จากนักอ่านตัวยงสู่การเป็นนักเขียน “โรงรูปเงา-ลาวเจริญรามา” ผู้ชุบชีวิตเมืองเก่า สะหวันนะเขต แดนลาว ที่ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก และบันทึกการเดินทาง “ฮอยอันหวานเย็น”

“มนต์เสน่ห์โรงหนังสแตนด์อโลนที่กลับมามีชีวิต”

“เล็ก ใบเมี่ยง” นามปากกาของ อัศวิน คงศุภมานนท์ เจ้าของผลงาน “โรงรูปเงา-ลาวเจริญรามา” ที่เขียนขึ้นจากทรงจำในวัยเด็ก ถึงความโรแมนติกของหนุ่มสาวชาวลาว ท่ามกลางสงครามและการพลัดพราก โดยใช้สถานที่จริงและเหตุการณ์จริงของ สะหวันนะเขต อดีตเมืองท่าฝั่งลาวเป็นฉากหลัง ช่วงยุคทหารแนวลาวรักชาติ ในรูปแบบกึ่งสารคดีกึ่งนวนิยาย เปิดม่านขึ้นใน ลาวเจริญรามา โรงหนังสแตนด์อโลนสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโค ที่เคยรุ่งเรืองใจกลางเมืองสะหวันนะเขต

“ความรักที่ไม่สมหวัง
มันมักถูกกลบฝัง
อยู่ในความทรงจำที่ถ่อมตัว
และคงอยู่เป็นนิรันดร์”

ในวัยเด็ก คุณเล็กเรียนโรงเรียนจีนที่สะหวันนะเขต แล้วลี้ภัยข้ามแม่น้ำโขงมาใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ กว่า 15 ปี ปัจจุบัน พาตัวและหัวใจกลับบ้าน มาเปิดโรงแรมและร้านอาหารริมโขงที่มุกดาหารบ้านเกิด “สะหวันสำราญ” และโฮสเทลเล็กๆ “Savan Cafe’ – Bed & Food” ที่สะหวันนะเขต สปป.ลาว คงกลิ่นอายของอดีตที่ถูกฟรีซไว้ตั้งแต่ยุคอาณานิคมของฝรั่งเศส ช่วงที่ถูกยึดครองโดยทหารอเมริกัน มาจนถึงยุคลาวแตก และหลงเหลือโครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลไว้ให้ได้หวนคิดถึง

UC : วัยเด็กผูกพันกับสะหวันนะเขตอย่างไร ?

เราเกิดที่มุกดาหาร แต่ไปโตที่สะหวันตั้งแต่ 5 ขวบ เรียนโรงเรียนจีน สะหวันในวัยเด็กถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเยาวราช บ้านที่เราอยู่ขนาบด้วยโรงหนังสองโรง เป็นย่านธุรกิจของคนจีนหรือย่านคนรวย ส่วนเตี่ยก็ขายจักรยาน ให้เช่าจักรยาน สามล้อถีบ เราขายขนมรถเข็นหน้าโรงหนังตั้งแต่เด็ก เราเลยมีความผูกพันกับโรงหนัง มันเป็นวัยที่สนุก โรงหนังเป็นที่ที่ผ่อนคลาย แล้วก็เป็นศูนย์รวมความสุขของคนในชุมชน การได้ดูหนังสักเรื่องมันเหมือนได้หายไปในโลกสมมติสัก 2 ชม. ทำให้เรามีความฝันและความหวังกับชีวิต

UC : โรงหนังในสะหวันนะเขต ได้อิทธิพลมาจากไหน ?

สะหวันนะเขตโดนฝรั่งเศสยึดครองประมาณ 50 กว่าปี หลังจากฝรั่งเศสออกไปแล้ว อเมริกาก็เข้ามาปกครองอีกเกือบ 20 ปี มันเลยทำให้สะหวันนะเขตได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมาเยอะมาก อย่างในยุค 70’s ผู้คนก็ต้องข้ามไปฟังเพลง ซื้อเสื้อผ้า กินเหล้าที่สะหวันนะเขต มันเป็นเมืองเล็กๆ แต่ทุกคนมักจะไปเสพหาความสุขที่ฝั่งสะหวัน

UC : ดังนั้นสะหวันก็มีสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลด้วย ?

ย้อนกลับไปสมัยฝรั่งเศสปกครอง เวลาฝรั่งเศสไปอยู่ที่ไหนก็จะสร้างเมืองคล้ายกับบ้านเค้า มันอาจจะเป็นการแก้อาการคิดถึงบ้านวิธีหนึ่ง ตอนนั้นเราอายุ 13 ก็ยังไม่รู้หรอกว่าเราชอบอะไร แต่มันมีความสุขทุกครั้งเวลาได้เห็นตึกโคโลเนียล เหมือนกับมันอยู่ในสายเลือด

UC : สงคราม ต้นเหตุเมืองร้าง

ในยุคที่คอมมิวนิสต์เข้ามาปลดปล่อย มันเริ่มต้นจากโฮจิมินที่ปลดปล่อยเวียดนาม แล้วท่านโฮจิมินก็ร่วมกับผู้นำลาวเพื่อขับไล่อเมริกา พอทหารเข้ามาผู้คนก็ทนไม่ได้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง เลยเกิดขบวนการใต้ดินจากนักศึกษาก่อน โดยใช้ป่าล้อมเมืองเป็นกลยุทธ์ ส่วนสาเหตุที่คนหนีก็เพราะว่าหาความมั่นคงไม่ได้ เมื่อเปลี่ยนการปกครองก็ต้องเปลี่ยนเงินตราด้วย มีการยึดเงินไปสถาปนา เหมือนเป็นการบังคับให้ทุกคนเท่ากันหมดเลย คนรวย คนจน คนเลยอพยพหนีกัน หลังจากนั้นวัฒนธรรมเกือบ 20 ปีที่มันเลยหายไปจากสะหวันนะเขต อาชีพที่มันฟื้นได้อย่าง พ่อค้า แม่ค้า คนขายก๋วยเตี๋ยว เค้าพากันหายหมด เลยทำให้สะหวันฟื้นตัวยาก

UC : ยังจำเหตุการณ์ตอนที่ลี้ภัยได้ไหม ?

จำได้ว่าตอนนั้นกำลังสอบอยู่ ม.สอง โรงเรียนจีน แล้วก็มีจดหมายเขียนมาบอกว่า ตอนบ่ายไม่ต้องทำแล้วให้ข้ามฝั่ง เพราะตอนนั้นเขากำลังจะปิดด่าน ยังดีที่เราข้ามก่อนด่านปิดประมาณเดือนนึง บางครอบครัวข้ามหลังปิดด่านแล้วลำบากกว่ามาก บ้างก็โดนฆ่าชิงทรัพย์ บ้างก็โดนทหารยิง

UC : สุดท้ายได้กลับมาอยู่สะหวันนะเขต สภาพบ้านเมืองตอนนั้นเป็นอย่างไร ?

โอ้โห น่ากลัวมาก มันทรุดโทรมเปื้อนฝุ่นไปหมด คือเราไปกันเรือเล็ก ตอนนั้นมันยังเป็นฝุ่นดินแดงอยู่เลย ที่บ้านเมืองมันร้าง เพราะตอนที่คนจีนหนี รัฐบาลก็ยึดบ้านให้พวกทหารเข้าไปอยู่ เราเดินไปดูบ้านตัวเองยังจำไม่ได้เลย

UC : หลังจากที่ลาวเปิดประเทศ มีการเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง ?

ลาวมาพัฒนาจริงๆ ก็น่าจะ 5 ปีหลัง ตอนครบรอบการปลดปล่อย 30 ปี  คนที่เคยอพยพหนีไป ก็กลับมาเอาบ้านคืนได้ มาเริ่มต้นทำธุรกิจได้ ลืมเรื่องราวบาดหมางไป น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ได้แนวคิดมาจาก เติ้ง เสี่ยว ผิง ประเทศจีน ลาวจึงเปิดประเทศมากขึ้น การเมืองก็เบาๆ ลง มีการติดต่อซื้อขายเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนแต่ก่อน เศรษฐกิจก็ดีขึ้น บวกกับตอนนี้มี “สะหวันซิตี้” ที่คนสิงคโปร์มาลงทุน

UC : นอกจากเขียนหนังสือก็ทำโฮสเทล “Savan Cafe’ – Bed & Food” ที่สะหวันนะเขต มีที่มาที่ไปอย่างไร ?

เริ่มมาจากการเดินทาง เหมือนกับหนังสือที่เราเริ่มจากการเป็นนักอ่าน เราเดินทางเยอะ เวลาเราเดินทางก็จะมีโรงแรมที่ชอบมาเป็นแรงบันดาลใจ อย่างสะหวันคาเฟ่ก็ได้แรงบันดาลใจมากจากสองที่คือ “ฮอยอัน” กับ “ปีนัง” มี 2 กลิ่นอายระหว่างคนจีนกับคนเวียดนาม เพราะพื้นฐานของสะหวันก็มีคนจีนและเวียดนามอาศัยอยู่เยอะ

“ตอนแรกที่เห็นตึกนี้ เดินเข้าไปแล้วเจอช่องแสง ฝนตกกลางบ้าน ความรู้สึกนี่มันใช่เลย มีคอร์ดยาด ทางเดิน มันคือการออกแบบที่ระบายอากาศได้ดีมาก ห้องแถวข้างๆ โรงหนังลาวเจริญจะเป็นลักษณะนี้หมด เป็นโครงสร้างเดิมของตึกในสะหวัน”

UC : ความฝันที่อยากให้สะหวันกลับมามีชีวิต

เรามั่นใจมากว่าเมืองมันมีศักยภาพ มีเสน่ห์ แค่มันหลับใหลไปเฉยๆ เราชอบเมืองเก่ามานานแล้ว เราเคยไปหลวงพระบางตอนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ฮอยอันเมื่อ 16 ปีที่แล้ว และปีนังเมื่อ 12 ปีที่แล้ว มันเหมือนสะหวันนะเขตเลย ตอนที่ไปฮอยอัน ยังมีร้านริมน้ำแค่ 2 ร้าน แล้วก็มีเด็กๆ เตะขนไก่ เล่นหมากฮอสกัน มันเหมือนสะหวันนะเขตตอนเราเด็กๆ เลย เราเลยมั่นใจว่ามันต้องเกิดขึ้นได้แน่นอน

UC : แล้วคนรุ่นใหม่สนใจพัฒนาเมืองสะหวันบ้างมั้ย ?

ก็มีครับ เมื่อปีที่แล้วก่อนเริ่มทำ สุกสะหวัน กับ สะหวันคาเฟ่ และตั้งกลุ่มเล็กๆ ชื่อ “สะหวันอนุรักษ์” ก็เริ่มเห็นคนรุ่นใหม่ที่รักเมืองเก่ามากขึ้น เราคุยกับคนรุ่นใหม่ เรื่องการอนุรักษ์ต้นไม้ เรื่องขยะ ให้ช่วยกันทิ้งน้อยลง อีกอย่างเราโชคดีตรงที่ถ้าเรียกประชุมกับคนในชุมชน เค้าจะมากันทันที อย่างแนวทางการพัฒนาเมืองที่เวียงจันทร์ เค้าก็จะให้คนในชุมชนมามีส่วนร่วม และฟังเสียงชาวบ้านด้วย

จริงๆ ตัวเมืองเองก็มีเสน่ห์ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่บางคนอาจจะมองข้ามไป เพราะมันใกล้ตัวและเคยชินกับมันจนเกินไป ผมดีใจที่คนรุ่นใหม่เริ่ม ‘รัก’ และ ‘อนุรักษ์’ ในสิ่งที่มันมีคุณค่าและความเป็นมาอันยาวนาน

UC : ปีนี้จะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในสะหวันบ้าง ?

ข่าวดีคือตอนนี้ เจ้าแขวงสะหวันนะเขต ลูกของท่านไกสร พรหมวิหาร กำลังจ้างสถาปนิกที่เวียงจันทร์ โดยตั้งใจจะทำให้สะหวันนะเขตเป็นเมืองท่องเที่ยวให้ได้ แล้วก็จะอนุรักษ์ตึกเก่าที่เหลืออีก 50 กว่าหลัง ห้ามทุบ ห้ามรื้อทิ้ง เป็นนิมิตหมายที่ดีที่รัฐบาลเค้าเอาด้วย แล้วปีนี้ก็เป็นปีท่องเที่ยวลาว ก็คือ จะมี 2 งานใหญ่ คือวิ่งเทรลที่วังเวียง กับมิวสิคเฟสสะหวันนะเขตปลายปีนี้ ช่วงเดือนธันวา ในงานจะเป็นมีดนตรี เทศกาลหนัง รวมรถเก่า แล้วครีเอทีฟก็อยากให้จัดงานใหญ่ไปเลย คือถ้าสะหวันเกิด มุกดาหารก็เกิดด้วย

คุณเล็กยังได้ทิ้งท้ายถึงงานนี้ว่า “ลองวาดภาพดูว่า อากาศหนาวๆ กับรถยนต์ย้อนยุค ผู้คนแต่งตัวโก้ๆ เดินเข้าโรงหนัง และเดินละเลียดฟังเพลงตามจุดต่างๆ ในเมืองโคโลเนียลคลาสสิก เหมือนพาเราหายเข้าไปในยุค 70’s มันจะสุนทรีย์และดับเบิ้ลฟินขนาดไหนกัน” ส่วน 14 เมษา สงกรานต์ปีนี้ สะหวันนะเขตจะมีงานรวมจักรยานวินเทจ และรถคลาสสิก เตรียมเก็บกระเป๋าแล้วไปเที่ยวกันได้เลย

 


Photo Credit :
Anupol Ariyamukda
Khunchai Pae
Facebook Comments
Benz
Social Addict ที่สนใจสไตล์จากตัวตนมากกว่าแฟชั่นตามกระแส อินสไปเรชั่นส่วนใหญ่ได้จากหนัง เพลง และงานศิลปะ ชอบชีวิตในเมืองพอๆกับเที่ยวธรรมชาติ