‘Kintsugi’ ศิลปะแห่งการแตกร้าว ร่องรอยสวยงามแห่งความบอบช้ำ

สังคมในปัจจุบันนี้ หลายสิ่งหลายอย่างกำลังสร้างให้มนุษย์ทุกคนเต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ ต้องประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย หรือที่เรียกว่า Perfectionist ที่แม้ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยกลับถูกมองว่าเป็นเรื่องใหญ่คล้ายกับบาดแผลที่ไม่มีวันจางหายไปจากชีวิต เหมือนกับว่าชีวิตนี้จะไม่สามารถเดินออกนอกกรอบแห่งความสมบูรณ์แบบที่ตั้งเอาไว้

— หลุมพรางของความสมบูรณ์แบบ —

แม้อาการของมนุษย์สมบูรณ์แบบจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็เป็นอันตรายไม่เบา เพราะจากผลการศึกษาของโธมัส เคอร์แรน (Thomas Curran) และคณะจากมหาวิทยาลัยบาธ ประเทศอังกฤษ ระบุว่า การยึดติดในความสมบูรณ์แบบคือปัญหาด้านสุขภาพจิต ทั้งความกังวล ความกดดัน ความเครียด ที่ส่งผลให้เหล่า Perfectionist มีโอกาสเกิดภาวะซึมเศร้า มีโอกาสทำร้ายตัวเอง หรือถึงกับฆ่าตัวตายได้มากกว่าคนทั่วไป นี่จึงนำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า คินสึงิ (Kintsugi) ศิลปะเยียวยาบาดแผลที่เรากำลังจะพูดถึง

— คินสึงิ (Kintsugi) คือศิลปะการซ่อมแซมด้วยทองและยางไม้ —

หากทุกคนรู้จักยอมรับความผิดพลาดก็เป็นส่วนหนึ่ง
ที่ขับเคลื่อนชีวิตให้เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ 
เราได้ครูคนใหม่ที่สอนให้เรารู้จักเรียนรู้และปรับตัวให้เราเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น

คล้ายคลึงกับแนวความคิดที่ได้มาจากศิลปะซ่อมแซมถ้วยชามแตกด้วยรักทองที่ชื่อว่า ‘คินสึงิ (Kintsugi)’ หนึ่งในงานฝีมือสัญชาติญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน กลายเป็นปรัชญาและความเชื่อที่ว่า ถ้วยชามที่แตกบิ่นนั้นไม่ควรทิ้งขว้าง แต่ควรซ่อมเพื่อให้พวกมันกลับคืนมามีชีวิตอีกครั้ง เพราะในการดำเนินชีวิตของเราทุกคนนั้น ล้วนหลีกหนีความเจ็บปวดไปไม่พ้นทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งบาดแผลทางใจเหล่านี้ ควรได้รับการเยียวยาให้กลับมาดีดังเดิม ดังนั้นปรัชญา ‘คินสึงิ’ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อซ่อมแซมบาดแผลทางใจที่หนักหนาและค้างคา เพื่อที่เราจะได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเข้มแข็งมากขึ้น

Photo Credit : https://bit.ly/34gWCG2

โดยศาสตร์นี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 สมัยโชกุนคนที่ 8 แห่งโชกุนตระกูลอาชิกางะ ได้ส่งถ้วยชาที่เสียหายไปยังประเทศจีนเพื่อซ่อมแซม และมันก็ถูกส่งกลับมาในสภาพที่มีตัวเย็บเหล็กที่ไม่สวยงาม จึงทำให้เกิดการคิดค้นหาวิธีที่ดีกว่าอย่าง ‘คินซึงิ’ ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายดังนี้ คิน แปลว่าทอง และ ซึงิ แปลว่าต่อ เชื่อม ส่วนวิธีการนั้น คือการซ่อมแซมภาชนะด้วยการนำ รัก หรือ อุรุชิ (urushi) ที่สกัดมาจากยางของต้นอุรุชิของญี่ปุ่นผสมเข้ากับ ทอง แล้วนำมาซ่อมแซมภาชนะส่วนที่แตกหรือบิ่นให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม ส่วนเหตุผลที่นำยางรักมาใช้ก็เพราะว่า ยางรักมีความทนทานและปลอดภัยในการใช้งานเกี่ยวกับอาหารนั่นเอง

— Kintsugi = Wabi – Sabi ปรัชญาแห่งการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบ —

“ไม่มีอะไรคงอยู่ยืนยาว และไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ”

ประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในชีวิตว่า ไม่มีอะไรแน่นอนของหลักศาสนานิกายเซ็น ที่เรียกว่า Wabi – Sabi (วาบิ ซาบิ) เป็นการค้นหาความงามของความไม่สมบูรณ์แบบและความไม่สมมาตรความเรียบง่ายรู้จักพอประมาณไม่ฟุ่มเฟือยซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Kintsugi จึงกลายเป็นแนวคิดที่ชาวญี่ปุ่นนับถือกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งคำว่า Wabi-Sabi คือการรู้จักยอมรับและเรียนรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีเรื่องร้าย การเริ่มต้น เติบโต และจางหายไป ทั้งหมดมันคือวัฐจักรของชีวิต จงยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเอง

ซึ่งการเลือกใช้ชีวิตโดยยึดหลัก Wabi-sabi แบบฉบับชาวญี่ปุ่นเป็นการเลือกที่มีสติ และเลือกใช้ชีวิตเรียบง่าย เหมือนกับคำที่คนเคยบอกไว้ว่า “ชีวิตเรามีสองช่วง ช่วงแรกจะเป็นการกอบโกย การสรรหาและครอบครอง ชีวิตช่วงหลังเป็นการแก้ไข และปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เรามีอยู่นั้น แก้ไขทำให้มันดีขึ้น” เปรียบได้กับชีวิตของคนเราแม้วันที่ล้มลง จิตใจแตกสลายซำ้แล้วซ้ำเล่า ก็สามารถถูกซ่อมแซมให้ลุกขึ้นมาใหม่ พร้อมกับร่องแห่งบาดแผลที่ยังคงอยู่เป็นบทเรียนให้กับเรา

ปรัชญาญี่ปุ่นทำให้เราสนใจสิ่งที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน และยินดีกับหนทางของสิ่งที่มันเป็น ดังเช่น ศิลปะแบบ Kintsugi ที่ซ่อมแซมภาชนะโดยเอาทองมาปิดรอยแตก แทนที่จะซ่อนรอยแตกรอบตำหนิ แต่กลับทำให้มันโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้ง 

________________________________________________________________________________________

Sources :
https://bit.ly/2rsrl5T
https://bit.ly/2YI7kVa
https://bit.ly/2rHOIbF
https://bit.ly/2YDrn72
https://bit.ly/36yQ7QJ
https://bit.ly/347DdaE
https://bit.ly/2RLXjEK
https://bit.ly/2E76zv8
https://bit.ly/2LNZTGr

Writer