ซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง แห่งย่านเฟื่องนคร ซอสพริกที่อายุพอๆ กับประชาธิปไตย 2475

“สวัสดีครับ ขอพูดคุยสักหน่อยได้ไหมครับ” 

ผมทักทายคุณตา ลคุฑ สุวรรณประสพ วัย 83 ปี เจ้าของโรงงานซอสพริกศรีราชาแห่งนี้ คุณตาลากเก้าอี้มานั่งพูดคุยอย่างเต็มใจ พร้อมส่งความรู้สึกที่เอ็นดูแขกไปใครมาดุจลูกหลานตั้งแต่พบกันครั้งแรก ก่อนจะเท้าความถึงช่วงตั้งไข่ของซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง ให้ผมฟัง

“แม่ผมเป็นคนศรีราชา แม่จะชอบทำซอสพริกกินคู่กับอาหารทะเลเวลาเพื่อนมาเยี่ยมที่บ้าน ทำมาหลายปีเพื่อนก็ติดใจจนเริ่มทำขายจริงจัง ทีนี้พ่อผมซึ่งเป็นข้าราชการอยู่ที่กรมชลประทาน และต้องไปดูงานที่ต่างจังหวัด เขาก็พบรักกันและย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ที่เฟื่องนคร”

ตึกแถวในยุครัชกาลที่ 4 ตรงข้ามวัดราชบพิธที่ไม่ผ่านการรีโนเวตใดๆ มีป้ายไม้โบราณเป็นชื่อร้านหัตถกรรมมาคารติดไว้ บวกกับประตูบานเฟี้ยม และตู้กระจกเก่าซึ่งมีซอสพริกสูตรของคุณแม่วางเรียงรายกัน สำหรับผมแล้วร้านค้าเล็กๆ แห่งนี้ถือเป็นพิกัดที่ชวนหลงใหลไม่น้อย เพราะหากมองไปรอบย่านเฟื่องนคร กิจการส่วนใหญ่มักจะเป็นร้านกาแฟ ร้านหนังสือ โรงพิมพ์ และร้านขายเพชรพลอย นั่นทำให้หัตถกรรมมาคารกลายเป็นร้านขายซอสพริกเพียงหนึ่งเดียวของย่าน

ซอสพริก 2475 เกิดมาพร้อมประชาธิปไตย

ที่มาของชื่อแบรนด์สุดน่ารัก ตราเหรียญทอง มาจากการที่คุณแม่ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้พาซอสพริกศรีราชาสูตรเด็ดเข้าประกวดในงานฉลองรัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในยุคที่รัฐบาลสนับสนุนสินค้าไทยจนสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองมาได้ จึงเรียกได้ว่าซอสพริกเจ้านี้ เกิดมาพร้อมๆ กับระบอบประชาธิปไตยก็คงไม่ผิดแปลกอะไร

คุณตาลคุฑเล่าต่อว่า ในยุคนั้นถึงขั้นต้องขนเหรียญทองไปยืนยันกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ว่าสินค้าเรามีคุณภาพและได้รับรางวัลมากมาย ด้วยรสชาติที่เป็นเลิศและมีการการันตีความปลอดภัย ทำให้ร้านหัตถกรรมมาคารพา ‘ซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง’ เข้าไปอยู่ในใจและห้องครัวของผู้คนมาร่วม 90 ปี

งานคราฟต์แห่งเฟื่องนคร

เหรียญทองแห่งความภาคภูมิใจได้ถูกหยิบยกมาเป็นฉลากบนขวดซอสพริก โดยคุณตาเปรยกับผมว่าฉลากทุกชิ้นที่แปะอยู่บนขวดซอสนั้นคราฟต์ด้วยการติดฉลากทีละแผ่นด้วยกาวแป้งเปียก ส่วนซอสพริกที่ถูกบรรจุอยู่ในขวดก็คราฟต์ตั้งแต่การซื้อพริกสดจากปากคลองตลาด และนำมาต้มพร้อมปรุงซอสโดยไม่ใส่ผงชูรสหรือสารกันบูด ที่สำคัญคือไม่ใส่แป้ง ทำให้เนื้อซอสไม่ข้นจนเกินไป ชูรสด้วยพริกและน้ำส้มสายชูที่หมักอย่างดี

โดยซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง มี 2 สูตรคือ ‘สูตรเผ็ดน้อย’ ที่ใช้พริกชี้ฟ้า และ ‘สูตรเผ็ดมาก’ ที่ใช้พริกขี้หนู ซึ่งมีด้วยกัน 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ส่วนราคาก็เรียกได้ว่าย่อมเยามากๆ เพราะเริ่มต้นเพียง 16 บาท 19 บาท ไปจนถึง 38 บาทเท่านั้น

คลุกคลีเรื่องพริกๆ

คุณตาพาย้อนเวลาอีกว่า แต่ก่อนย่านเฟื่องนครคึกคักกว่านี้ เพียงแต่ถนนหนทางอาจจะดีสู้ปัจจุบันไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นไปตามเทคโนโลยีและยุคสมัย ตัวเขาเองก็วิ่งเล่นอยู่แถวนี้เหมือนเด็กทั่วไปที่ร่ำเรียนตามสถาบันใกล้บ้าน พร้อมกับรับหน้าที่เป็นทั้งพนักงานเฝ้าร้าน คนส่งซอสพริกตามร้านต่างๆ ไปจนถึงเรียนรู้เป็นนักปรุงซอสสูตรคุณแม่

จนเมื่อเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณตาก็สานต่อและดูแลกิจการซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง มายาวนานจนถึงปัจจุบัน

ทายาทซอสพริกยอมรับกับผมว่า “ผูกพันกับซอสพริกมาตั้งแต่เด็ก และตั้งใจสืบทอดธุรกิจของที่บ้าน” ทำให้เขาเลือกเรียนในสายบัญชี และเมื่อจบมาทำกิจการของครอบครัว ก็ไม่เคยหมดไฟในการทำงานเลยสักวินาทีเดียว พร้อมสานต่อทายาทรุ่นที่สามโดยลูกชายเพื่อให้ซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง ยังคงมีลมหายใจต่อไป

สำหรับผมแล้ว วัดวาอาราม ร้านหนังสือที่อบอวลด้วยกลิ่นกระดาษ คาเฟ่ดีไซน์โดนๆ จากน้ำมือคนรุ่นใหม่ โฮสเทล ห้างขายจิวเวลรี่ รวมถึงร้าน ‘หัตถกรรมมาคาร’ ซึ่งขายซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง ล้วนเติมเต็มให้ย่านเฟื่องนครมีเสน่ห์ชนิดที่หาบรรยากาศแบบนี้จากที่อื่นได้ยาก และทำให้อยากกลับมาเยือนย่านนี้อีกบ่อยๆ เพราะในฐานะคนที่ชอบย่านเก่าอย่างผม สิ่งเหล่านี้มันทำให้ชุ่มชูใจไม่น้อยเลย

ก่อนกล่าวอำลา คุณตาลคุฑยังฝากซอสพริกให้เราลองชิมสองสามขวด ซึ่งเมื่อกลับมาถึงบ้านผมก็ไม่พลาดที่จะคดข้าวสวยร้อนๆ และทอดไข่เจียวฟูๆ มากินคู่กับซอสพริกของคุณตา ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง “กินกับอะไรก็อร่อย” แถมยังได้อุดหนุนจากแหล่งผลิตสุดคราฟต์ในราคาที่โคตรเป็นมิตร


หากใครอยากมาเยือนย่านเฟื่องนคร สามารถนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT มาลงสถานีสามยอด แล้วเดินออกกำลังสัก 600 เมตร ร้านหัตถกรรมมาคารจะอยู่ตรงข้ามวัดราชบพิธ สามารถแวะมาพูดคุยสวัสดีคุณตา และซื้อซอสพริกศรีราชา ตราเหรียญทอง ติดไม้ติดมือกลับไปกันได้ 

Writer & Photographer

Photographer