เรื่องเล่า ‘เยาวราช’ สามยุค จาก 10 สถานที่กลิ่นอายไทยจีนถิ่นมังกร - Urban Creature

เมื่อกล่าวถึง ‘เยาวราช’ ดินแดนมังกรในเมืองไทย ที่ผสมผสานครึ่งไทยครึ่งจีนได้อย่างมีเสน่ห์ ภาพร้านทอง ร้านขายอาหาร ที่ตั้งเรียงรายตั้งแต่เช้าจรดเย็น ถูกปกคลุมอย่าหนาแน่นจากเหล่าคนจีนแท้ คนไทย และคนไทยเชื้อสายจีน รวมไปถึงชาวต่างชาติจากประเทศต่างๆ ที่เลือกให้เยาวราชเป็นจุดหมายปลายทางซึ่งต้องมาเยือนให้ได้สักครั้ง

ย้อนไปเมื่อ 100 ปีก่อน (พ.ศ. 2395) ‘ดินแดนมังกร’ ของกรุงเทพฯ นี้ กำเนิดมาจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพเข้ามายังไทย ทำให้พื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา หรือฝุ่งธนบุรี กลายเป็นแหล่งชุมชนคนจีนขนาดใหญ่ แต่เมื่อ ‘พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช’ ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น จึงย้ายราชธานีมาตั้งฝั่งพระนครในปัจจุบัน ชุมชนจีนในครานั้นต้องอพยพขนย้ายกันอีกครา มายังริมแม่น้ำทางทิศใต้ของพระนคร ที่ถูกเรียกว่า ‘สำเพ็ง’ ต่อมามีการขยับขยายสร้างถนนเส้นใหม่บริเวณใกล้เคียง จึงเป็นที่มาของ ‘เยาวราช’ ถนนหลักสำหรับการสัญจรไปมา

ถนนเยาวราช ถือกำเนิดมาพร้อมธุรกิจต่างๆ ของคนจีน อย่างธนาคารคนจีน หนังสือพิมพ์คนจีน ภัตราคารอาหารจีน เนื่องจากนิสัยพื้นฐานของคนจีนนั้นมีความพากเพียร หนักเอา เบาสู้ และรู้จักการคิดคำนวณ จนในที่สุดชุมชนแห่งนี้ก็กลายเป็นชุมชนชาวจีนที่มีความยิ่งใหญ่จวบจนปัจจุบัน และแม้กาลเวลาจะหมุนเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เยาวราชยังคงเอกลักษณ์ และรักษาวัฒนธรรม ความเชื่อด้วยการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ ‘เยาวราชยังคงเป็นเยาวราช’ สมบูรณ์พร้อมด้วยสิ่งเก่า-ใหม่ ซึ่งผสานเข้ากันไว้อย่างลงตัว

เราเลยชวนทุกคนย้อนรอยความทรงจำของเยาวราชในช่วงสามยุค ผ่านเรื่องเล่าจาก 10 คน 10 สถานที่ให้กรุ่นกลิ่นลูกครึ่งไทยจีน

ยุคที่ 1 : 80 ปีก่อน (พ.ศ.2390 – พ.ศ.2480)

ยุคแห่งการเริ่มต้น ช่วงปี พ.ศ.2390-2480 กลุ่มคนจีนเลือดใหม่เลือกเสี่ยงชีวิตขึ้นเรือสำเภาพร้อมเสื่อผืนหมอนใบ เดินทางมายังดินแดนที่พวกเขาเคยได้ยินเพียงชื่อ จากวันนั้นจนทุกวันนี้ ผู้คนเหล่านั้นได้นำความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาสู่เยาวราช สถานที่ที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความหวัง

วัดมังกรกมลวาส (วัดเล่งเน่ยยี่)

เริ่มต้นย้อนเวลาที่ ‘วัดมังกรกมลวาส’ เรียกสั้นๆ ว่า ‘วัดมังกร’ ทับศัพท์ด้วยชื่อภาษาจีน ‘เล่งเน่ยยี่’ ซึ่ง ‘พระกฤตานนุ จุฑาเกียรติ’ หรือ ‘พระอาจารย์เสียกือ’ ผู้ที่ประจำอยู่ภายในห้องประชาสัมพันธ์เล่าให้ฟังว่า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งชื่อของวัดมังกรกมลวาส แปลว่า วัดที่มีมังกรอาศัยอยู่ในดอกบัว โดยมังกรนั้นหมายถึงชาวจีน เนื่องจาก ‘มังกร’ เป็นสัตว์มงคลที่ชาวจีนนับถือ และดอกบัวหมายถึงย่านเยาวราช เมื่อรวมความหมายดังกล่าวจึงเป็นการเปรียบเทียบเสมือนชาวจีนที่อาศัยอยู่บนทุ่งดอกบัวแห่งเยาวราช

หลายคนอาจจะไม่ทราบกันว่า ในอดีตวัดมังรกมลวาสถูกซ่อนอยู่ในเยาวราชเหมือนมังกรที่หลับใหล ไม่มีใครมาเยือนนอกจากคนแถวนี้ อาจเพราะเป็นวัดพระพุทธศาสนานิกายมหายาน หรือ ตั้งเฉินฟ่อเจี้ยวแบบชาวจีน ทำให้มักมีแต่คนจีนในย่านมากราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างเจ้าแม่กวนอิม และพระพุทธเจ้า 3 องค์ แต่เมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน เริ่มเปิดทำบุญสะเดาะเคราะห์ จึงทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาที่วัด ราวกับกระแสน้ำที่เข้าชโลมให้ทุ่งดอกบัวนี้กลับมามีชีวิตชีวา และปลุกให้มังกรตื่นจากการหลับใหลอีกครั้ง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่ไม่ว่าใครก็ต้องมาเยือน

นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้ง ‘โรงเรียนมังกรวาสวิทยาลัย’ ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2533 ให้เป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ที่สอนหลักธรรมให้แก่ สามเณรบวชเรียนในระดับชั้น ม.1 – ม.6 แบ่งสายเหมือนโรงเรียนทั่วไปให้สามารถต่อยอดในระดับอุดมศึกษาได้ แต่ที่พิเศษกว่าคือการเน้นภาษาจีน โดยเชิญอาจารย์จากประเทศจีนมาสอนภาษาให้โดยตรง เพื่อสร้างศาสนทายาท และเป็นที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ

เราสนทนากับพระอาจารย์เสียกือ ถึงความเปลี่ยนแปลงของวัดแห่งนี้ จนได้รู้ว่าวัดแห่งนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่นัก เป็นบริเวณรอบข้างเสียมากกว่าที่เปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนรอบข้างที่เปลี่ยนไปจากชุมชนเล็กๆ เป็นพื้นที่แหล่งการค้า ที่มีร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อต่างๆ เรียงราย รวมไปถึงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีวัดมังกร ที่ห่างจากวัดเพียง 5 นาที เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมากราบสักการะ และชื่นชมความงามด้านสถาปัตยกรรมของวัดแห่งนี้

 “วัดมังกรกมลวาส จะไม่สิ้นศรัทธา จากเหล่าบรรพบุรุษที่ปลูกฝังให้ลูกหลานมาทำบุญที่วัดนี้”

นี่คือคำพูดที่เต็มไปด้วยความดีใจ และชื่นชมอยู่ในที ของพระอาจารย์เสียกือ เพราะไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เหล่าผู้เฒ่าผู้แก่ หรือรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็ยังจับจูงมือครอบครัวเดินทางมาทำบุญร่วมกันอย่างไม่ขาดสาย

ที่ตั้ง : 423 ถนน เจริญกรุง แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร 10100
วันและเวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน 06.00 – 18.00 น.

ร้านผลไม้และเกาลัดเชี่ยงปู่

‘ร้านเชี่ยงปู่’ คือ ร้านขายผลไม้นำเข้า และเกาลัดเจ้าแรกของประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ดูแลโดย ‘คุณธนกฤติ อังสุปาลี’ หรือ ‘เฮียเอ๊กซ์’ ทายาทรุ่นที่ 3 โดยเฮียเอ๊กซ์เล่าให้ฟังว่า ที่นี่เปิดกิจการแรกเมื่อ 80 ปีก่อน โดย ‘นายยงปู่’  และ ‘นายเชี่ยงจั้ว’ นั่งเรือสำเภามาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาเริ่มต้นทำธุรกิจขายผลไม้หาบเร่เล็กๆ บนพื้นที่เยาวราช โดยรับสินค้ามาจากสำเภาจีน และสมาคมการค้าร่วมกัน ต่อมาได้ขยับขยายกลายเป็นร้านค้า โดยใช้ชื่อร้านว่า ‘เชี่ยงปู่’ ที่มาจากการรวมชื่อของทั้ง 2 คน ให้ความหมายมงคลตามความนิยมของคนจีนว่า ‘รวยไม่รู้จบ’

ต่อมารุ่นที่ 2 พ่อของเฮียเอ๊กซ์เห็นว่า ‘เกาลัด’ ยังไม่มีจำหน่ายในไทย และเมื่อนำมาขายในเยาวราชที่เต็มไปด้วยคนจีน ซึ่งโหยหาของกินจากบ้านเกิด จึงทำให้เกาลัดเริ่มมีชื่อเสียง นอกจากนี้ร้านเชี่ยงปู่ยังเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของเกาลัด เพื่อเป็นผู้นำด้านธุรกิจค้าขายเกาลัด เริ่มจากการขายเกาลัดโดยใช้กรวยกระดาษมัดหนังยาง จนเริ่มมีคนทำตาม ก่อนเปลี่ยนเป็นถุงกระดาษ และกล่องกระดาษสีแดง ที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไปในปัจจุบัน รวมไปถึงการคั่วเกาลัดผ่านเม็ดทรายสีดำ ที่แต่ก่อนจะใช้แรงงานคนในการคั่วเกาลัดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสุก ซึ่งร้านเชี่ยงปู่ยังเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาเครื่องคั่วเกาลัดอีกด้วย

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเกาลัด ต้องนึกถึงเทศกาลตรุษจีน ที่ย่านเยาวราชมักจะคึกคักเสมอ มีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยของไหว้ต่างๆ เป็นจำนวนมาก ผสมผสานไปกับการซื้ออาหารร้านอร่อย 

“เยาวราช ไม่ใช่แหล่งธุรกิจ แต่เป็นเหมือนย่านชุมชน เป็นบ้าน ที่มีตลาดขนาดใหญ่อยู่ในนั้น”

เฮียเอ็กซ์ได้ให้คำนิยามของเยาวราชในแบบฉบับของเขา แม้จะมีความเจริญเข้ามา ตึกรามบ้านช่องมีการปรับปรุง ซ่อมแซมให้ดูใหม่ แต่ที่นี่ไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ‘เยาวราช’ ก็ยังคงกลิ่นอายชุมชนจีนที่ยิ่งใหญ่ตลอดไป

ที่ตั้ง : 293/1, ซอยเยาวราช 6, กรุงเทพมหานคร (ร้านแรก ปากซอยเยาวราช 6)
วันและเวลา เปิด-ปิด : วันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่ 6.30 – 20.00 น.

ยุคที่ 2 : 79-21 ปีก่อน (พ.ศ.2484 – พ.ศ.2542)

ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง จากกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเยาวราช เข้าสู่ช่วงแห่งการก่อร่างสร้างตัว และการพัฒนาที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตให้ต่างไปจากเดิม จากย่านที่อยู่อาศัยสู่ย่านตลาดตลาดเก่า ต่อมากลายเป็นย่านการค้าที่มีชื่อเสียง ผู้คนจึงต่างมุ่งหน้าเข้ามาสู่เยาวราชเพื่อทำมาหากินและจับจ่ายซื้อของ

สิงคโปร์โภชนา

เริ่มยุคที่ 2 กับร้านลอดช่องเจ้าแรกของเมืองไทยที่เปิดมานานกว่า 70 ปี ซึ่ง ‘คุณฮุ่ยเจ้ง จักรธีรังกูร’ หรือ ‘เจ๊นี’ คือทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านสิงคโปร์โภชนา แม้ชื่อร้านจะมีคำว่าสิงคโปร์อยู่ด้วย แต่เมนู ‘ลอดช่องสิงคโปร์’ นั้นไม่ได้มาจากสิงคโปร์แต่อย่างใด แต่เกิดจากการตั้งร้านขายอยู่หน้าโรงหนังสิงคโปร์นั่นเอง จนกลายเป็นจุดนัดพบยอดฮิตในสมัยก่อน จนพูดกันติดปากว่า ‘ถ้าใครไม่กินลอดช่องสิงคโปร์ ก็ถือว่ามาไม่ถึงแยกหมอมี’ เลยทีเดียว

เจ๊นีเล่าย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นว่า สูตรลอดช่องนั้นเป็นของเพื่อนอากงที่เคยเปิดร้านแห่งนี้ แต่ต่อมาได้ขายสูตรลับลอดช่องแท้ตามแบบฉบับแต้จิ๋วแก่อากง และถูกส่งต่อกันภายในตระกูล นอกจากลอดช่องแล้วร้านสิงคโปร์โภชนา ยังเคยขายอาหารนานาชนิด อย่างข้าวแกง และก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาภายในร้าน ให้ลอดช่องเป็นของหวานปิดท้ายมื้ออาหาร แต่ปัจจุบันปรับมาขายแค่ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาและลอดช่อง

เจ๊นีได้บอกกับเราว่า ร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้ายันมืด และขายดีตลอดทั้งวัน ทั้งยังทำสดใหม่อยู่เสมอลอดช่องจะได้ไม่เหม็นหืน ซึ่งทำแบบนี้มาตั้งแต่ขายราคาแก้วละไม่ถึงสลึง จนปัจจุบันราคา 28 บาทแล้ว ก็ถือเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ พร้อมมอบความสดใหม่ให้แก่ลูกค้านั่นเอง

เราถามต่อถึงการเปลี่ยนแปลงของเยาวราชในสายตาของเจ๊นี ได้ความว่า รอบข้างเปลี่ยนไปเยอะ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังสิงคโปร์ก็ถูกเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนต์เฉลิมบุรี สถานีรถรางถูกแทนที่ด้วยลานกว้างๆ ไว้สำหรับจอดรถยนต์ หลายอย่างหายไป เหลือเพียงแต่ชื่อไว้เล่าสู่กันฟัง

“70 ปีก่อนรสชาติและคุณภาพเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

นี่คือคำปณิธานของเจ๊นี เพราะการที่สามารถยืนหยัดมาถึงปัจจุบัน ก็เป็นเพราะความมั่งคงในรสชาติ และคุณภาพนั่นเอง

ที่ตั้ง : 680 682 ถนน เจริญกรุง แขวง สัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100
วันและเวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน ยกเว้นวันพฤหัสบดี 10.30 – 21.30

ร้านนาฬิกาแสงดีเทรดดิ้ง

ร้านนาฬิกาเจ้าเก่าตั้งขายอยู่ที่เยาวราชมานานกว่า 60 ปี ซึ่ง ‘คุณดารัตน์’ หรือ ‘คุณจิ๋ม’ ทายาทรุ่นที่ 2 ของร้านนี้เล่าให้เราฟังว่า ไม่ได้อยู่ที่เยาวราชมาแต่ดั้งเดิม แต่คุณพ่อเห็นลู่ทางของธุรกิจในเยาวราช จึงเซ้งตึกต่อจากร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า มาเปิดเป็นร้านขายนาฬิกา

ภายในร้านมีนาฬิกาให้เลือกสรรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบบแขวนผนัง แบบตั้งโต๊ะ แบบข้อมือ ซึ่งคุณจิ๋มได้บอกกับเราว่า คนที่เลือกซื้อส่วนใหญ่จะซื้อนาฬิกาเป็นของขวัญให้แก่ตนเอง ต่างจากนาฬิกาแบบตั้งพื้นขนาดใหญ่ ที่มักจะถูกเลือกให้เป็นของขวัญแก่ผู้อื่น เนื่องจากมีราคาสูง และสมฐานะทั้งผู้ให้และผู้รับ

แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีวัดมังกรมาเปิดใกล้ๆ คุณจิ๋มยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ร้านนาฬิกาแสงดี เทรดดิ้งมาถึงทางตันแล้ว เพราะนาฬิกานั้นถือว่าเป็นสินค้าที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อ และไม่ใช่สินค้าที่ซื้อได้ทุกโอกาสเหมือนอาหาร ช่วงนี้ถึงแม้จะมีลูกค้าบ้าง แต่ก็ไม่เท่าแต่ก่อน แม้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเยาวราชเป็นจำนวนมาก กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก แต่ใช่ว่าทุกอย่างในเยาวราชนั้นจะขายได้ ซึ่งในอนาคตก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ อย่างกับร้านนี้ด้วยเช่นกัน

“เยาวราชก็เป็นเหมือนแหล่งชุมชนที่ขยับขยายกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว”

นี่คือมุมมองที่มีต่อเยาวราชของคุณจิ๋ม ทั้งยังกล่าวเสริมเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มาทำธุรกิจ หรือค้าขายในเยาวราชนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน จากสตรีทฟู้ดที่แต่ก่อนมีเพียงไม่กี่ร้านให้เลือกซื้อ ปัจจุบันกลับมีเพิ่มเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นย่านสตรีทฟู้ดขึ้นชื่อระดับโลก เสน่ห์ของเยาวราชจึงออกมาในอีกทิศทางหนึ่ง จากย่านตลาดเก่าในช่วงเช้า สู่ถนนแห่งอาหารในช่วงค่ำ

ที่ตั้ง : 425 เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100
วันและเวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน 10.00 – 18.30 น.

ขนมปังปิ้งเจ้าอร่อย

ขนมปังปิ้ง เจ้าอร่อย’ ชื่อดังแห่งสตรีทฟู้ดเยาวราช ที่เปิดมาอย่างยาวนานถึง  60 ปี อากงจินณ์ได้เล่าให้เราฟังอย่างอารมณ์ดีถึงจุดเริ่มต้นของร้านว่า เริ่มจากอากงจินณ์เป็นช่างตัดผมอยู่ในร้านเสริมสวยแถวเจริญกรุง แต่พบว่าตัวเองอายุเยอะขึ้น ก็รู้สึกว่าช่างตัดผมเป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืนนัก เพราะการตัดผมต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัยเหมือนแฟชั่นทำให้ตามไม่ทัน ซึ่งอากงจินณ์ต้องการอาชีพที่สามารถทำได้ตลอดไปยันแก่เฒ่า จากการลองถูกลองผิด ปรับสูตรด้วยตัวเองจนพอใจ จึงได้มาเริ่มขายขนมปังปิ้งที่เยาวราช จากลูกละ 10 บาท ปัจจุบันขายในราคาลูกละ 25 บาท

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเยาวราช อากงจินณ์บอกว่า เมื่อก่อนเยาวราชไม่ได้มีร้านอาหารมากขนาดนี้ แต่ตอนนี้กลายเป็นแหล่งสตรีทฟู้ดขนาดใหญ่ มีรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีวัดมังกรมาเปิดใกล้ๆ ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา 

“การันตีความอร่อยที่เต็มไปด้วยคุณภาพ เพราะ ทำเอง ขายเอง กินเองด้วย”

องกงจินณ์ยกนิ้วโป้งการีนตีรสชาติยอดเยี่ยมของขนมปังที่ร้าน ทุกไส้ผ่านการชิมมาแล้วกับตัวเอง ทั้งยังนำเสนอไส้ใหม่อย่าง ไส้ถั่ว และไส้ปลาหมึกที่คิดมาอย่างดี แม้ร้านจะมีหลายสาขาให้ไปตามชิม แต่อากงจินณ์ก็ยังเลือกที่จะไม่หยุดพัฒนาสินค้าต่อไป 

ที่ตั้ง : 452 ถนน เยาวราช แขวง สัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100 (หน้าธนาคารออมสิน ใกล้กับร้านเซี้ยหูฉลาม)
วันและเวลา เปิด-ปิด : อังคาร – อาทิตย์  18.30 – 00.00 น.

เจ้อ้วนราดหน้ายอดผัก

‘เจ้อ้วน ราดหน้ายอดผัก’ คือร้านสตรีทฟู้ดยุคแรกๆ ที่เปิดมาอย่างยาวนานถึง 40 ปี ซึ่งร้านนี้เกิดจากเจ้อ้วนและสามีชอบกินราดหน้าเหมือนกัน จึงคิดค้นสูตรเฉพาะของตัวเองขึ้นมา และพัฒนาจนกลายเป็นราดหน้าสูตรเด็ดคว้ารางวัลที่ 1 จากการแข่งราดหน้าที่ประกวดผ่านทางโทรทัศน์ช่อง 3

เจ้อ้วนเล่าเพิ่มเติมถึงพื้นเพของครอบครัวที่คุณแม่เปิดร้านอาหารตามสั่ง และคุณพ่อเปิดร้านขายของชำ ทำให้ซึมซับฝีมือการทำอาหาร และชื่นชอบการค้าขายมาแต่เด็ก เพราะเติบโตอยู่แถวเยาวราช การเลือกสถานที่ค้าขายจึงไม่ได้ห่างไกลจากบ้านมากนัก

นอกจากสูตรลับที่ทำให้ใครหลายคนติดใจ วัตถุดิบชั้นดีก็ต้องไม่ขาด ซึ่งเจ้อ้วนสั่งทำเส้นโดยเฉพาะจากโรงงาน พร้อมกับไปตลาดทุกวันจันทร์เพื่อเลือกซื้อเนื้อหมูสันคอเกรดดี และคัดผักคะน้ายอดอ่อนๆ ด้วยตัวเอง ส่วนวันอังคารจะเตรียมหมักหมูทิ้งไว้ให้นุ่ม และเตรียมพร้อมสำหรับการขาย วันสุดท้ายของการหยุดอย่างวันพุธ ก็เป็นช่วงเวลาของการเตรียมผัก และเครื่องราดหน้าต่างๆ มาขายในวันพฤหัสนั่นเอง

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลง เจ้อ้วนชี้ชวนให้ดูตึกรามบ้านช่องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของร้าน และเล่าว่าสมัยก่อนในซอยเยาวราชเต็มไปด้วยบ้านไม้ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน มีคนเข้ามาทำมาค้าขายกันมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น ทำให้แต่ละร้านต้องปรับปรุงให้ดูทันสมัย จากที่แต่ก่อนสตรีทฟู้ดในเยาวราชยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้ มีเพียงไม่กี่ร้านให้คนแวะเลือกชิม แต่ปัจจุบันกลับมีร้านมาตั้งมากมายนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว

“คุณภาพอาหารกว่า 40 ปี รสชาติไม่มีเปลี่ยนแปลง ต้องไม่ลดคุณภาพ ราคาของขึ้นก็ไม่เกี่ยง เพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุด”

นี่คือคติประจำร้านที่เจ้อ้วนและสามี ได้ตั้งมั่นมาอย่างยาวนาน เพื่อส่งต่อของอร่อยและมีคุณภาพให้ทุกคนได้กิน

ที่ตั้ง : แยกเฉลิมบุรี ใกล้ๆ ร้านหลงโถว กรุงเทพฯ
วันและเวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน ยกเว้นวันพุธ และพฤหัสบดี เวลา 16.00 – 00.00 น.

ร้านมะม่วงน้ำปลาหวาน (เจ้แป๊ว)

ร้านสุดท้ายของยุคที่ 2 คือ ‘ร้านมะม่วงน้ำปลาหวาน (เจ้แป๊ว)’ ซึ่ง ‘คุณธนวรรณศ์ ว่องพิสุทธิญวศ์’ หรือ ‘พี่เจิน’ ผู้ดูแลร้านมะม่วงน้ำปลาหวานต่อจากแม่ หรือเจ้แป๊วเล่าให้เราฟังว่า เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว ร้านมะม่วงนี้เป็นร้านมะม่วงหาบเร่แถวมหานาค  ต่อมาเห็นว่าที่เยาวราชนั้นมีคนมาเดินเยอะ ย่อมหมายถึงจำนวนลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น จึงเลือกที่จะปักหลักที่เยาวราชตรงหัวมุมของถนนแปลงนามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นอกจากทำเลที่ดีแล้ว รสชาติที่ถูกปากก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ร้านอยู่มาได้อย่างยาวนาน เพราะเยาวราชเป็นแหล่งที่อยู่ของคนจีน และแหล่งท่องท่องเที่ยว ทำให้เจ้แป๊วปรับสูตรน้ำปลาหวานใหม่ ลดความเผ็ดลง เพิ่มความหวานให้กลมกล่อม อัดแน่นไปด้วยเครื่องเคียงมากคุณภาพ และกุ้งแห้งตัวโต เพื่อให้ถูกใจใครหลายๆ คน

เมื่อเราถามถึงความเปลี่ยนแปลง พี่เจินได้บอกกับเราว่า ที่จริงแล้วในสมัยก่อนถนนคนเดินเยาวราชนั้นไม่ได้มีคนเยอะมากขนาดนี้ มีเพียงไม่กี่ร้าน แต่ต่อมามีคนเชิญชวนกันมากิน มาช็อปในตอนเย็นยันดึก ทำให้เริ่มเป็นกระแสในวงกว้าง ร้านรวงต่างๆ ก็เพิ่มเข้ามาตามคนที่ทยอยกันเข้ามา จนทำให้ขายดีอย่างไม่น่าเชื่อ รวมไปถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินวัดมังกรที่เพิ่งเปิดนั้น ทำให้คนมาเดินกันเยอะขึ้น

“ต้องสู้นะลูก ถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน”

นี่คือคำสอนของเจ๊แป๊วที่ส่งต่อมาให้พี่เจินที่ยืนปอกมะม่วง พร้อมกับขายน้ำปลาหวานให้ลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง

ที่ตั้ง : ร้านรถเข็น ตรงหัวมุมปากซอยถนนแปลงนาม เยาวราช กรุงเทพฯ
วันและเวลา เปิด-ปิด : อังคาร – อาทิตย์ 10.00 – 00.00 น.

ยุคที่ 3 : 20 ปีก่อน – ปัจจุบัน  (พ.ศ.2543 – พ.ศ.2563)

ช่วงเวลาแห่งแสงสี เยาวราชได้กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิต ทั้งช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ จากตลาดสู่แหล่งสตรีทฟู้ดอันดับต้นๆ ของโลก

ร้านขนมเบื้องเวิ้งนครเกษม

เริ่มต้นยุคสุดท้ายที่ ‘ร้านขนมเบื้องเวิ้งนครเกษม’ ร้านขนมเบื้องสูตรโบราณหอมกลิ่นควันเทียนอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่ง ‘ชลากร คณิกันติกร’ หรือ ‘เฮียทัศน์’ คือเจ้าของร้านขนมเบื้องเวิ้งนครเกษมที่เปิดขายมา 20 กว่าปีแล้ว แต่ทว่ามีเรื่องราวมากมายก่อนหน้านี้นานถึง 80 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณยายยังสาวที่เปิดร้านขนมเบื้องหาบเร่ เดินไปทั่วเวิ้งนครเกษม ส่งต่อสูตรขนมเบื้องให้คุณแม่ของเฮียทัศน์ขายต่อ จนสามารถเซ้งร้านในย่านเยาวราช และเปิดเป็นร้านขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

เฮียทัศน์ยังได้บอกเพิ่มอีกว่า ที่จริงร้านนี้ถือเป็นสาขาที่ 2 เพราะเมื่อคุณแม่ของเฮียทัศน์อายุเพิ่มขึ้นจนขายต่อไปไม่ไหว จึงได้ส่งต่อร้านที่เวิ้งนครเกษมต่อให้ลูกคนโต ทำให้เฮียทัศน์เลือกที่จะเปิดร้านขนมเบื้องเองข้างนอก แต่ต่อมาพี่ชายของเฮียทัศน์ได้ปิดร้านไป ทำให้ปัจจุบันร้านขนมเบื้องเวิ้งนครเกษมมีเพียงร้านเดียวที่เยาวราชแห่งนี้นั่นเอง

แม้เยาวราชจะเปลี่ยนแปลงไปตามระเบียบการจัดการ อย่างการจัดระยะห่างระหว่างถนน แต่สูตรของร้านเฮียทัศน์นั้นอร่อยไม่มีเปลี่ยนแน่นอน ใครที่คิดถึงรสชาติแบบเก่าๆ หรือเป็นลูกค้าประจำสามารถมากินกันได้ที่นี่ที่เดียว 

“สิ่งที่เราทำให้ลูกค้าต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”

นี่คือสิ่งที่เฮียทัศน์ได้ยึดถือและต้องการส่งต่อให้ลูกค้าทุกคนที่เข้ามาซื้อขนมเบื้องของเฮียทัศน์ได้ลิ้มรสความอร่อยที่ตั้งใจทำด้วยความพิถีพิถันตั้งแต่แป้งถึงไส้ ให้รสชาติกลมกล่อมทุกไส้ ไม่ว่าจะเป็นไส้หวานจากฝอยทอง และไส้เค็มจากกุ้ง

ที่ตั้ง : ปากซอยเยาวราช 11 
วันและเวลา เปิด-ปิด : พุธ – อาทิตย์ 19.00 – 00.00 น.

ร้านแป๊ะยิ้ม

‘แป๊ะยิ้ม’ ร้านน้ำสมุนไพร และน้ำผลไม้เล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในสตรีทฟู้ดเยาวราชช่วงกลางคืน ซึ่ง ‘คุณภัทรา วรวุฒิวัฒน์’ หรือ ‘ป้าภัทร’ เจ้าของร้านแป๊ะยิ้มบอกกับเราว่า จุดเริ่มต้นของร้านนี้ แท้จริงแล้วเกิดจากสามีของป้าภัทรขายน้ำส้มเช้ง และน้ำสมุนไพรท้ายรถกระบะ เมื่ออายุมากขึ้น ป้าภัทรก็ได้ลาออกจากงานมาช่วยคุณลุงขาย และด้วยรอยยิ้มที่กว้างขึ้นของคุณลุงทำให้ลูกค้าประจำเรียกว่า ‘แป๊ะยิ้ม’ เป็นที่มาของชื่อร้านนั่นเอง

น้ำผลไม้ และน้ำสมุนไพรของป้าภัทรนั้นมีราคาตั้งแต่หลักสิบถึงหลักร้อยจะเป็น น้ำส้มเช้ง น้ำทับทิม และน้ำฝรั่ง ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 40-280 บาท ส่วนน้ำสมุนไพรที่มีทั้งน้ำเก๊กฮวย น้ำหล่อฮั่วก้วย และน้ำจับเลี้ยง ราคา 30 บาท ป้าภัทรพูดกับเราตรงๆ ว่า ที่กล้าขายราคาสูง เพราะว่าคุณภาพของน้ำที่ขาย เป็นผลไม้คัดเกรดอย่างดีที่มีราคาสูงมาคั้นสดๆ ให้ลูกค้าได้เห็นกับตาตัวเองเลยว่าไม่มีการผสมน้ำอื่นใดนั่นเอง รวมไปถึงสมุนไพรที่เลือกคุณภาพดีเท่านั้น ขายกันกิโลกรัมละหลายพันมาต้มและเคี่ยวใหม่ทุกวัน ไม่มีปล่อยค้างคืน

“การเปลี่ยนแปลงมีทั้งสิ่งดี และสิ่งไม่ดี มันกระทบกันหมดนั่นแหละ เพียงแต่เราต้องอยู่ต่อให้ได้เหมือนเดิม”

ที่ตั้ง : ใกล้ๆ 7-11 และร้านก๊วยจั๊บนายอ้วน
วันและเวลา เปิด-ปิด : อังคาร – อาทิตย์ 19.00 – 00.00 น.

เทียน เทียน โฮสเทล

สถานที่สุดท้ายของการย้อนอดีตเยาวราชคือ ‘เทียน เทียน โฮสเทล’  ขนาด 2 ชั้น 2 คูหาบนถนนพาดสาย โดย ‘คุณสุนทรี สุรวิทย์ธรรมะ’ หรือ ‘พี่แภท’ เจ้าของโฮสเทลที่เปิดมาได้ 2 ปีแล้ว เล่าให้ฟังว่า เดิมทีตรงนี้เป็นโรงพิมพ์เก่าแก่ของครอบครัวที่มีอายุมากกว่า 75 ปี ต่อมาได้ย้ายโรงงานไปที่อื่นแทน พี่แภทจึงเปลี่ยนตึกแถวนี้เป็นโฮสเทลเล็กๆ โดยการรีโนเวทใหม่ แต่พยายามเก็บความดั้งเดิมของอากงอาม่าไว้ ทำให้โฮสเทลแห่งนี้แฝงกลิ่นอายความเป็นจีน ผสมผสานกับยุคสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

ด้านล่างเปิดบริการเป็นร้านกาแฟขนาดเล็ก ราคาไม่สูงมาก สอดแทรกด้วยความเรียบง่ายให้เป็นเหมือนบ้านต่างแดนของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพัก หรือแวะมาจิบกาแฟ ทั้งยังตั้งมั่นให้บริการประดุจญาติมิตร มีอะไรขาดเหลือสามารถมาบอกได้ ด้วยความที่ทำเลอยู่ในเยาวราชแต่ไม่ได้อยู่บนถนนเส้นหลัก ทำให้พื้นที่ตรงนี้มีความสงบ ไม่วุ่นวาย แต่ก็เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก จึงทำให้เป็นอีกจุดเด่นของเทียน เทียน โฮสเทล

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลง พี่แภทเล่าว่า ในอดีตนอกจากตึกหลังนี้จะเป็นโรงพิมพ์แล้ว ซอยนี้ทั้งซอยก็เป็นแหล่งโรงพิมพ์ที่มีอยู่เต็มไปหมด ต่อมาเมื่อหนังสือพิมพ์จีนถูกยกเลิก ทำให้โรงพิมพ์หลายแห่งปิดตัวลง กลายเป็นร้านขายรองเท้าเข้ามาแทนที่ จนกลายเป็นแหล่งค้าส่งรองเท้าที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนถนนพาดสายแห่งนี้ ทั้งยังพูดถึงรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีวัดมังกรที่เข้ามาปลุกให้เยาวราชมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น จากผู้คนที่เดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากอย่างคาดไม่ถึง

“เราทำธุรกิจไม่ได้หาแต่กำไรเท่านั้น แต่ต้องรู้จักทั้งการให้และการรับ”

นี่คือคำสอนของบรรพบุรุษที่พี่แภทเก็บไว้เป็นคติประจำใจ เพราะการทำธุรกิจแล้ว จะเป็นผู้รับอย่างเดียวนั้นไม่ยั่งยืน แต่หากให้ใจและให้การบริการที่ดีแก่ลูกค้า สิ่งเหล่านั้นก็จะตอบแทนเราเอง

ที่ตั้ง : 29 พาดสาย แขวง สัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 10100
วันและเวลา เปิด-ปิด : ทุกวัน เวลาเช็คอิน 14:00 น.-21:00 น. เช็คเอาท์เวลา 12.00น.

ดินแดนลูกผสมที่ลงตั

การเดินทางมาเยาวราชในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้มาสัมผัสถึงผู้คนที่อาศัยในที่แห่งนี้ มากกว่าเปลือกภายนอกที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามา การได้พบเจอและพูดคุยกับผู้คนมากมาย ทำให้เราได้ค้นพบอีกหนึ่งเสน่ห์ของเยาวราช ที่ไม่ใช่แค่สิ่งของหรือของกินชื่อดังที่ใครๆ ต่างเดินทางมาจับจ่ายใช้สอย แต่เป็นผู้คนที่หมุนเวียนผลัดกันมาค้าขาย ผสมผสานไปกับความเจริญที่เข้ามาทำให้เยาวราช กลายเป็นดินแดนมังกรที่ไม่หลับใหลมายาวนานนับ 100 ปี

ยังมีสถานที่อีกมากมายที่รอให้ทุกๆ คนมาค้นหา ลิ้มลอง และสัมผัส แล้วคุณจะพบเยาวราชในมุมมองที่ต่างออกไป

Writer

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.