เบื่อมั้ย? ออกจากบ้านแต่ลืมพกร่ม ฝนตก แบตฯ หมด แถมยังหอบหิ้วของพะรุงพะรัง ครั้นจะไปขอชาร์จตามร้านก็เกรงใจ แถมบางที่ยังผิดกฏหมายอีกต่างหาก หลายครั้งในชีวิตประจำวันเราต้องเจอกับเหตุการณ์สุดเซ็งเหล่านี้ ที่แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำให้ใช้ชีวิตสะดุดได้เหมือนกัน

ในหลายประเทศก็มีไอเดียดีๆ มาช่วยแก้ปัญหาหงุดหงิดใจของคนเมือง ตามไปดูไอเดียตู้สาธารณะในต่างประเทศที่เราต้องร้องว้าว! ให้กับตู้กดขายของอัตโนมัติ ไปจนถึงตู้ให้บริการสุดเจ๋ง แถมยังมองหาได้ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นสถานีรถไฟฟ้า จุดต่อรถ หรือตามท้องถนน แล้วมองย้อนกลับมาดูประเทศเราสิว่า มีเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง รับรองว่าตู้เหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นไหลลื่นเลยล่ะ

How does it help? | ตู้สาธารณะ ตัวช่วยคนเมือง

สังเกตไหมว่า? ตามเมืองใหญ่ที่มีประชากรเยอะ ผู้คนใช้ชีวิตเร่งรีบ และก้มหน้าก้มตาทำงาน จึงต้องมีตู้สาธารณะกระจายอยู่ทั่วเมือง แทนที่จะจ้างคนมาให้บริการ โดยเฉพาะ “ญี่ปุ่น” นักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์ ก็ได้ให้เหตุผลที่ว่า “ทำไมญี่ปุ่นถึงได้มีเจ้าตู้กดนี้อยู่มากมาย จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง”

1. ไม่ต้องจ้างแรงงานคน
ในประเทศที่อัตราการเกิดต่ำ เป็นสังคมผู้สูงอายุ และไม่ค่อยเปิดรับแรงงานต่างด้าว เป็นปัจจัยให้ญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงาน ค่าจ้างแรงงานก็พุ่งสูงไปด้วย แต่ตู้อัตโนมัติเหล่านี้ไม่ต้องใช้พนักงานเลยแม้แต่คนเดียว
2. ประหยัดพื้นที่
ญี่ปุ่นมีประชากรมากถึง 127 ล้านคน และ 93% อาศัยอยู่ในเมือง ด้วยประชากรที่หนาแน่น ส่งผลให้ที่ดินราคาแพง พื้นที่ว่างในการขายของก็น้อย จึงนิยมใช้ตู้กดอัตโนมัติที่นอกจากจะประหยัดพื้นที่ ยังสร้างรายได้มากกว่าการลงทุนเช่าหน้าร้านเสียอีก
3.  หาง่ายกว่าร้านสะดวกซื้อ
ชีวิตประจำวันคนญี่ปุ่นต้องเดินทางไปทำงานในช่วงเวลาเร่งรีบ และใช้ระบบขนส่งสาธารณะ จักรยาน หรือการเดินซะเป็นส่วนใหญ่ ตู้กดอัตโนมัติจึงตอบโจทย์เรื่องความสะดวกรวดเร็ว หาได้ทุกที่ และมีครบทุกอย่าง เรียกว่าแทบไม่ต้องเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเลย
4. สังคมอัตโนมัติ
ชาวญี่ปุ่นหลงใหลทุกอย่างที่เป็นระบบอัตโนมัติ ด้วยความสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องต่อคิวจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ แถมยังเชื่อถือได้เพราะโอกาสทอนเงินผิดน้อยกว่าคนเสียอีก นอกจากนี้ตู้กดสมัยใหม่สามารถชำระเงินผ่านมือถือ จึงปลอดภัยสบายได้ว่าตู้ไม่กินเหรียญ ส่วนเจ้าของตู้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทุบตู้ขโมยเงินอีกด้วย

01 Vending Machine | ตู้กดสารพัดประโยชน์

ขึ้นชื่อว่า “ญี่ปุ่น” ประเทศที่เต็มไปด้วยแก็ดเจ็ตสุดเจ๋ง และตู้ขายของอัตโนมัติที่ตั้งอยู่ทุกหัวมุมถนน คิดเป็น 1 เครื่องต่อประชากร 23 คน จึงไม่แปลกใจที่ตู้กดที่ญี่ปุ่นมีสินค้าแทบทุกชนิด ตั้งแต่เครื่องดื่มร้อน-เย็น ตู้กดอาหารจานร้อน ตู้ขายราเม็ง ตู้กดกาแฟดริป ไปจนถึงตู้กดกาชาปองยอดฮิต แม้แต่ 7-eleven ก็ยังมีสาขาเป็นตู้กด ไม่ต้องเสียเวลาไปหาซื้อในซุปเปอร์มาร์เก็ต

ส่วนเจ้าตู้กดที่เป็นประโยชน์มากสำหรับคนเมือง เราขอตั้งชื่อว่า“ตู้กดอัตโนมัติยามฉุกเฉิน” มีทั้งตู้กดร่ม ตู้ขายรองเท้าแตะ ที่ช่วยคุณได้เวลาฝนตกน้ำท่วม หรือจะเป็นตู้กดเครื่องสำอาง หน้ากากอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก แม้กระทั่งตู้ทำนามบัตรที่สั่งพิมพ์ได้ในไม่กี่นาที ก็ช่วยชีวิตเราได้เยอะเมื่อมีเหตุฉุกละหุก นอกจากนี้ เมื่อไหร่ที่ญี่ปุ่นเกิดภัยธรรมชาติ ตู้อัตโนมัติยังถูกตั้งระบบมาให้แจกสินค้าในตู้ฟรี เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยอีกด้วย

อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ตู้รีไซเคิลที่เปลี่ยนขยะเป็นเงิน โดยสามารถนำขวดพลาสติกไปแลกเป็นคะแนนสะสม ซึ่งสามารถใช้แทนเงินสดได้ตามร้านค้าที่ร่วมรายการ หรืออย่างที่ “นิวยอร์ก” ก็มีตู้ที่ชื่อว่า “Swap-o-matic” ที่พิเศษจากตู้กดอื่นๆ ตรงที่ไม่ต้องหยอดเหรียญ เพียงแค่มีของอะไรก็ได้ที่ไม่ใช้แล้ว เอามาใส่ตู้นี้ก็สามารถแลกเปลี่ยนเป็นของอย่างอื่น เรียกว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แล้วยังเป็นการรียูส ช่วยลดขยะให้เมืองที่เวิร์คมาก

Green Robot | กด หยอด หย่อนลงตู้กู้โลก

ลองมาดูตู้กดเจ๋งๆ ในบ้านเรากันบ้าง นอกจากที่ญี่ปุ่นจะมีตู้รับขวดรีไซเคิล ที่ไทยก็มีตู้รักษ์โลกกับเขาเหมือนกัน อย่าง “Refun Machine” ตู้รับซื้อขวดอัตโนมัติ ที่เปลี่ยนการจัดการขยะพลาสติกในเมืองให้เป็นเรื่องง่าย แค่เราเรานำขวดเปล่าไปหย่อนลงตู้ก็จะได้เงินกลับมา โดยสามารถเลือกรับเงิน 4 แบบ คือ 1.ใช้แทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้า 2.เก็บสะสมแต้ม 3.เติมเงินโทรศัพท์ 4.บริจาคเพื่อการกุศล ซึ่งตู้รีฟันจะรวบรวมขวดไปรีไซเคิลเป็นวัสดุอื่น เป็นอีกหนึ่งวิธีช่วยโลกที่ทำง่ายและทำได้จริง

ลดขยะแล้ว มาช่วยกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว เริ่มจากปลูกต้นไม้คนละต้น “Green up” ตู้ขายต้นไม้อัตโนมัติที่มีขายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3 หน้า ZEN เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมือง แถมยังนำกลับบ้านไปปลูกในพื้นที่จำกัดได้ อย่างมุมระเบียงหรือคอนโดได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าตู้นี้ก็มีทั้งต้นไม้ต้นเล็กๆ หรือดอกไม้น่ารักเก๋ไก๋ให้เลือกชม โดยแต่ละวันจะมีคนมารดน้ำพรวนดิน หมดกังวลเรื่องต้นไม้แห้งเหี่ยว และสั่งซื้อได้ทันทีผ่านแชทบอท บนเฟซบุ้คเพจ “Green Up – ปลูกๆไปเหอะ” เพราะหลังจากที่ซื้อไปแล้วจะมีการติดตามผล รวมถึงแนะนำการดูแลให้ด้วยนะ

02  Smart Lockers | ล็อกเกอร์อัจฉริยะ

ใครที่ไปต่างประเทศบ่อยๆ โดยเฉพาะประเทศ “ญี่ปุ่น” คงคุ้นเคยกับ “Coin Locker” ล็อกเกอร์ฝากของที่มีให้เห็นอยู่ทุกสถานีรถไฟ โดยเฉพาะสถานีใหญ่ๆ สามารถฝากของไว้แล้วเอาแต่ตัวไปเที่ยวได้ ไม่ต้องทนแบกของหนัก มีตั้งแต่ล็อกเกอร์ขนาดเล็กไปจนถึงไซส์ระเป๋าเดินทาง ฝากได้นานสุดได้ 3 วัน นับ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 24:00 – 24:00 นาฬิกาของอีกวัน นอกจากจะอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว คนญี่ปุ่นเองก็นิยมใช้เหมือนกัน เพราะเป็นตัวช่วยของนักช็อปตัวยง หรือคนที่หอบหิ้วสัมภาระเยอะๆ และไม่อยากแบกไปด้วยทั้งวัน

นอกจากนี้ที่ญี่ปุ่น ยังมีตู้แช่เย็นแบบหยอดเหรียญ ที่คิดมาเผื่อสำหรับแม่บ้านที่ซื้ออาหารสด แล้วไม่รู้จะฝากของไว้ที่ไหน ถ้าฝากไว้กับตู้นี้รับรองไม่มีบูด ไม่มีเสียชัวร์

Lock Box | ฝากของลงกล่องตามแนวรถไฟฟ้า

ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศในฝันของเหล่านักท่องเที่ยวแบ็กแพ็คเกอร์ พี่ไทยจึงไม่น้อยหน้า ส่งตรงเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นอย่าง “Lock Box” ล็อกเกอร์สีเหลืองสดใส เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ตามสถานีรถไฟฟ้าหลายๆ จุด ซึ่งไม่จำกัดแค่นักท่องเที่ยวที่ใช้งานได้เท่านั้น ใครช้อปปิ้งมาเยอะๆ หรือจะไปวิ่งออกกำลังกายก็สามารถมาฝากของไว้ที่นี่ ส่วนการใช้งานก็แสนง่าย แถมไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะมีกล้องบันทึกใบหน้าเราไว้ แถมมีกล้อง CCTV ติดอยู่บริเวณตู้ รับรองว่าฝากได้หายห่วง

นอกจากเจ้าตู้เหลือง ยังมีล็อกเกอร์ฝากสัมภาระอีกเจ้าที่ชื่อ “B-locker” ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ 8.00 น. – 22.00 น. สามารถเลือกฝากได้ทั้งรายวันหรือรายชั่วโมง จุดเด่นของตู้นี้เลยก็คือเรื่องความปลอดภัย เพราะเราต้องกรอกรายละเอียดในการฝากของ หากเป็นคนไทยต้องกรอกเลขบัตรประชาชน แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติให้กรอกเป็นหมายเลขโทรศัพท์ในไทยแทน ก่อนฝากจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสัมภาระ ด้วยเครื่องสแกนแบบเดียวกับในสนามบิน แถมมีกล้องวงจรปิด และมีกล้องบันทึกใบหน้าเราไว้เป็นหลักฐาน เรียกได้ว่าคะแนนความปลอดภัยเต็มสิบ!

03 Charging Station เสียบชาร์จสาธารณะ

ในยุคที่ทุกคนใช้สมาร์ทโฟน ตู้โทรศัพท์สาธารณะก็ได้กลายเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ตั้งเกะกะอยู่ริมถนน หลายคนอาจคุ้นตากับตู้โทรศัพท์สาธารณะสีแดง สัญลักษณ์แห่ง “ลอนดอน” ก็มีโปรเจ็กต์ชื่อ Solarbox ที่เปลี่ยนตู้เหล่านี้ให้กลายเป็นที่ชาร์จแบตฯ กันแบบฟรีๆ จากพลังงานโซลาร์เซลล์

หรืออย่างที่ “นิวยอร์ก” ก็หมดห่วงเรื่องแบตฯ หมดกลางทาง Street Charge “สถานีชาร์จสมาร์ทโฟนสาธารณะ” ตั้งอยู่ใจกลางเมืองให้คนที่ผ่านไปผ่านมาตามสถานที่เที่ยวต่างๆ โดย Goal Zero บริษัทผู้พัฒนาอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์, AT&T ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในอเมริกา และ Penza สตูดิโอออกแบบ ได้สร้างเสาไฟพลังงานแสงอาทิตย์นี้ขึ้น เพื่อเป็นสถานีชาร์จแบตฯ มือถือ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

หน้าตาของ Street Charge จะคล้ายเสาไฟทั่วไปตามท้องถนน แต่ทำจากโลหะมีแผงโซล่าเซลล์กำลัง 15 วัตต์อยู่ด้านบน และแบตเตอรี่ขนาด 168 วัตต์-ชั่วโมงอยู่ภายใน เพื่อสำรองแบตฯ ในเวลากลางคืน ฟีเจอร์หลักเลยก็คือ สามารถชาร์จแบตฯ ด้วยสายเคเบิลที่มีสำหรับสมาร์ทโฟนเกือบทุกรุ่น โดยใช้เวลาชาร์จ 10-20 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังมี WiFi ให้ใช้ รวมถึงแท่นวางโทรศัพท์ ให้พักเบรกด้วยกาแฟสักถ้วย แถมเสาไฟยังให้แสงสว่างตอนกลางคืน จึงไม่ต้องกังวลว่าต้องมายืนในที่มืดๆ ได้เลย

Airport Mobile Charger | จุดชาร์จสมาร์ทโฟน บินไกลไร้กังวล

หมดกังวลสำหรับคนที่เดินทางด้วยเครื่องบินบ่อยๆ และมักมีปัญหากับการหาที่ชาร์จโทรศัพท์ไม่ได้ เพราะสนามบินสุวรรณภูมิมีบริการ “Free Charger” จุดชาร์จสาธารณะของ AOT ที่ให้ชาร์จแบตฯ มือถือหรือแท็บเล็ทกันฟรีๆ กระจายอยู่ทั่วสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นในอาคารผู้โดยสาร หรือแม้แต่โซนนั่งรอในเกท โดยมีทั้งช่องเสียบสาย USB และปลั๊กสามตาขนาด 220V ใครที่ต้องรอขึ้นเครื่องนานๆ ก็สามารถชาร์จแบตฯ พร้อมกับเล่น Wifi ไปด้วยได้

ส่วนขาช้อปที่จ่ายสะดุด เพราะแบตฯ หมดระหว่างกดเพย์ ต้องถูกใจ “Mobile Charger” ตู้ชาร์จแบตฯ มือถือฟรี 30 นาที ที่มีให้บริการแล้วในห้างหลายแห่งทั่วประเทศ การใช้งานก็ง่ายแค่กดตัวเลข 3 ขั้นตอน มีหัวชาร์จมือถือทุกยี่ห้อ แถมไม่ต้องยืนเฝ้าขณะชาร์จ ทิ้งมือถือเอาไว้ แล้วไปเดินช้อปปิ้ง กินข้าวก็ยังได้ เพราะตู้นี้เค้ามีช่องเก็บมือถือพร้อมระบบล็อกอัตโนมัติ ที่เราสามารถตั้งรหัสผ่านได้เอง แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าบริการประทับใจ

04 Cycle Storage | ที่จอดจักรยานใต้ดิน

แม้ “ญี่ปุ่น” จะมีระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม คนก็ยังนิยมปั่นจักรยานซึ่งช่วยลดมลภาวะ และประหยัดพลังงานได้อย่างดีเยี่ยม แต่ปัญหากลายเป็นเรื่องการขาดแคลนที่จอดจักรยานแทนน่ะสิ! เนื่องด้วยความหนาแน่นของประชากร ตึกรามบ้านช่อง อาคารสำนักงาน ไปจนถึงที่ดินราคาสูง ในปี 2009 บริษัทวิศวกรรมของญี่ปุ่นได้พัฒนา ECO Cycle “ระบบจอดจักรยานอัตโนมัติใต้ดิน” จากแนวคิด “Culture Aboveground, Function Underground”

ที่จอดจักรยาน ECO Cycle มีให้บริการอยู่ตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ สำหรับคนเมืองที่ต้องการต่อรถ ห้องเก็บจักรยานมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ลึกลงไปใต้ดิน 11.6 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 8.5 เมตร สามารถจุจักรยานได้ 204 คัน ใช้พื้นที่น้อย แถมยังส่งผลดีต่อทัศนียภาพของเมือง

ฟังก์ชั่นของที่จอดจักรยาน ECO Cycle ก็ง่ายต่อการใช้งาน เพียงแค่กดปุ่มและแตะบัตรจอดรถ ก็สามารถจอดและรับจักรยานคืนได้สะดวกรวดเร็วใน 15 วินาที แบบไร้รอยขีดข่วน นอกเหนือจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบจอดจักรยานให้ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว แดดฝน และกันขโมยได้แน่นอน

Automatic Car Park | ลานจอดรถอัตโนมัติ

คนใช้รถใช้ถนนที่ต้องขับรถไปไหนมาไหนเอง คงจะหัวร้อนไม่น้อยเวลาขับรถวนหาที่จอดในห้าง หรือโรงพยาบาล ไทยเราจึงก็นำนวัตกรรม “ลานจอดรถอัตโนมัติ” ของญี่ปุ่น โดยใช้เครื่องจักรกลมาช่วยบริหารจัดการลานจอดรถ ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมตามห้างสรรพค้า หรือโรงพยาบาลที่ทันสมัยหลายแห่ง

เพียงแค่เราขับรถเข้าไปจอด เครื่องจักรกลจะยกรถของเราหมุนไปบนอาคารจอดรถที่ยังว่าง และสามารถนำรถเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาสุ่มวนหาที่จอดรถ ที่สำคัญเป็นการจัดสรรพื้นที่ซึ่งมีอย่างจำกัด จากที่จอดรถได้ 2-3 คัน เพิ่มเป็น 6-7 คัน

นอกจากนี้เรื่องระบบความปลอดภัยยังได้มาตรฐาน หากรถจอดไม่ตรง หรือมีคนอยู่ในรถ ระบบจะไม่ทำงาน พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยอย่าง อุปกรณ์ป้องกันการร่วงหล่น ปุ่มหยุดการทำงาน อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาโจรกรรมทรัพย์สิน หรืออาชญากรรมในอาคารจอดรถได้อีกด้วย

Facebook Comments
Benz
Social Addict ที่สนใจสไตล์จากตัวตนมากกว่าแฟชั่นตามกระแส อินสไปเรชั่นส่วนใหญ่ได้จากหนัง เพลง และงานศิลปะ ชอบชีวิตในเมืองพอๆกับเที่ยวธรรมชาติ