CITY

บุก 10 เมืองใหญ่ ที่มีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก

เมื่อองค์กรระดับโลกอย่าง MIT’s Senseable Lab และ World Economic Forum (WEF) จับมือกันสร้างเว็บไซต์แผนที่ ‘Treepedia’ ขึ้นมา ด้วยการดึงเอาข้อมูลจาก Google Street View มาคำนวณและประมวลผลเพื่อหาดัชนีมุมมองสีเขียวหรือปริมาณต้นไม้ในเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ ทั่วโลก สามารถวางแผนการวางผังเมืองในอนาคตต่อไปได้  

และแม้ใน Treepedia จะไม่นับรวมพื้นที่สีเขียวจากสวนสาธารณะและป่า แต่ในบทความนี้เราขอเล่าถึงภาพรวมทั้งหมดของทั้ง 10 เมือง ว่ามีแนวทางหรือวิธีการบริหารจัดการเมืองอย่างไรในการรักษาและเพิ่มพื้นที่สีเขียวเหล่านี้ให้มากขึ้นในทุกๆ ปี

อันดับที่ 10 | ไมอามี, รัฐฟลอริดา

มาเริ่มกันที่เมืองซึ่งมีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับ 10 ของโลกอย่าง ‘ไมอามี’ เมืองสำคัญเมืองหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐฟลอริดา ทั้งยังเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางธุรกิจหลายแขนง โดยเฉพาะธุรกิจเรือสำราญของโลก สมกับฉายาเมืองแม่น้ำแห่งอเมริกาอย่างแท้จริง

ในปี ค.ศ. 2008 ‘ฟอร์บ’ นิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจและการเงินของอเมริกาได้จัดอันดับให้ไมอามีเป็นเมืองที่สะอาดที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยวัดจากคุณภาพอากาศ ปริมาณพื้นที่สีเขียว การประปา ความสะอาดบนท้องถนน และระบบการจัดการขยะ โดยมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 19.4% ต่อความหนาแน่นของประชากร 4,770/km2


อันดับที่ 9 | โทรอนโต, แคนาดา

ต่อกันด้วยอันดับที่ 9 เมืองที่มีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก ตกเป็นของ ‘โทรอนโต’ ประเทศแคนาดา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีผู้คนหลายเชื้อชาติมากที่สุดเมืองหนึ่ง ทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ ศิลปะ วัฒนธรรมระดับนานาชาติ และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเป็นสากลมากที่สุดในโลกด้วย 

โทรอนโต ยังมีพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่รอบเมืองมากมาย ตั้งแต่สวนสาธารณะ จัตุรัสเมือง ไป จนถึงต้นไม้ตามข้างทาง อีกทั้งโทรอนโตยังเป็นผู้นำด้านการออกแบบที่ได้การรับรอง LEED หรือการออกแบบพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่เป็นมาตรฐานระดับโลกอีกด้วย โดยมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 19.5% ต่อความหนาแน่นของประชากร 4,150/km2


อันดับที่ 8 | ซีแอตเทิล, รัฐวอชิงตัน

ข้ามมาที่ฝั่งอเมริกาอีกครั้ง สำหรับ ‘ซีแอตเทิล’ นั้นถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับ 8 ของโลก สมกับสมญานามที่ว่า ‘The Emerald City’ หรือเมืองมรกต เพราะมีพื้นที่สีเขียวจำนวนมาก คิดเป็น 20% ต่อความหนาแน่นของประชากร 3,151/km2 จากสวนสาธารณะ ป่าไม้ และพื้นที่เขียวอื่นๆ ในเมือง โดยเมื่อปี ค.ศ. 2017 วอชิงตันได้รับการโหวตให้เป็นรัฐที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของอเมริกาอีกด้วย

นอกจากนี้ซีแอตเทิล ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองที่ยั่งยืนที่สุดของประเทศอเมริกา จากการวางเป้าหมายพัฒนาเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายหนึ่งในนั้นคือ ‘The Green Seattle Partnership’ (GSP) ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อฟื้นฟูและบำรุงรักษาสวนป่าในซีแอตเทิล โดย GSP ได้ทำงานร่วมกับอาสาสมัครหลายพันคน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ในการปลูกต้นไม้มากกว่า 150,000 ต้น และเรียกคืนพื้นที่สวนกว่า 1,000 เอเคอร์ทั่วเมืองกลับมา


อันดับที่ 7 | อัมสเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์

‘อัมสเตอร์ดัม’ นอกจากมีสถานะเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าที่คึกคักแล้ว มันยังเป็นเมืองแห่งการขับขี่จักรยาน ที่ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่คนปั่นจักรยานเต็มเมือง ดูได้จากผลสำรวจของ Bicycle Cities Index ณ ปัจจุบัน พบว่า ‘อัมสเตอร์ดัม’ ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับจักรยานเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เพียงไม่ถึง 1 คะแนน

หากใครเคยไปเที่ยวอัมสเตอร์ดัม เชื่อว่าหลายคนต้องสัมผัสได้ถึงความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมของเมืองนี้ เพราะทุกซอกทุกมุมนอกจากเต็มไปด้วยคลองแล้ว เราจะเห็นความเขียวชอุ่มของต้นไม้และพื้นที่สีเขียว อย่างสวนสาธารณะมากกว่า 30 แห่ง ซึ่งล้วนมาจากแผนพัฒนาเมืองของอัมสเตอร์ดัมที่กำหนดว่า ต้องเพิ่มพื้นที่ให้คน ลดพื้นที่รถยนต์ แต่ไม่ถมคลอง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายตึกเก่านั่นเอง ทำให้สัดส่วนพื้นที่สีเขียวของอัมสเตอร์ดัมมีถึง 20.6% ต่อความหนาแน่นของประชากร 4,908/km2


อันดับที่ 6 | เจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์

‘เจนีวา’ เมืองใหญ่อันดับสองของสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งอยู่บริเวณต้นแม่น้ำโรน ซึ่งไหลออกจากทะเลสาบเจนีวา มีสถานะเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐแห่งรัฐเจนีวา ถือเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางของโลก ทั้งด้านการเงิน ทางการทูต โดยในปี ค.ศ. 2017 เจนีวาได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางการเงินอันดับ 15 ของโลก และเป็นที่ 5 ของทวีปยุโรป ทั้งยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลกในปีเดียวกันอีกด้วย

เจนีวายังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสวนสาธารณะ เพราะในเมืองเต็มไปด้วยสวนสาธารณะกว่า 50 แห่ง คิดเป็นพื้นที่สีเขียวกว่า 21.4% ต่อความหนาแน่นของประชากร 12,000/km2


อันดับที่ 5 | แฟรงก์เฟิร์ต, เยอรมนี

‘แฟรงก์เฟิร์ต’ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐเฮ็สเซิน และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเยอรมนี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไมน์ ความน่าสนใจของแฟรงก์เฟิร์ต คือเป็นเมืองที่มีการพัฒนาหลากหลายรอบด้าน นอกจากจะให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คน เศรษฐกิจการค้า และการท่องเที่ยวแล้ว เรื่องของสิ่งแวดล้อมก็ถูกให้ความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเห็นว่ามีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2021 รวมถึงจะไม่สร้างอาคารในพื้นที่สีเขียว เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวเมืองให้ดีขึ้น

การคํานึงถึงปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวถูกเพิ่มเข้ามาในนโยบายพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน (Frankfurt 2030) ทำให้ตอนนี้ แฟรงก์เฟิร์ตมีสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวมากถึง 21.5% ต่อความหนาแน่นของประชากร 3,000/km2


อันดับที่ 4 | ซาคราเมนโต, รัฐแคลิฟอร์เนีย

‘ซาคราเมนโต’ เมืองหลวงของรัฐแคลิฟอร์เนีย ในอดีตเคยเป็นเมืองการค้าและการขนส่งที่สำคัญในยุคล่าทอง ปัจจุบันซาคราเมนโตเป็นเมืองศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสุขภาพของรัฐ และยังเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘Hipster City’ ที่สุดในแคลิฟอร์เนีย โดยในปี ค.ศ. 2020 นิตยสาร ‘Time’ จัดให้ซาคราเมนโตเป็นเมืองที่มีความหลากหลายมากที่สุดของอเมริกา

ซาคราเมนโต ยังริเริ่มแนวคิดเมืองสีเขียว โดยบริษัทในเครือฟ็อลคส์วาเกิน (Volkswagen) ได้กำหนดให้เมืองซาคราเมนโตเป็นเมืองสีเขียวแห่งแรกในแผนการลงทุน Zero-Emission Vehicle ในปี ค.ศ 2017 ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า ‘Sac-to-ZERO’ นอกจากนี้เมืองซาคราเมนโต ยังให้ความสำคัญกับการรักษาต้นไม้ทุกต้นจนถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับ 4 ของโลก ซึ่งมีสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 23.6% ต่อความหนาแน่นของประชากร 1,800/km2


อันดับที่ 3 | แวนคูเวอร์, แคนาดา

‘แวนคูเวอร์’ เป็นเมืองท่าชายฝั่งที่มีชื่อเสียงทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา ซึ่งเมื่อปี ค.ศ. 2014 แวนคูเวอร์ได้รับการโหวตว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก เพราะผู้คนที่เป็นมิตรไมตรี เมือง และการท่องเที่ยวสวยงาม ซึ่งถ้าดู Google Street View เราจะเห็นว่าในแวนคูเวอร์มีสวนสาธารณะที่มีขนาดใหญ่มาก อย่าง ‘Stanley Park’ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ในอเมริกาเหนือ

ย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ในงานประชุม ICLEI World Conference 2015 ที่เกาหลีใต้ แวนคูเวอร์ ได้ประกาศว่าจะเป็นเมืองที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% รวมทั้งมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้อาคารใหม่ที่จะก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 เป็นต้นไปเป็นอาคารสีเขียว (Green Buildings) หรืออาคารที่สร้างขึ้นมาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งหมดอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างพื้นที่สีเขียวในเมืองเพิ่มขึ้นด้วยการปลูกต้นไม้เพิ่มอีก 150,000 ต้นในเมือง ระหว่างปี ค.ศ. 2010 – 2020 รวมถึงทำให้ประชากรในเมืองมีเวลาในการเดินเท้าอย่างน้อย 5 นาทีในพื้นที่สีเขียว โดยตอนนี้มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียว 25.9% ต่อความหนาแน่นของประชากร 5,249/km2


อันดับที่ 2 | สิงคโปร์

‘สิงคโปร์’ ถูกกล่าวว่าเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ทั้งความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย และคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ โดยเฉพาะ ‘ด้านสิ่งแวดล้อม’ เพราะในสมัยที่สร้างเมือง ‘ลี กวน ยู’ ผู้นำของสิงคโปร์ในขณะนั้นได้ประกาศนโยบาย Garden City เพื่อเปลี่ยนสิงคโปร์ให้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว รวมถึงก่อตั้งหน่วยงานด้านสวนสาธารณะฯ ‘Parks and Recreation Department’ เพื่อให้คนเข้าใจและอยู่ร่วมกับต้นไม้ได้อย่างยั่งยืน

และในอีก 10 ปีข้างหน้า สิงคโปร์ตั้งเป้าว่าจะมีอาคารสีเขียว (Green Buildings) หรืออาคารที่สร้างขึ้นมาอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็น 80% ของอาคารที่มีอยู่ทั้งหมด และสามารถลดการใช้พลังงานลง 30% ของปัจจุบัน

เพราะการเห็นต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทำให้ปัจจุบันสิงคโปร์ถือเป็นเมืองที่มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเป็นอันดับ 2 โลก มากถึง 29.3% ต่อความหนาแน่นของประชากร 7,797/km2 และมีพื้นที่สาธารณะ 350 แห่ง มีเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียวยาว 112 กม. โดยการออกแบบจะเน้นวางผังเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียว สร้างสวนสาธารณะให้กระจายทั่วเมือง พร้อมเชื่อมโยงทางเดินเท้าและช่องทางจักรยาน เพื่อสร้างแหล่งสันทนาการเชิงธรรมชาติ และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชาวสิงคโปร์


อันดับที่ 1 | แทมปา, รัฐฟลอริดา

ถ้าพูดชื่อเมือง ‘แทมปา’ ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูคนไทยมากนัก แต่รู้หรือไม่ว่าในแผนที่ Treepedia ‘แทมปา’ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่มีความหนาแน่นของพื้นที่สีเขียวมากที่สุดในโลก อยู่ที่ 36.1% ต่อความหนาแน่นของประชากร 1,283/km2 เมืองนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่งตะวันตกของรัฐฟลอริดา ฮิลห์โบโรห์ ของอเมริกา

โดยเทมปามีภารกิจที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสริมเมืองให้มีความยั่งยืนและน่าอยู่ให้ผู้อยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเป้าหมายหนึ่งในนั้นคือการทำให้เทมปาเป็น ‘Green Tampa’ ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การกำจัดของเสียและรีไซเคิล ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงจัดการดูแลสวนสาธารณะ ป่า และเส้นทางสีเขียวไปพร้อมๆ กัน

Contributor

พัชรี บอนคำ

Writer

นักเขียนจากดินแดนที่ราบสูง ผู้มีชีวิตอยู่เพื่ออ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ได้กินอาหารดีๆ และใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะมีฟาร์มเห็ดเป็นของตัวเอง