ห่างหายกันไปพักใหญ่ (มากๆ) จากบทความที่แล้วที่เราพาไปบุก Isle of Skye เกาะทางตอนเหนือของสก็อตแลนด์ คราวนี้เรากลับมาอีกครั้งหลังจากส่ง Dissertation และตะลอนเที่ยวเก็บเมืองต่างๆ ในยุโรปก่อนเตรียมตัวกลับไทย ซึ่งช่วงเดือนกันยายนนี้ต้องมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลายคนที่บินมาเรียนต่ออังกฤษกันแน่นอน เราเลยอยากจะแนะนำทริปในประเทศอังกฤษ ที่เหมาะสุดๆ สำหรับใครที่ยังไม่มี Schengen Visa (นักเรียนที่นี่กว่าจะทำวีซ่าได้ต้องรอ Statement ธนาคารครบ 3 เดือนก่อนนะ!) โดยครั้งนี้เราจะพาไปทัวร์ Highland ซึ่งเป็นชื่อเรียกพื้นที่ครึ่งบน Scotland นั่นเอง

แล้ว Highland มีดียังไง? สำหรับเรา Highland มีธรรมชาติที่สวยมากๆ ทั้งภูเขา ทุ่งหญ้า และทะเลสาบ แต่นอกจากธรรมชาติแล้วที่นี่ยังมีประวัติศาสตร์ด้วย ตามทางเราจะเจอปราสาทยุคกลางที่น่าสนใจให้แวะเข้าไปชมและเรียนรู้ได้ เรียกว่ามีครบทั้งสายธรรมชาติและสายประวัติศาสต์เลย

วิธีการเดินทางก็ไม่ยากมาก เราจะเริ่มกันจากเอดินบะระ เมืองหลวงของสก็อตแลนด์ (ใครยังไม่เคยเที่ยวที่นี่จะค้างสักคืนสองคืนก็ได้) แล้วขับรถขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าเรามาที่นี่ช่วงปลายเดือนธันวาคม นั่นแปลว่าพระอาทิตจะขึ้นประมาณ 9 โมงเช้า และตกบ่าย 3 ครึ่ง นั่นแปลว่าเรามีเวลาเที่ยวประมาณ 6 ชั่วโมงในหนึ่งวัน! แต่มาเที่ยวช่วงนี้ก็มีข้อดีนะ เพราะด้วยอุณหภูมิที่หนาวเกินศูนย์องศามาแค่นิดหน่อย นั่นแปลว่าเรามีโอกาสได้เจอหิมะ ซึ่งถือเป็น Rare Item มากๆ สำหรับใครที่มาจากลอนดอนหรือทางตอนใต้ของอังกฤษ อาจจะได้เจอวิวหิมะสวยๆ ข้างทางก็เป็นได้


เกริ่นมาเยอะแล้ว มาเริ่มเดินทางกันเลยดีกว่า ทริปนี้เราใช้เวลาทั้งหมด 6 วัน 5 คืน (โดยนอนที่เอดิบะระและ Isle of Skye อย่างละหนึ่งคืน) วันแรกเราออกจากเอดินบะระแต่เช้าไปโดยมีจุดหมายปลายทางคือ Fort William เมืองเล็กๆ ที่เป็นตั้งของภูเขา Ben Nevis ภูเขาที่สูงที่สุดในอังกฤษ ระหว่างทางเราแวะปราสาท Stirling Castle ไปฟังเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังเมือง Luss เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบ Loch Lomond ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดใน Great Britain จุดนี้บอกเลยว่าประทับใจกับวิวทะเลสาบและเมฆหมอกมาก ถึงน้ำจะไม่สวยแบบทะเสสาบในสวิสเซอร์แลนด์ แต่นี่แหละบรรยากาศอึมครึมแบบสก็อตแลนด์ที่แท้จริง

ช่วงบ่ายเราจะมุ่งไปที่ Glencoe แต่ถ้าใครมีเวลาเหลือแวะไป Inveraray Castle กันก่อนก็ได้ เราไม่ได้แวะที่นี่ แต่คิดว่าน่าจะสวยกว่า Stirling Castle ที่ไปมา เสร็จแล้วพุ่งตรงมาที่ Glencoe กันได้เลย ที่นี่ต้องบอกเลยว่าสวยพีคมาก และเป็นโลเคชั่นที่ถ่ายทำ Skyfall ด้วย ระหว่างทางที่มา Glecoe เราต้องร้องอู้วอ้ากันตลอดทาง เพราะสวยมาก โชคดีที่มีแดดออกมาทักทายกันบ้าง ทำให้ทุ่งหญ้าสีทองของเราดูสวยอะเมซิ่งมากๆ (ใครที่มาช่วงสปริงจะเจอทุ่งหญ้าสีเขียวแทนนะ!) ระหว่างทางจะมีจุดแวะให้จอดรถชมวิว บอกเลยว่ายิ่งช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดินนี่คือ Golden Hour ของจริง ทั้งภูเขา ต้นสน ลำธาร ถนนคดเคี้ยว ทุกอย่างคือลงตัวหมด หลังจาก Glencoe เราก็มาพักที่ Fort William เตรียมพร้อมเดินทางต่อไปยัง Isle of Skye ที่เราแนะนำไปเมื่อครั้งก่อน


ออกมาจาก Isle of Skye เราจะเจออีกหนึ่งปราสาทคือ Eliean Donan Castle ตั้งอยู่กลางน้ำ ตัวปราสาทค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ถ้าเข้าข้างในต้องซื้อตั๋ว เราเลยแค่ถ่ายรูปจากข้างนอก แล้วตรงบึ่งไปยัง Fort Augustus เมืองเล็กๆ ติดกับ Loch Ness ระหว่างทางหิมะเริ่มตก เราก็ตื่นเต้นกันใหญ่เพราะได้ชมบรรยากาศข้างทางที่คลุมไปด้วยหิมะ เข้ากับช่วงคริสต์มาสมากๆ พอมาถึง Fort Augustus เราก็เดินมาสำรวจ Loch Ness ทะเลสาบที่มีตำนาน Nessie สัตว์ประหลาดลึกลับอันโด่งดังกันก่อนเลย ที่นี่มี Cruise ให้ล่องเรือไปตามรอย Nessie กันด้วยนะ แต่ถึงแม้ว่าเมืองนี้จะมีขนาดเล็กมาก แต่ความน่ารักไม่ได้ลดลงเลย เพราะเราสามารถเดินเล่นชมเมืองพร้อมกับชมวิวทะเลสาบได้ในที่เดียว เรียกว่าคุ้มมากๆ ส่วนใครอยากชมปราสาท ใกล้ๆ กันมี Urquhart Castle ที่สามารถชมวิวทะเลสาบได้เหมือนกัน

ก่อนจะกลับเราแวะค้างคืนที่เมือง Inverness อีกหนึ่งเมืองน่ารักโรแมนติกก่อนที่จะขับรถยาวกลับไปเอดินบะระท่ามกลางมะที่โปรยปรายลงมาไม่ยอมหยุด ยิ่งได้วิวป่าสนข้างทางยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ วิวแบบนี่เรามองเท่าไหร่ก็ไม่มีเบื่อ สำหรับใครที่มองหาที่เที่ยวหน้าหนาว เราว่าสก็อตแลนด์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเลยนะ จะหนาวแล้วก็หนาวให้สุดไปเลย ชมธรรมชาติทั้งภูเขา ทะเลสาบ และหิมะ ครบเครื่องแบบนี้ฟินสุดๆ เลยแหละ

Facebook Comments
Natcha
นักเขียนที่คิดถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ทุกลมหายใจ ตั้งแต่เรื่อง อาหาร ศิลปะ แฟชั่น และยังมีแพชชั่นกับการเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อถ่ายภาพบันทึกวิถีชีวิตของผู้คนและสิ่งรอบตัว เพราะเชื่อว่าภาพถ่ายเป็นสื่อที่สามารถเก็บความประทับใจและความทรงจำได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง