Like Father, Like Son : พ่อลูกคู่เหมือนแห่ง “ARTROOM 24” งานศิลปะแอร์บรัชที่ถ่ายทอดผ่านสายเลือด

ชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่ที่ดำเนินไปทุกๆ วัน ทำมาหากินตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ทำให้บางครั้งเรา ก็อาจหลงลืมไปว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเฝ้าคอยดูเราเติบโตอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะล้ม หรือจะลุก คนๆ นั้นก็คือ “พ่อ”

เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพ่อ เราจึงลองออกไปพูดคุยกับคู่พ่อลูก “พี่โจ้ – ระพินทร์ มลิหอม” เจ้าของร้านทำสีมอเตอร์ไซค์ “ARTROOM 24” ย่านสำโรง และลูกชาย “เพ้นท์ – จิตรกร มลิหอม” ที่เรียนรู้และซึมซับศิลปะจากการเห็นพ่อทำงานมาตั้งแต่เด็ก จนเรียกได้ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

เราจึงนำบทสนทนาแสนอบอุ่น เรียบง่าย และข้อคิดจากผู้ชายธรรมดาๆ ที่ตั้งใจฟูมฟักลูกชายให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม และเดินตามทางที่พ่อสร้างไว้ หวังว่าใครได้อ่านคงรู้สึกอิ่มเอมไปกับเรา วันพ่อปีนี้หากพอมีเวลา กลับไปเยี่ยมพ่อบ้าง ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือแค่ยกหูโทรศัพท์ไปสวัสดีวันพ่อ แค่นี้คนเป็นพ่อก็คงสุขใจ

| จุดเริ่มต้นในสายอาชีพ “ทำสีมอเตอร์ไซค์”

พี่โจ้ : เราทำงานด้านทำสีมอเตอร์ไซค์มา 20 กว่าปีแล้ว ก็มีจังหวะดีบ้างไม่ดีบ้าง เมื่อก่อนรถมันไม่เยอะเหมือนทุกวันนี้ เราเก่งเรื่องทำสี แต่ก็มีช่วงหนึ่งที่งานสีมันซาๆ เราก็พลิกผันไปทำอย่างอื่น ก็มีไปทำหมวกกันน็อกขาย ซัก 2 – 3 ปี พอตอนนี้รู้สึกว่ากระแสพวกงานทำสี งานคัสตอมมันมา ก็กลับมาจับจริงๆ จังๆ พอลูกชายเรียนจบ เราก็เริ่มมาช่วยกัน

| ตอนนี้ที่ร้านทำอะไรบ้าง

พี่โจ้ : หลักๆ แล้วเน้นเฉพาะทำสี เพราะจุดเด่นของเรา คืองานสีทั้งหมด สีเอฟเฟ็คต์ สีเหลือบ งานแอร์บรัช เพ้นต์ลายต่างๆ แล้วก็จะมีพวกงานรับเพ้นต์ผนังนอกสถานที่

| มุมมองต่องานที่ทำ

พี่โจ้ : ถ้าพูดถึงงานสี มันก็เปลี่ยนแปลงอัปเดตตลอดเหมือนแฟชั่น ก่อนหน้านี้มันอาจจะซาลง แต่ตอนนี้แฟชั่นสมัยก่อนก็เริ่มกลับมาฮิตอีกครั้ง ปัจจุบันนี้ ทุกคนจะมีสไตล์ของตัวเอง คนนี้ไม่อยากซ้ำคนนี้ อยากมีสไตล์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร เขาก็มาปรึกษาเรา

| ที่มาของชื่อลูกชาย “เพ้นต์”

พี่โจ้ : เราอยากตั้งชื่อเขาเป็นศิลปิน ชื่อจริงคือ “จิตรกร” และชื่อเล่นคือ “เพ้นต์” แต่เราไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอะไร สมัยก่อน เรารู้สึกว่าศิลปะมันหากินค่อนข้างยาก การเดินสายนี้มันเหนื่อย เราไม่ได้คาดหวังว่าเค้าจะเป็นเหมือนเรา เพราะเราลำบาก กว่าจะมายืนตรงจุดนี้ได้ เราผ่านอะไรมาเยอะ เพราะคอนเน็กชันต่างๆ เราก็ไม่มี เราสู้ด้วยตัวเองตลอด แต่พอมาถึงวันนี้ผ่านมา 20 กว่าปี เราปูทางให้เขาไว้แล้ว

“เราเหนื่อยเพื่อให้ลูกเราดำเนินต่อไป อยู่ที่ว่าเขาจะสานต่อหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

 | พ่อคือไอดอลของผม

เพ้นต์ : ผมเห็นพ่อทำงานด้านนี้มาตั้งแต่จำความได้เลย เราเห็นเขาทำงานมาตั้งแต่เด็ก เราวาดรูปตามเขาก็รู้สึกผูกพัน จริงๆ ตอนแรกก็ไม่ได้อยากจะเป็นเหมือนพ่อหรอก ตอนเด็กๆ จำได้ว่า อยากเป็นตำรวจ อยากเป็นโน่นเป็นนี่ แต่เรารู้ตัวว่าชอบวาดรูป ก็วาดมาเรื่อยๆ

| เส้นทางที่เลือกเอง

พี่โจ้ : เราจะดูว่าลูกชอบอะไร ดูพื้นฐานของเขา เราจะไม่บังคับว่าลูกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เราจะไม่กีดกัน ถึงแม้เราจะทำงานด้านศิลปะ แต่ถ้าเค้าอยากเป็นตำรวจ หรือเป็นอย่างอื่น ก็ไม่เป็นไร อยู่ที่เขาเลือกเลย เมื่อก่อนเราไม่มีโอกาสได้เรียน พอมารุ่นลูก เขาชอบอะไร เราก็สนับสนุนเต็มที่

“งานศิลปะมันสอนกันยาก เขาจะจำจากเราแล้วไปทำตามมากกว่า ทุกคนมีลายเส้นของตัวเอง อย่างลูกเราก็ไม่สามารถจะทำตามลายเส้นพ่อได้”

| คำสอนของพ่อที่จำขึ้นใจ

เพ้นต์ : ส่วนใหญ่พ่อก็เหมือนเพื่อน เราคุยกันได้ตลอด มีบ้างที่เราไม่เข้าใจ บางทีก็ทะเลาะกันหนัก มีคำหนึ่งที่พ่อสอนแล้วเราจำได้ขึ้นใจเลยคือ สิ่งที่พ่อให้ต้องเก็บรักษาดีๆ ต้องเห็นคุณค่า อย่างพวกของเล่นที่พ่อซื้อให้ เราก็เก็บมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยทิ้งเลย

| ผลงานลูกชาย

เพ้นต์ : ชิ้นนี้เป็นงานสมัยเรียน แรงบันดาลใจก็มาจากพวกของเล่นกับช่วงเวลาในวัยเด็ก ตอนเด็กผมไม่ได้อยู่กับพ่อ นานๆ พ่อจะมาหาทีเขาก็จะตามใจซื้อของเล่นให้

ส่วนผลงานล่าสุดก็คือ “เจแปนเรโทรเฟส รวมพลคนรักคับ” ของ Honda Super Cup ก็ไปประกวดมา แล้วชนะได้เงินรางวัลกับแพ็กเกจไปเที่ยวญี่ปุ่น แรงบันดาลใจในการแต่งรถคันนี้ ได้มาจากการแต่งตัวของวัยรุ่นสมัยนี้ ที่มีความป๊อปสีสันฉูดฉาด

| สิ่งที่พ่อภูมิใจที่สุด

พี่โจ้ : ความภูมิใจของคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ เราไม่รู้หรอกว่าโตขึ้นเขาจะเป็นอะไร แต่เมื่อเขาสามารถอยู่ในสังคมได้ ไม่เป็นภาระของสังคม เลี้ยงตัวเองได้ เราก็ภูมิใจที่สุดแล้ว ถือว่าเราเลี้ยงลูกได้สำเร็จแล้ว

| ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันบ่อยที่สุด

พี่โจ้ : ช่วงเย็นๆ เวลาทำงานเสร็จแล้วเราจะมานั่งเล่นกัน ส่วนใหญ่ก็เล่นไพ่ (หัวเราะ) ไพ่ยูโน่ จริงๆ แล้วเราสนิทกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว เราจะมีเวลาของครอบครัวที่มานั่งโต๊ะเดียวกัน คุยกันว่าตอนนี้รู้สึกยังไง มีปัญหาอะไรไม่สบายใจ เรามาแชร์กัน อย่าให้เขาไปคิดเอง เราต้องเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาของเขา เพราะเราเคยเจอมาก่อน เรารู้ว่าควรทำอย่างไร แต่ก็อยู่ที่เขาตัดสินใจว่าจะเอาไงต่อ เราพยายามไม่เปิดช่องว่างพวกนี้ เพราะไม่งั้นเด็กมันจะห่างจากเรา เลี้ยงลูกให้เหมือนเพื่อน เราเป็นทุกๆ อย่างสำหรับเขา

“เราทำงานไม่เน้นเงิน ซึ่งมันดีอย่างที่เราได้ทำงานอยู่บ้าน ตื่นมาก็เจอลูก ได้คุยกับลูก ได้ใกล้ชิดกัน ลูกไม่สบายก็พาไปโรงพยาบาล ดีกว่าทำงานหนัก เช้ารีบไปทำงานไม่ทันได้อยู่กับลูก“

| ฝากบอกอะไรถึงกันและกันหน่อย

พี่โจ้ : สำหรับลูกชายคนโต เขาก็เป็นกำลังหลักของครอบครัวเหมือนกัน นับวันเราก็แก่ตัวลง เหมือนเทียนที่เริ่มหมดไฟลงทุกวันๆ เหลือคนรุ่นใหม่ๆ นี่แหละ ที่จะเติบโตขึ้นมา บางครั้งเขาอาจจะไปมีครอบครัว แต่อย่าลืมคนในครอบครัวเรา อย่าทิ้งน้อง เราต้องดูแลกันก่อนที่จะไปดูแลคนอื่น

เพ้นต์ : อยากบอกพ่อว่า เราก็พยายามดูสิ่งที่เขามอบให้อยู่ เรากำลังปรับตัว ด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่เราอาจจะยังไม่ได้เต็มที่กับมัน แต่ก็พยายามศึกษาทุกอย่าง เพื่อจะทำในสิ่งที่เขาหวังไว้ และเดินตามทางของพ่อ ถึงจะรู้สึกกดดันบ้าง สับสนบ้าง ตอนที่เราเพิ่งเรียนจบ แต่ตอนนี้ก็เข้าใจกันมากขึ้น

Writer