กาแฟกลายมาเป็นอีกหนึ่งหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายที่เราต้องคิดรวมในบัญชีรายจ่ายแต่ละเดือน ยิ่งสำหรับคอกาแฟแล้ว ราคากาแฟต่อแก้ว บางครั้งก็เป็นสิ่งที่เราลืมนึกถึงมูลค่าของมันไปเช่นกัน จริง ๆ แล้ว มูลค่าที่แท้จริงของกาแฟจะถูกมากหากเราเรียนรู้ที่จะชงมันขึ้นมาด้วยตัวเอง หากเรายอมจ่ายค่ากาแฟประจำวันด้วย ‘เวลาส่วนตัว’ นอกจากเราจะได้กาแฟที่มีราคาต้นทุนต่อถ้วยที่ถูกลงจากในตลาดมาก ๆ เราจะยังได้กาแฟที่มีรสชาติถูกปากตนเองมากขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่า การชงกาแฟก็ไม่ต่างจากทักษะอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยชั่วโมงบินระดับหนึ่ง แต่รับรองว่าไม่ยากเกินพยายามแน่นอน ยิ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

1|  Moka pot

Mokapot เป็นหม้อต้มกาแฟที่ถือกำเนิดในประเทศอิตาลี ช่วงเวลาโดยประมาณคือปี 1833 Mokapot ถูกออกแบบขึ้นโดยใช้หลักการของแรงดันไอน้ำมาสร้างเป็นหม้อต้มกาแฟสด การทำงานของมันไม่ซับซ้อนเลย ก็คือด้านล่างสุดจะเป็นน้ำ ตรงกลางหม้อจะเป็นส่วนสำหรับบรรจุกาแฟ และส่วนบนสุดจะเป็นวาวล์สำหรับให้น้ำกาแฟสำเร็จไหลออกมา เมื่อน้ำด้านล่างสุดเดือดได้ที่ แรงดันไอน้ำจะไหลผ่านกาแฟที่บดไว้ ออกมากลายเป็นน้ำกาแฟสดเข้มข้น คล้านคลึงกับการทำงานของ Espresso Machine  หลังจากการกำเนิดของมันไม่นาน ด้วยรูปลักษณ์หน้าตาที่โดดเด่น ง่ายต่อการจดจำ ทำให้ Mokapot กลายเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยของคนอิตาลีในยุคนั้น กาแฟจาก Mokapot จะให้รสชาติที่เข้มข้นมากจนเกือบจะเรียกได้ว่าเป็น Espresso เลยในบางพื้นที่ เป็นที่นิยมในหมู่คอกาแฟด้วยการชงที่ไม่ยุ่งยาก และมีราคาที่สมเหตุสมผล ทุกวันนี้ Mokapot มีมากมายหลายรูปแบบ บางรุ่นสามารถทำเป็นลาเต้สำเร็จออกมาได้เลย หรือมีเสียงเดือดให้ได้ยินเวลาที่กาแฟต้มเสร็จแล้ว

 

2|  Drip Filter

การดริปเป็นอีกหนึ่งวิธีการทำกาแฟที่มีจำนวนขั้นตอนและความซับซ้อนที่น้อยกว่าการชงแบบอื่น แต่อาจต้องมีจำนวนและคุณภาพของอุปกรณ์ที่เหมาะสม ซึ่งได้แก่กระดาษกรอง กรวยDrip และกาน้ำแบบหัวเล็กพิเศษ หลักการของการดริปก็คือการปล่อยให้น้ำไหลผ่านกาแฟคั่วบดด้วยเวลาที่เหมาะสม จนได้น้ำกาแฟที่มีคุณภาพตามที่ผู้ชงต้องการ ฟังดูง่าย แต่เมื่อต้องชงจริง ๆ ก็ต้องอาศัยการฝึกเช่นกัน หากเรากะคะเนน้ำหนักมือและปริมาณน้ำที่ทำการดริปลงไปไม่ดี รสชาติของกาแฟทั้งถ้วยก็จะเสียไปได้ง่าย ๆ วิธีเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดก็คือรินน้ำโดยวนเป็นวงกลม เพื่อให้น้ำเดือดสามารถเข้าไปถึงทุกส่วนของเมล็ดกาแฟบนกระดาษกรอง

 

3| Cold Brew

Cold Brew หรือการสกัดเย็น เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด แต่ก็ใช้เวลานานที่สุดเช่นกัน ปกติแล้ว การสกัดคาเฟอีนออกมาจากเมล็ดกาแฟ จะนิยมใช้น้ำอุณหภูมิสูง และใช้ระยะเวลาการสกัดที่น้อย Cold Brew คือขั้วตรงข้าม คือใช้น้ำอุณหภูมิต่ำ ค่อย ๆ ดึงเอาคาเฟอีนออกมาโดยใช้ระยะเวลาที่นานกว่า 12 ชั่วโมงเป็นต้นไป หรือแล้วแต่สูตร วิธีการก็คือนำกาแฟคั่วบดมาใส่ในโถน้ำเย็น คนให้เข้ากัน และแช่ไว้ในตู้เย็นเท่านั้น เมื่อครบเวลาก็นำออกมากรองกากออกด้วยกระดาษกรองสักครั้งสองครั้งก็เป็นอันเสร็จพิธี กาแฟจาก Cold Brew ส่วนมากจะมีรสชาติที่สะอาด และโปร่งมากกว่ากาแฟแบบอื่น ๆ

 

4| French Press

อุปกรณ์ที่จำเป็นก็คึอเครื่อง French Press หรือเครื่องทำกาแฟแบบกดมือ หลักการก็คือใช้แรงดันจากตัวผู้ชง บวกกับอุณหภูมิความร้อนของน้ำเป็นเครื่องมือในการสกัดเอารสชาติออกจากเมล็ดกาแฟคั่วบด วิธีการก็คือ เทน้ำร้อนลงในเครื่อง French Press ที่มีเมล็ดกาแฟคั่วบดอยู่แล้ว รอให้เมล็ดกาแฟกับน้ำคุยกันได้ที่สักสี่นาที จึงเริ่มทำการปิดฝา และออกแรงกดตัวสร้างแรงดันบริเวณฝา การกดมิใช่กดแบบกระโชกโฮกฮาก แต่ต้องค่อย ๆ กดลงไป และคอยระวังไม่ให้กากกาแฟไหลขึ้นบนมาปนกับน้ำกาแฟ รสชาติที่ได้จากเครื่อง French Press จะได้กาแฟที่มีรสชาติเข้มดิบ มีบอดี้ที่ค่อนข้างหยาบและหนา

Facebook Comments