเห็นภาพเหล่านี้เป็นตัวแทนออกมาในสังคม เพื่อที่จะผลักดันให้มิติทางครอบครัวเป็นธรรม

“เจี๊ยบอยากเห็นสื่อให้พื้นที่เราในการส่งเสียงเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจมากขึ้น เจี๊ยบจะไม่ถูกเผาหรือคุกคามเลยถ้าสังคมเข้าใจ ลูกไปโรงเรียนก็จะไม่ถูกรังแกเพียงเพราะมีพ่อแม่เป็น LGBTQIA+ และกฎหมายมันก็จะผ่านง่ายๆ ถ้านักการเมือง คนออกกฎหมาย และสังคมเข้าใจ เพราะฉะนั้นการให้พื้นที่สำหรับส่งเสียงก็จะนำไปสู่ความเข้าใจ และความเข้าใจก็จะขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง เรื่องของการยอมรับและกฎหมายได้ด้วย

“เรื่องสุดท้าย ที่เจี๊ยบอยากเห็นและขอเห็นเร็วๆ นี้ เหมือนที่ไต้หวันและประเทศที่พัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนและพัฒนาสังคมแล้วเขาทำกัน คือการอนุญาตให้ LGBTQIA+ สมรสได้อย่างเท่าเทียม โดยใช้กฎหมายเดียวกันกับคู่รักต่างเพศ หรือเราเรียกว่าสมรสเท่าเทียม ไม่ใช่ พ.ร.บ.คู่ชีวิตนะคะ สมรสเท่าเทียมคือการแก้ ป.พ.พ. มาตรา 1448 ที่ระบุไว้ว่า เฉพาะชายหญิงเท่านั้นที่สมรสกันได้ เราต้องการให้แก้ตรงนั้นเป็น ‘บุคคลสามารถสมรสกันได้เพื่อการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และการได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ’

“และเนื่องในโอกาส Pride Month เจี๊ยบอยากบอกให้สังคมรู้ว่า สังคมไทยไม่ใช่สวรรค์ของ LGBTQIA+ ค่ะ คำคำนี้ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ไม่มีในกฎหมายใดๆ เพราะฉะนั้น เราจึงถูกรังแกในโรงเรียน ไม่สามารถสมรสเท่าเทียมได้ ไม่สามารถเข้าถึงงานอย่างเท่าเทียม กฎหมายก็ไม่ปกป้องเราอย่างเท่าเทียม เพราะฉะนั้นที่นี่ไม่ใช่สวรรค์ แต่ในทางตรงกันข้าม มันคือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยการถูกเลือกปฏิบัติ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ LGBTQIA+ อย่างเป็นระบบ เพราะฉะนั้นเราอยากให้สนับสนุนคนในครอบครัวหรือใครก็ตามที่มีความหลากหลายทางเพศ ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่บังคับเปลี่ยนแปลงรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้น่าอยู่ และอยู่ได้จริงๆ สำหรับ LGBTQIA+ ทุกคน ไม่ใช่แต่ LGBTQIA+ ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เท่านั้นถึงจะอยู่ในสังคมไทยได้”

ปันปัน-ณัฐดนัย เกิดกรุง
อนาคตเมืองที่อยากให้เป็น

เมืองที่ดีคือเมืองที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในสังคม ทว่าสำหรับเมืองไทย ปันปัน-ณัฐดนัย เกิดกรุง ผู้นิยามตัวตนว่าเกย์ (Gay) กลับมองว่าไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเท่าที่ควร ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต การศึกษา ไปจนถึงโอกาสเข้าถึงงาน 

“การใช้ชีวิตของ LGBTQIA+ มีองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะทำให้เราใช้ชีวิตยากหรือง่ายน้อยเพียงใดด้วย เช่น ชนชั้น ฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ศาสนา ฯลฯ ซึ่งระดับของการเลือกปฏิบัติก็จะแตกต่างกันไป หรืออย่างการศึกษา มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนที่เรียนอยู่เข้าใจว่า ในสังคมมันมีความหลากหลาย กลับสอนให้เราพยายามอยู่ในกล่องใดกล่องหนึ่งเท่านั้น นั่นคือกล่องผู้ชายกับกล่องผู้หญิง บุคลากรในสถานศึกษายังพูดเสียดสี ถากถาง หรือด้อยค่านักเรียนที่เป็น LGBT+ ให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่เป็นสิ่งที่แย่

“ส่วนด้านการทำงาน มันชัดเจนมากๆ ว่าเมืองมันไม่เหมาะกับคนที่เป็น LGBTQIA+ เพราะเขาไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเข้าถึงตำแหน่งงานนั้นๆ ด้วย หรือการจะเข้าสมัครงานก็อาจจะต้องไปฟ้องร้องบริษัทก่อน ส่วนในสังคม เราโดนจำกัดพื้นที่ให้มีตัวตนอยู่ได้แค่บางพื้นที่ เมื่อเขาย้ายไปพื้นที่อื่นๆ ที่คนในสังคมมองว่า LGBTQIA+ ไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ก็จะถูกกีดกันหรือไม่ได้รับการยอมรับ ซึ่งเรามองว่าที่เมืองมันไม่ตอบโจทย์ เพราะว่ามันขาดการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคมที่จะออกแบบเมืองของตัวเองกลายเป็นแค่คนบางกลุ่มคิดแทนคนกลุ่มอื่นๆ ว่า เมืองจะต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น”

เมื่อฟังคำตอบเราจึงอยากรู้ว่าปันปันคิดอย่างไรกับประโยคที่ว่า ‘เมืองไทยเป็นเมืองสวรรค์ของ LGBTQIA+’ ปันปันตอบกลับมาว่า “พอเห็นประโยคนี้แล้ว เราขอไม่ขึ้นสวรรค์ดีกว่า” เพราะปันปันมองว่า ประเทศไทยไม่มีอะไรที่เป็นมิตรกับคนที่มีความหลากหลายทางเพศเลย ทั้งในแง่ของกฎหมายหรือสังคม ทั้งยังต้องตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นพวกผิดปกติ ต้องได้รับการบำบัด หรือการมีอยู่ของคนหลากหลายทางเพศจะทำให้สังคมต่ำลงเพราะวันๆ คิดแต่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงยังถูกตีตราว่าเป็นผู้แพร่โรคติดต่อ เช่น เชื้อ HIV อีกด้วย มากไปทางกฎหมายที่ไม่สามารถเลือกคำนำหน้าได้ ไม่รองรับการสมรส และไม่ได้รับสวัสดิการสำหรับการใช้ชีวิตอีกหลายด้าน 

“ถ้าจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งแรกที่ควรจะเปลี่ยนคือรัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าถ้ายังคงอยู่ต่อไป ปัญหาหลายๆ อย่างจะไม่ถูกแก้ ทั้งยังจะมีเพิ่มขึ้นอีก เพราะวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัฐบาลชุดนี้มองเห็นคนแค่ 2 เพศสภาพ เช่น การออกแบบพื้นที่สาธารณะ และกฎหมายหลายๆ ฉบับที่กำลังจะออกมา แต่ไม่ได้ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งที่เขาต้องรับผลกระทบจากกฎหมายเหล่านี้

“เราเลยอยากเห็นเมืองที่โอบรับความหลากหลายได้ ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้โดยไม่ไปจัดลำดับว่าความแตกต่างไหนควรจะได้รับอภิสิทธิ์มากกว่าหรือน้อยกว่า ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขภายใต้ข้อจำกัดของตัวเอง แล้วก็มีพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันได้โดยไม่กีดกันใครออกไปจากพื้นที่นี้

“และในเดือน Pride อยากจะบอกว่า LGBTQIA+ ก็คือคนปกติ เราไม่ได้อยากได้สิทธิพิเศษอะไรไปมากกว่าคนอื่นเลย แค่อยากได้สิทธิที่พื้นฐานมากๆ ที่คนทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มไหนก็แล้วแต่ควรได้รับตั้งแต่แรกอยู่แล้วด้วยซ้ำ แต่ว่าพวกเรากลับถูกละเลยไม่เคยที่จะถูกมองเห็น แล้วก็ได้ยินเสียงของพวกเรา ในโอกาสนี้ก็อยากจะให้คนในสังคมมองเห็นถึงความแตกต่าง และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและไม่มีใครจะต้องถูกเลือกปฏิบัติ หรือได้รับสิ่งแย่ๆ เพียงเพราะแค่เขาเป็น LGBT+ อีกต่อไป”

หงส์–ศิริวรรณ พรอินทร์
ความรักไร้กรอบ

รักคืออะไร คือความเข้าใจ คือความหวังดี คือความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แต่ยังคงมีการให้ความหมายว่า รัก คือความรักของชายกับหญิง กรอบแห่งเพศที่จำกัดความรัก และผลักดันให้ความรักรูปแบบอื่นนอกจากรักต่างเพศเป็นเรื่องผิด วันนี้ถึงเวลาแล้วที่กรอบที่สังคมสร้างจะค่อยๆ จางหายเพื่อเปิดพื้นที่ความรักให้กับทุกคน ชวนคุยกับ หงส์-ศิริวรรณ พรอินทร์ อาสาสมัครองค์กรสร้างสรรค์อนาคตเยาวชน เด็กหญิงยุวฑูตระดับเอเชีย ผู้รับรางวัล Asian Girl Award สาขาสิทธิมนุษย์ชน โดยองค์กร The Garden of Hope Foundation, Taiwan สมาชิกกลุ่ม เยาวชน ชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Indigenous Youth For Sustainable Development – IY4SD) ซึ่งได้รับรางวัลจากโครงการ Youth Co-Lab/ UNDP ในการประกวดโครงการต้นแบบธุรกิจ ที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากโควิด 19 เกี่ยวกับ ความรักไร้กรอบ ที่หงส์อยากเห็นและอยากให้เป็น 

สำหรับหงส์ กรอบรักที่ชายต้องคู่กับหญิงเท่านั้นส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตมากทีเดียว เมื่อหงส์นิยามตัวตนว่าไบเซ็กชวล (Bisexual) มักได้รับคำพูดที่ว่า รักได้สองเพศก็จริง แต่สุดท้ายก็ต้องแต่งงานกับเพศตรงข้ามอยู่ดี

“ในความคิดของหนู ถ้าเราจะแต่งงานกับใครสักคน มันไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเพศตรงข้ามเสมอไป เพราะเรารู้สึกว่าความรักมันไม่จำกัดเพศ และเราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องไปทำตามกรอบของสังคมที่ว่าเราเป็นผู้หญิงแล้วต้องแต่งงานกับผู้ชายเพื่อจะมีลูก เพราะถ้าเราเป็นผู้หญิงแล้วรักกับผู้หญิง เราก็สามารถมีลูกได้ถ้ามันมีกฎหมายที่อนุญาตให้เราสมรสเท่าเทียมกันได้ อีกเรื่องด้วยความที่หนูอยู่ในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศ แม่ของหนูเป็นหญิงรักหญิง แล้วการที่แม่ของหนูไม่สามารถสมรสกันได้มันส่งผลกระทบกับหนูที่เป็นลูก คือเราถูกตั้งคำถามจากสังคมและโรงเรียนว่า LGBTQIA+ สามารถมีลูกกันได้จริงเหรอ ไม่ขาดความอบอุ่นเหรอ หนูต้องเผชิญกับคำถามแบบนี้ที่รู้สึกว่าบางทีเราก็สร้างความเข้าใจให้เขาได้ถ้าเขายังไม่รู้ แต่ก็มีหลายครั้งมากที่เป็นคำถามที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง

“แล้วในกฎหมายก็ไม่ได้รองรับการเป็นบุตรของคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำให้เราในฐานะที่เป็นลูกของคนที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้รับสิทธิเหมือนลูกคนทั่วไป อย่างเรื่องของการเดินทาง หนูไม่สามารถทำพาสปอร์ตได้ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องใช้ผู้ปกครองที่ให้กำเนิด ซึ่งผู้ปกครองที่ให้กำเนิดทั้งพ่อและแม่เขาแยกทางกันแล้ว แล้วก็การที่แม่สามารถรับหนูเป็นลูกบุญธรรมได้เพียงคนเดียวทำให้แม่อีกคนหนึ่งไม่ใช่แม่ในทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิทธิ์ในการเป็นผู้ปกครองร่วมมันไม่มีสำหรับคนที่เป็นเพศเดียวกัน ไปจนถึงการรักษาพยาบาล การเซ็นเอกสารรับรองเกี่ยวกับทางการแพทย์หรือว่าเกี่ยวกับทางราชการ

“กรอบเพศของสังคมเรามันยังสะท้อนว่า ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่ากันเลย แล้วด้วยผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่ากันอยู่แล้วLGBTQIA+ ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบหญิงชาย ก็โดนกดกันเป็นชั้นๆ ผู้ชายอยู่บนสุด ผู้หญิงรองลงมา แล้ว LGBTQIA+ อยู่ใต้สุด”

การจะทลายกรอบความรักในแบบที่สังคมอยากให้เป็นให้ค่อยๆ จางหาย หงส์มองว่า มีอยู่สามส่วนที่ต้องเริ่มทำ หนึ่งคือสถาบันครอบครัว แทนที่จะสอนลูกว่าผู้ชายควรแต่งงานกับผู้หญิง ให้เปลี่ยนเป็นสอนว่า ลูกจะรักใครก็ได้ พ่อแม่ยินดีที่จะโอบรับลูก และลูกจะเป็นอะไรก็ได้ตามใจคิด อย่างไม่ต้องอิงกับประโยคที่ว่า ‘เป็นอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นคนดี’

สอง สถาบันการศึกษา หงส์มองว่าครูคือส่วนสำคัญ ต้องมีความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องของเด็กที่มีความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ยังมีนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และกฎโรงเรียนที่ควรเข้มข้นเรื่องความหลากหลายทางเพศ และสิทธิมนุษยชน เพื่อส่งต่อให้นักเรียนได้ตระหนัก เข้าใจ และไม่กลั่นแกล้ง หรือกดขี่กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

สาม สถาบันสื่อ หงส์อยากให้การผลิตซ้ำภาพเหมารวมของคนที่มีความหลากหลายทางเพศว่าเป็นอาชญากรบ้าง เป็นตัวตลกบ้างหมดไป เพราะความจริงแล้ว LGBTQIA+ ก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังอยากให้สื่อนำเสนอความหลากหลายทางเพศให้หลากหลายกว่านี้ ที่มีมากกว่าแค่เรื่องสวยงาม ประกวดนางงาม หรือชีวิตรักที่ไม่สมหวัง เพราะสำหรับหงส์ เหล่านั้นคือการสร้างบาดแผลซ้ำๆ ว่าแค่รักก็ทำไม่ได้หรอก ทั้งที่ความจริงเราก็รักกันได้ไม่ต่างจากความรักของคนอื่นๆ

“หนูอยากเห็นความรักที่หลากหลาย ไม่ได้มีแค่รักที่เป็นรักต่างเพศอย่างเดียว รักเพศเดียวกันก็ได้ รักสองเพศก็ได้ หรือว่าจะรักกันสามคนก็ได้ หนูคิดว่ามันเป็นสิทธิ์ที่เราจะเลือกความรักของเราได้ ไม่ได้อยู่ในกรอบว่าคุณจะต้องรักแค่คนนี้ หรือว่าจะต้องรักแค่เพศนี้เท่านั้น 

“เรื่องที่สอง หนูอยากเห็นกฎหมายที่คุ้มครองพ่อแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศ แล้วอยากเห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียม มันสำคัญกับเรามาก เพราะต่อให้เราพยายามทำให้สังคมเห็นแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีกฎหมายเราก็ไม่สามารถมีความสุขได้เหมือนคู่รักต่างเพศ และหนูยังอยากเห็นความรักที่เคารพซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำร้าย หรือกดขี่อีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะในฐานะคู่รัก คนในครอบครัว หรือคนในสังคม

“และในโอกาส Pride Month หนูอยากบอกกับสังคมว่า ยังมีเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศซึ่งยังไม่ได้รับการปกป้องคุ้มครองใดๆ จากทางกฎหมาย ทั้งในพื้นที่ของสังคมออนไลน์และออฟไลน์ ยังถูกกลั่นแกล้ง รวมถึงพ่อแม่ที่มีความหลากหลายทางเพศเองก็ยังเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ เช่น การสมรส การเข้าถึงการรักษาพยาบาล การเข้าถึงเทคโนโลยีการตั้งครรภ์ อีกอย่างที่อยากบอกคือ หนูอยากให้สังคมไทยตอนนี้ยอมรับ LGBTQIA+ เหมือนเป็นคนธรรมดาได้ไหม เพราะเราก็เจ็บปวดที่สังคมไม่ยอมรับเรา แล้วยังสร้างข้อจำกัดให้กับเราว่า จะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อเป็นคนดี มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง”

กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์
กฎหมายแห่งความหลากหลาย

พราะกฎหมายที่มีไม่ได้คุ้มครองทุกคน ซึ่งบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศคือหนึ่งในกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม การยื่นข้อเสนอ ไปจนถึงการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งกฎหมายต่างๆ จึงเกิดขึ้นเรื่อยมา หลายข้อเสนอผ่าน แต่น้อยข้อนักจะถูกอนุมัติ สำหรับ กอล์ฟ-ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้นิยามตัวตนว่าทรานส์เจนเดอร์ (Transgender) คิดเห็นว่า ปัจจัยที่ทำให้หลายข้อเรียกร้องถูกปัดตก เป็นเพราะการมองไม่เห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

“ปัจจัย​สำคัญ​ในความเห็นของกอล์ฟ​ คือ​รัฐบาล​ และข้าราชการ​ระดับสูง​ ไม่ได้เห็นประโยชน์​ของประชาชนเป็นสำคัญ​ ไม่มีความเข้าใจ​ในสิทธิ​มนุษยชน​ขั้น​พื้นฐาน​ของ​ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​ว่าเป็น​ สิทธิอันพึงมีพึงได้​ของมนุษย์คนหนึ่ง และยังคงคิดว่า​ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​เป็นบุคคล​ชั้นสอง​ ชั้นสาม​ ชั้นสี่​ ซึ่งนี่คือผลผลิตของระบบสังคมการศึกษา​แบบไทยไทยที่ยังไม่ยอมเปิดกว้าง​ ไม่ยอมเปิดใจ​ ไม่ยอมรับความจริงว่า​ โลกใบนี้ไม่ควรเอาอวัยวะเพศ​มาเป็นตัวกำหนดคุณค่า​ความเป็นมนุษย์​เหมือนอย่างที่เป็นอยู่​ตั้งแต่​อดีต​จนถึง​ปัจจุบัน

“เราเห็นได้ชัดเจน​มากในยุคสมัยนี้ที่จะออกกฎหมาย​อะไรก็มีส่วนเอื้อประโยชน์​ให้กับนายทุนผูกขาดเพื่อมีผลประโยชน์​ร่วมกัน ดังนั้น​วิธีคิดแบบอำนาจนิยม​ อำนาจรวมศูนย์ไว้กับตัวเอง​แบบนี้​ ย่อมเห็นว่าถ้าอำนาจเป็นของประชาชนโดยสมบูรณ์​ อำนาจและผลประโยชน์​ของตัวเองย่อมสั่นคลอน​ จึงไม่แปลกใจ​ถ้ากฎหมายที่เรามองว่าเป็นประโยชน์​ต่อประชาชน​จริงๆ ​จะไม่ผ่าน​

“ซึ่งกฎหมาย​ที่เกี่ยวข้อง​กับ​สิทธิ​มนุษยชน​ขั้น​พื้นฐาน​ของ​ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​นับตั้งแต่​มีรัฐบาลชุดนี้มายังไม่มีกฎหมาย​ผ่านนะคะ​ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.เกณฑ์ทหาร​เพื่อการปฏิรูป​กองทัพ​ ร่าง พ.ร.บ.สวัสดิการ​สังคม​ต่างๆ​ เช่น​ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ร.บ.บำนาญถ้วนหน้า​ และส่วนที่กอล์ฟ​และพรรค​ก้าวไกล​ผลักดัน​ คือ​ ร่างแก้ไข​กฎหมาย​ ประมวลกฎหมาย​แพ่งและพาณิชย์​ 1448​ สมรส​เท่าเทียม​ค่ะ​ ซึ่งผ่านขั้นตอน​การรับฟัง​ความคิดเห็น​จากประชาชนแล้ว​ กำลัง​เข้าคิวรอพิจารณา​ประชุมสภา​ผู้​แทน​ราษฎร​อยู่​ค่ะ​ แต่ถ้านับจากปี​ 2558 ก็มี พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งนั่นก็ตั้งแต่สมัย สนช.”

ไม่มีอะไรผ่าน และเป็นไปได้จริง แต่หากเป็นไปได้ กฎหมายแรกที่กอล์ฟอยากให้เกิดขึ้น คือ สมรสเท่าเทียม เพราะนี่คือใบเบิกทางที่จะส่งเสริมการใช้ชีวิตของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น 

“เพราะ​การใช้ชีวิต​ของผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​ตั้งแต่​อดีต​จนถึง​ปัจจุบัน​ต่างถูกกดทับด้วยอคติ​ทางเพศ​จากระบบการปกครอง​ที่นิยมชายเป็นใหญ่ อนุรักษ์​อำนาจนิยม​ ความรู้การแพทย์​ ระบบการศึกษา​ ความเชื่อทางศาสนา​ และกฎหมาย​ โดยเฉพาะ​อย่าง​ยิ่งกฎหมาย​ที่เลือกปฏิบัติ​อย่างไม่เท่าเทียมกัน​และส่งผลกับกฎหมาย​อื่นๆ มากมาย​ คือ​ ประมวลกฎหมาย​แพ่ง​และ​พาณิชย์​ 1448​ ระบุให้ผู้ที่มีสิทธิ​ใน​การ​จดทะเบียน​สมรส​และได้สิทธิ​ต่างๆ ในฐานะคู่สมรสต้องเป็น​ ชาย​-หญิง​ เท่านั้น​

“นั่นเท่ากับฆ่าตัดตอน​ความฝัน​และโกงความเป็นมนุษ​ย์​ของผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​มาอย่างยาวนาน​ ถ้าเราแก้ได้​ เป็น​ บุคคลไม่ว่าจะเพศกำเนิดอะไร รสนิยมทางเพศแบบไหนก็สามารถจดทะเบียนสมรสและได้สิทธิทุกอย่างตามกฎหมายในฐานะคู่สมรสได้ ก็จะทำให้ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​ใช้ชีวิต​ได้อย่างดี มีความสุข ​และสามารถ​ใช้ศักยภาพ​ของตนเองในการมีอาชีพที่หลากหลาย​ มีการเติบโตในหน้าที่ตามสายงานอาชีพ​ และกล้าที่จะมีความฝัน​ ย่อมส่งผลดีต่อการพัฒนา​เศรษฐกิจ​และสังคมของประเทศ​ไทย​เพิ่ม​มากยิ่งขึ้น​อย่างแน่นอนค่ะ”

หากเจาะไปด้านสวัสดิการของ Transgender ที่บางประเทศจัดให้เป็นสวัสดิการ ‘ฟรี’ ทั้งการผ่าตัด ฉีดฮอร์โมน รวมไปถึงการให้สิทธิ์เด็กเลือกคำนำหน้าได้เองตั้งแต่อายุ 18 ซึ่งสำหรับประเทศไทย กอล์ฟมองว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอันใกล้ ถ้าทุกคนในสังคมไทยช่วยเป็นกระบอกเสียงตะโกนให้ผู้มีอำนาจได้ยิน 

“​ถ้าพวกเราทุกคน​ทั้งสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะ​ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​เท่านั้น​นะคะ พวกเราต้องช่วยกันเป็นกระบอกเสียงตะโกนให้สภาผู้แทน​ราษฎร​ วุฒิ​สภา​ คณะรัฐมนตรี​ รัฐบาล​ได้ยินเสียงของประชาชน​คนไทยว่าต้องการผ่านร่างแก้ไข​ประมวลกฎหมาย​แพ่ง​และ​พาณิชย์​ 1448​ สมรส​เท่าเทียม​ เพื่อให้สิทธิ​ตามกฎหมาย​ต่างๆ ตามมาค่ะ​ กอล์ฟ​เข้ามาทำงานการเมืองเพราะมีความหวังค่ะ​ หวังว่าเมื่อเข้าไปยืนในสภาเพื่อเป็นตัวแทนของผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​แล้ว จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง​ไปในทางที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าตอนนี้​จะหลุดออกมาจากสภาแล้ว​ แต่กอล์ฟ​เชื่อว่า​ ประตู​แห่งความเท่าเทียม​มันเปิดขึ้นแล้วจะไม่มีวันปิดค่ะ​

“และแน่นอนว่ากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศต้องมีส่วนร่วมในการอนุมัติกฎหมายต่างๆ เพราะเราคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกฎหมาย​ ซึ่งปกติตามขั้นตอนต่างๆ จะมีการรับฟังความคิดเห็น​จากประชาชนอยู่แล้ว​ และในการผลักดัน​กฎหมาย​สมรสเท่าเทียม​ในครั้งนี้​ เรายังมี ส.ส. ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​อยู่ใน​สภาผู้แทน​ราษฎร​ที่พร้อมจะลุกขึ้นอภิปราย​ประเด็นรายละเอียด​ต่างๆ ของร่างแก้ไข​กฎหมาย​ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก​ของประวัติศาสตร์​การเมือง​ไทย​ แต่ยังไม่พอค่ะ​ ภาคประชาชนทั่วไปก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์​ด้วยเพื่อให้ทุกคนในประเทศ​ได้ยินเสียง ได้รับรู้ถึงความสำ​คัญ​ของกฎหมายนี้ที่จะกระทบถึงสิทธิ​มนุษยชน​ขั้น​พื้นฐาน​ของ​ทุกคนด้วย​ แต่อย่างไรก็ตามกอล์ฟ​มองว่า​ ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​ด้วยกันเองนี่แหละค่ะ​ที่สำคัญ​ ยังมีคนติดกรอบอคติ​ทางเพศ​ที่กดทับตัวเองมานานเกินไป​ จนไม่เชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์​ที่จะลุกขึ้น​มาถามหาสิทธิ​มนุษยชน​ขั้น​พื้นฐาน​ที่ตัวเองควรได้​ 

“กะเทยที่คิดว่า​ “ได้แค่นี้​ก็ดีแล้ว” ต้องหยุดคิดแบบนี้นะคะ​ ท่องเอา​ไว้​ค่ะ​ เราเป็นคนเท่ากับคนอื่น​ เราต้องมีสิทธิ​ขั้น​พื้นฐาน​เท่ากับคนอื่นเช่นเดียวกันค่ะ​

“สุดท้ายเนื่องใน Pride Month จริงๆ กอล์ฟไม่อยากให้มี​ Pride Month ไม่อยากให้มี​ความเป็น​ หญิง​ ชาย​ ไม่อยากให้มี​ผู้มีความ​หลากหลาย​ทางเพศ​ อยากให้โลกนี้มีแต่​ มนุษย์​ ที่ไม่เอาอวัยวะเพศ​มาเป็นตัวกำหนดบทบาท และคุณค่า​ของมนุษย์ค่ะ​”

Summerfolk
เมื่อไหร่จะเลิกเหยียดในเหยียด

มากกว่าเหยียดจากคนอื่น ภายในกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีมุมของการแบ่งชนชั้น หรือมี Privilege กันภายใน ซึ่งคุณ Summerfolk ผู้นิยามตัวตนว่าเควียร์ (Queer) ให้เหตุผลว่า ที่ยังมีการเหยียดกันเองอยู่ คงเพราะคนคนนั้นอยากสร้างคุณค่าให้ตัวเองมากขึ้น

“เขาอาจจะอยากให้สังคมยอมรับมากขึ้นโดยการเหยียดกลุ่มเพศทางเลือกด้วยกันเอง ทำให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้นภายในสังคมที่ไม่ยอมรับแห่งนี้ ซึ่งสิ่งที่เหยียดกัน มีตั้งแต่การใช้คำว่า ‘ตลาดล่าง’ ‘บ้านนอก’ ‘ดำจัง’ ‘อ้วนขึ้น’ เพื่อยกระดับคุณค่าตัวเองโดยที่ไม่แคร์ความรู้สึกคนอื่น”

เมื่อถามว่าหากอยากแก้ไขให้การเหยียดและการแบ่งชนชั้นกันเองหมดไป Summerfolk มองว่าน่าจะต้องแก้ไขที่ระบบการศึกษาไทย ซึ่งต้องสอนให้เรียนรู้ถึงความแตกต่าง ทั้งเพศ ฐานะ ความชื่นชอบ เพื่อเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

“ในอนาคต เราอยากเห็นสังคมที่ทุกคนเข้าใจกัน ปฏิบัติต่อกันเหมือนคนคนหนึ่ง ไม่ใช่คนผิดเพศ คนป่วย ซึ่งเราโชคดีที่สังคมรอบข้างปฏิบัติต่อเราดีมาก เลยอยากให้ทุกคนที่ประสบปัญหาอยู่ในตอนนี้เจอสังคมใหม่ที่ดี ซึ่งในปัจจุบันหลายองค์กร หลายครอบครัวเริ่มเปิดใจกันมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว

“และเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง Pride Month อยากบอกกับสังคมว่า จงเป็นตัวของตัวเอง แล้วจะพบความสุขค่ะ :)”

Parkers
ความคิดของผู้คนที่เปิดกว้าง

เรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเพศถูกถามถึงกันหลายต่อหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จวบจนปี 2021 ในมุมมองของ Parkers ผู้นิยามตัวตนว่า Aromantic Asexual Trans Masculine คิดว่าการยอมรับมีมากขึ้น แต่ลึกๆ เป็นการยอมรับแบบจำใจมากกว่าจริงใจ

“จริงๆ ต้องบอกว่าเรื่องการยอมรับความหลากหลายทางเพศในไทยนั้นยอมรับกันมากขึ้น และได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็หวังว่ามันจะมากขึ้นต่อๆ ไป แต่เราคิดว่ามันเป็นการยอมรับที่ค่อนข้างจำใจยอมรับมากกว่า อาจจะเป็นเพราะความหลากหลายทางเพศเริ่มไม่ใช่เรื่องใหม่มากขนาดนั้นแล้ว เรามีโอกาสเดินเจอคนที่มีความหลากหลายทางเพศได้ง่ายขึ้น อย่างบางทีไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัยก็เจอตั้งไม่รู้กี่คน พอมีคนแสดงออกว่าตัวเองเป็นอะไรได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น สังคมก็เริ่มเห็นว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาตามไปด้วย เหมือนเป็นการยอมรับไปโดยปริยายเพราะเกิดมาก็เจอคนที่มีความหลากหลายทางเพศในสังคม แล้วตัวเองก็ไปเปลี่ยนอะไรเขาไม่ได้ ก็เลยยอมรับได้ ยอมทนได้ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจถึงความหลากหลายทางเพศจริงๆ”

เพราะไม่ได้เข้าใจอย่างจริงใจ สำหรับ Parkers สิ่งที่ตามมาและยังคงหลงเหลือคือประโยคที่ว่า “เป็นอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนดี” หรือ “จะเป็นก็เป็นไปแต่อย่าแสดงออกให้มันมาก” ซึ่งเป็นประโยคที่แสดงให้เห็นว่า คนพูดไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศด้วยความเข้าใจ แต่ยอมรับในรูปแบบที่เขาคาดหวังให้เป็น เช่น ต้องเป็นคนดี คนเก่ง ประสบความสำเร็จ มีหน้าตาดี รูปร่างดี มีความสามารถ ราวกับว่าบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องมีข้อดีมาทดแทน ถึงจะได้รับการยอมรับในสังคม

“สิ่งที่เราอยากเห็นในอนาคต คือการเปิดกว้างให้กับความหลากหลายทุกรูปแบบเลย ไม่ใช่แค่เรื่องเพศอย่างเดียว เราอยากให้คนทุกคนยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของกันและกัน เพราะมนุษย์ทุกคนก็มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว และความแตกต่างหลากหลายก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้เรื่อยๆ เราคิดว่าการยอมรับความหลากหลายทางเพศไม่ได้ต่างอะไรจากการยอมรับความหลากหลายในด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ศาสนา ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคน ซึ่งควรได้รับการยอมรับเช่นกัน

“และสิ่งที่อยากบอกกับสังคมคือ เราเห็นคนพูดบ่อยๆ ว่าอัตลักษณ์ในกลุ่ม LGBTQIA+ มันมีเยอะเหลือเกิน ทำไมต้องแยกยิบย่อยขนาดนี้ ใครจะมานั่งเสียเวลาจำ จะท่องกันให้ถึง A-Z เลยรึเปล่า ฯลฯ ซึ่งถ้าถามเราจริงๆ เราคิดว่าไม่จำเป็นต้องมานั่งท่องกันทุกอัตลักษณ์ ไม่จำเป็นต้องไล่ได้ทั้งหมดว่ามีอัตลักษณ์อะไรบ้าง แต่เราอยากให้คนเข้าใจ และเคารพในความแตกต่างของกันและกัน คุณไม่ต้องเข้าใจก็ได้ว่าอัตลักษณ์ที่เราเป็น คำนิยามที่เราเลือกใช้มันแปลว่าอะไร ไม่ต้องท่องได้ทั้งหมดก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เคารพกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อาจจะมีบางอย่างแตกต่างไปจากคุณก็พอแล้ว ขอแค่เคารพกันได้ว่าคนเราไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องนิยามเพศตัวเองแบบเดียวกับคุณ เราไม่จำเป็นต้องมีรสนิยมแบบเดียวกับคุณ และการที่เราแตกต่างจากคุณก็ไม่ได้แปลว่าเรามีความผิดปกติอะไร แค่นี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”

Writer

Graphic Designer