guide

FICS สเปซของคนรักหนัง เสิร์ฟเมนูกลิ่นอายหนังฮิต และมีแกลเลอรีโปสเตอร์สุดแรร์

: เธอชอบหนังเรื่องอะไร เราชอบ The Lobster มาก
: เรามี Call Me by Your Name เป็นเรื่องโปรด
: งั้นไป FICS กัน เขาว่าเป็นสเปซใหม่ของคอหนัง มีคาเฟ่ แกลเลอรีโปสเตอร์หนัง มีตู้ถ่ายรูปด้วย อยู่ในซอยสุขุมวิท 31 

เพราะทุกคนมีภาพยนตร์ในดวงใจ เลยอยากชวนตีตั๋วเข้าโลกอีกใบของคอหนังที่ FICS สเปซสำหรับคนรักหนังซึ่งมี ‘บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ ผู้กำกับแนวหน้าของไทยเป็นหัวขบวนหลัก เขาและทีมเปลี่ยนตึก 5 ชั้นให้เป็นเหมือนโรงภาพยนตร์ซึ่งเสิร์ฟเมนูซิกเนเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังฮิต 6 เรื่อง มีแกลเลอรีโปสเตอร์หนังหายาก การันตีความโหดที่บางแผ่นเป็นโปสเตอร์ปีเดียวกับที่หนังฉาย มุมคอนเซ็ปต์สโตร์ที่มีของที่ระลึกเอาใจคนรักหนัง ไปจนถึงยกตู้ถ่ายรูปจาก Sculpture Bangkok มาให้เก็บภาพเหมือนฉากในหนังเรื่อง Amélie ว่าแล้วก็เตรียมตัวให้พร้อม เพราะ FICS is now showing!

FICS


Scene 1 : Directors’ Talk – เบื้องหลัง FICS

ถ้าให้อธิบายคำว่า FICS แบบติดกลิ่นอายภาพยนตร์ คำโปรยในใบปิดหนังเรื่อง FICS คงเริ่มด้วยถ้าคุณชอบหนัง อินกับวงการภาพยนตร์ ต้องนึกถึง FICS เป็นที่แรก ตามด้วยความหมายของตัวอักษรสี่ตัวที่เรียงราย

F = Film | I = Inspire | C/S = Concept Store, Coffee Shop และ Community Space

จุดเริ่มต้นของสเปซ 5 ชั้นนี้มาจากแพสชันของบาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ที่อยากสร้างคอมมูนิตี้ให้คอหนังมาพบปะ พูดคุยกัน เพราะเขาค้นพบเสน่ห์จากการขายโปสเตอร์หนังที่ตั้งใจคัดทุกแผ่นในอินสตาแกรม @posterdistrict มีความสุขเล็กๆ กับการได้ตามหาโปสเตอร์ พูดคุยกับคนคอเดียวกันว่ามีโปสเตอร์หนังเรื่องไหนบ้าง ไปจนถึงแบ่งปันหนังให้กันและกันดู จนเกิดความรู้สึกว่าอยากส่งต่อสิ่งที่เขารักให้กับคนอื่นได้สัมผัส เลยคิดทำแกลเลอรีโปสเตอร์หนัง 

บาสนำเรื่องนี้ไปคุยกับครอบครัว ขิม-จุฬารัตน์ หาญรุ่งโรจน์ จ๋า-แพรว พูนพิริยะ ปรีดี-ปรีดี เฮงษฎีกุล จูน-พัชชา เฮงษฎีกุล และเพื่อนร่วมงานที่ฝ่าฝันกันมาทุกการกำกับหนังอย่าง แมน-อมร นิลเทพ เพื่อช่วยกันเพิ่มเติมให้ที่แห่งนี้สมบูรณ์ 

จ๋าที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้วเลยขอเพิ่มโซนคาเฟ่เข้าไป แมนเสนอให้ดึงออฟฟิศทำหนังมาไว้ที่นี่ เรื่อยไปจนถึงทำบาร์ชิลๆ หลังจากนั้นเริ่มมองหาตึกที่จะใช้ละเลงแพสชัน ก่อนมาเจอตึก 5 ชั้นในซอยสุขุมวิท 31 แล้วใช้เวลาร่วม 7 เดือนเพื่อเนรมิตตึกเก่าให้กลายเป็นสเปซของคนรักหนัง 


Scene 2 : Action! – เข้าตู้ถ่ายรูปเหมือนสาวน้อย Amélie

แชะ แชะ แชะ! ชั้นแรกจะมีตู้ถ่ายรูปจาก Sculpture Bangkok ตั้งอยู่มุมขวา ซึ่งกิมมิกนี้หยิบมาจากภาพยนตร์เรื่อง Amélie ที่สาว ‘เอมิลี่’ ตกหลุมรัก ‘นิโน่’ ชายหนุ่มผู้สะสมรูปถ่ายจากตู้ถ่ายรูปติดพาสปอร์ต มุมนี้เลยกลายเป็นอีกโซนฮิตที่แฝงสตอรี่ของหนังยุค 2000s ในใจใครหลายคน แอบกระซิบว่าในอนาคต จะเพิ่มมุม OFTR Bar บาร์นั่งชิลที่ยังคงคอนเซ็ปต์ภาพยนตร์ เพื่อให้คอหนังมาจิบเครื่องดื่มพลางสนทนาภาษาหนังอย่างออกรส

Scene 3 : Director’s Cup – เครื่องดื่มรสชาติหนัง 6 เรื่อง

ผ่านเข้าม่านสีแดง ทักทายพนักงานต้อนรับ เจอป้ายบอกโซนต่างๆ (ให้อารมณ์เหมือนกำลังเข้าโรงหนังจริงๆ เลย) ระหว่างเดินขึ้นบันไดก็กวาดตามองโปสเตอร์หนังที่ติดไว้บนกำแพง ไปจนถึงจอทีวีขนาดใหญ่ที่กำลังฉาย Teaser หนังซึ่งตัดขึ้นใหม่ รวมเอาแต่ซีนกาแฟในหนังเรื่องต่างๆ เพื่อเรียกน้ำย่อยให้เราไปถึงโซน Director’s Cup บนชั้น 2 ที่หยิบจับกลิ่นอายของโรงภาพยนตร์และหนังฮิตมาตกแต่งอย่างลงตัว

ขึ้นมาถึงโซน Director’s Cup ก็ว้าวกับโปสเตอร์หนังฝรั่งเศสยุค 80s เรื่อง Betty Blue ของผู้กำกับ Jean-Jacques Beineix ที่ติดบนผนัง ใกล้ๆ กันนั้นเป็นเคาน์เตอร์สีขาวสะอาด มีโซฟานวมทรงวงรีให้นั่งระหว่างรอคิวสั่งเครื่องดื่มที่ชวนว้าวครั้งที่สอง เพราะมีเมนูซิกเนเจอร์ที่ดึงกลิ่นอายหนังฮิตมาคิดค้นสูตร แถมละเอียดไปจนถึงที่ว่า คนพัฒนาสูตรเครื่องดื่มต้องดูหนังแต่ละเรื่องให้จบก่อนด้วย

ถึงเวลาจิ้มเมนูตามรายชื่อหนังเรื่องโปรดในดวงใจมาชิม เริ่มกันที่ ‘Lost in Translation’ – ภาพยนตร์ที่อวลไปด้วยคัลเจอร์เวสเทิร์นผสมกับโลเคชันในกรุงโตเกียว แก้วนี้จึงดึงมัทฉะเข้มข้น มาผสมผสานกับอูเมชูโซดา เลยเป็นแก้วที่มีความหอมเข้มอมเปรี้ยว

ตามด้วย ‘Blue Is the Warmest Colour’ – หนังรักสีฟ้าแสนนุ่มนวลและละเอียดอ่อน แทนด้วยนมไวต์ช็อกโกแลตผสมกับอัญชัน ท็อปด้วยแท่งซินนามอนเผา เสิร์ฟแบบร้อนเพื่อสร้างความอุ่นๆ นุ่มๆ ตามชื่อหนัง 

อีกเมนูห้ามพลาดคือ ‘Amélie’ – ลาเต้เย็นผสมแยมราสเบอร์รีโฮมเมดที่ทางร้านกวนเอง ตามฉากไอคอนิกที่เอมิลี่กินแยมราสเบอร์รี โรยด้วยกลีบกุหลาบอบแห้ง ซึ่งสะท้อนถึงความสวยงามของสาวน้อยเอมิลี่

แก้วสุดท้ายที่สั่งแล้วถือไปนั่งชิลๆ ด้านนอกคือ ‘Call Me By Your Name’ – หนังเรื่องโปรดในดวงใจที่ทำเอาเราอยากไปเดินเล่นที่อิตาลี ช่วงซัมเมอร์ แก้วนี้จึงเพิ่มความสดชื่นให้เข้ากับบรรยากาศหน้าร้อนด้วยเบสเป็นชา โซดา มะนาว และใบมินต์ พร้อมใส่พีชสดหั่นเป็นชิ้นที่พอจิบแล้วเหมือนนั่งอยู่ริมสระหลังบ้านกับเอลิโอและโอลิเวอร์เลยทีเดียว 

นอกจากนี้ยังมีอีก 2 เมนูซิกเนเจอร์อย่าง ‘Americano Psycho’ – กาแฟ Dirty ผสมรัม เข้มแบบโหดๆ เหมือนหนังเรื่อง American Psycho และ ‘Clockwork Orange’ – ดาร์กช็อกโกแลตผสมซอสส้มซิตรัส เสิร์ฟในแก้วทรงเดียวกับที่อเล็กซ์ใช้ดื่มนมกับแก๊งเพื่อนในหนังดาร์กคอมเมดี้เรื่อง A Clockwork Orange ไม่เพียงเท่านั้นในอนาคต อาจจะเพิ่มเมนูพิเศษประจำเดือนให้ได้ลิ้มลองกัน

Scene 4 : Concept Store – ที่ระลึกของคอหนัง

ในชั้น 2 ยังแบ่งพื้นที่เป็นโซน Concept Store สำหรับส่งต่อของที่ระลึกที่มีไอเดียเกี่ยวกับหนัง ที่ทีมดีไซน์เองทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กระเป๋า แก้วน้ำ โปสต์การ์ด และอื่นๆ ซึ่งถ้าใครเคยดูหรืออินหนังเรื่องนั้นๆ อยู่แล้ว เพียงแค่เห็นของก็จะเก็ตมุกที่ซ่อนอยู่จนอยากซื้อติดมือกลับบ้าน แต่ถ้าใครยังแอบสงสัยก็มีลาเบลเขียนประกอบสินค้าทุกชิ้นว่ามีไอเดียอย่างไร มาจากไหน อย่างเสื้อยืดสกรีนลาย Americano Psycho จากภาพยนตร์เรื่อง American Psycho หรือ โปสต์การ์ดที่พิมพ์ลาย ‘TO ME, YOU ARE… ’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์ Love Actually

Scene 5 : VSH by FICS – ย้อนวัยกับม้วนวิดีโอ

เดินออกมาจากโซนคาเฟ่ จะเจอกับมุม VSH by FICS ที่คัดวิดีโอหนังเก่าหลากเรื่องมาเปิดให้ชมกัน หรือใครอยากให้เปิดเรื่องไหนก็แจ้งพนักงานได้เลย ซึ่งมุมนี้ผุดขึ้นมาในใจบาสก่อนเปิดร้านเพียง 3 วันเท่านั้น เพราะเขานึกถึงช่วงวัยเด็กที่ได้ขลุกอยู่ในร้านเช่าวิดีโอของญาติ และเชื่อว่าหลายคนก็น่าจะเคยผ่านการเช่าวิดีโอ หรือหยิบวิดีโอเข้าเครื่องแล้วนั่งดูเช่นกัน เลยอยากให้มุมนี้พาย้อนความรู้สึกในวันเก่าๆ ที่ยังคงคลาสสิกเสมอ เห็นแล้วนึกถึงตอนเด็กๆ ที่นอนดูวิดีโอกับครอบครัวเลยล่ะ

Scene 6 : Poster District – แกลเลอรีโปสเตอร์สุดแรร์

ขยับขึ้นมาชั้น 3 เป็นโซน Poster District ที่บาสขนโปสเตอร์ภาพยนตร์ที่เก็บสะสมไว้เป็นกุรุสมาจัดแสดงเป็นแกลเลอรี ให้คนที่มาได้เปิดประสบการณ์กับเหล่าโปสเตอร์อย่างเต็มที่ ความโหดแบบตัวพ่อคือโปสเตอร์ทุกแผ่นที่บาสคัดมาเองกับมือเป็นโปสเตอร์ออริจินัล ไม่มีรีพรินต์ และยังเป็นใบปิดปีเดียวกับที่หนังเรื่องนั้นฉาย ซึ่งยิ่งเพิ่มความซูเปอร์แรร์ให้กับโปสเตอร์ของที่นี่ เช่น โปสเตอร์หนังเรื่อง Blow-Up (1966) เวอร์ชันพิเศษที่ในประเทศไทยมีบาสถือครองอยู่คนเดียว โปสเตอร์หนังหลากรสของผู้กำกับแนวหน้าอย่างวูดดี อัลเลน (Woody Allen) หรือหนังแมสๆ อย่าง La La Land ก็มีให้ดูแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้โปสเตอร์ทุกแผ่นในแกลเลอรียังเปิดให้ทุกคนจับจองเป็นเจ้าของ โดยจะมีทีมงานคอยดูแล ที่เมื่อเข้ามาแล้วอยากได้โปสเตอร์หนังเรื่องไหน ก็แจ้งแล้วทีมงานจะเปิดภาพให้ดู ก่อนพาไปยังแท่นบูชา (เรียกแบบนี้จริงๆ นะ) ซึ่งเก็บแผ่นโปสเตอร์ไว้ในลิ้นชัก เพื่อหยิบมาให้ชมกัน โดยที่นี่มีตั้งแต่โปสเตอร์ไซซ์เล็กราคาหลักร้อย ไปจนถึงไซซ์ฝรั่งเศสที่นักสะสมนิยมเล่นราคาหลักหมื่น

อย่างโปสเตอร์ Pulp Fiction (1994) ภาพยนตร์อาชญากรรมของผู้กำกับ ‘เควนติน แทแรนติโน’ ที่หายากมากๆ แล้วตอนนี้ แต่ที่นี่มี และยังมีเวอร์ชันพิเศษอีกเช่นเคย เพราะทั้งโปสเตอร์มีส่วนที่เป็นรูปถ่ายจริงแค่ตรงใบหน้าของตัวละครมีอา วอลเลซ ส่วนที่เหลือเป็นภาพเพนต์ทั้งหมด! ใบปิดหนังแผ่นนี้จึงสนนราคาอยู่ที่ 15,000 บาทเลยทีเดียว

สำหรับชั้น 4 จัดไว้เป็นออฟฟิศ Houseton โปรดักชันเฮาส์ของบาสสำหรับทำหนัง ส่วนชั้น 5 คือพื้นที่ดาดฟ้าที่ในอนาคตอาจเปิดเป็น Outdoor Movie Theater ให้มานอนดูหนังท่ามกลางท้องฟ้าและสายลม

Scene 6 : Next Chapter – มากกว่าที่เห็นและเป็นอยู่

กว่า 7 เดือนที่บาส แมน ขิม จ๋า ปรีดี และจูนช่วยกันก่อร่างสร้าง FICS ให้เกิดขึ้น แม้ก่อนเปิดร้านจะมีความกังวลใจเล็กๆ ว่าจะมีแค่คอหนังหรือเปล่าที่สนใจ แต่ความคิดนี้ก็ค่อยๆ หายไป เมื่อบาสบอกกับทุกคนในทีมว่า “ไม่ว่าคุณเป็นคนอินหรือไม่อินหนัง แต่ถ้ามีคนถามว่าชอบหนังเรื่องไหน ทุกคนจะมีคำตอบเสมอ” 

นั่นจึงเป็นแรงผลักดันให้ทั้ง 6 คนตั้งใจสร้าง FICS ให้เป็นสเปซที่ไม่ได้มีแค่คาเฟ่ หรือแกลเลอรีโปสเตอร์หนัง แต่ในวันข้างหน้าอาจจัดทอล์กของผู้กำกับ หรือจัดเวิร์กช็อปเกี่ยวกับภาพยนตร์ เพื่อให้ FICS เติบโตไปพร้อมกับการสนับสนุนวงการภาพยนตร์ไทย


Where : สุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี) ใกล้กับ BTS พร้อมพงษ์ ทางออก 5 
When : โซน ตู้ถ่ายรูป Sculpture Bangkok x FICS – เปิดทุกวัน | 10:00 – 17:30 น.
โซน Director’s Cup/Concept Store – เปิดทุกวัน | 07:30 – 17:30 น. 
โซน Poster District – เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์) | 10:00 – 19:00 น.

Contributor

สิริลักษณ์ สุขสวัสดิ์

Writer

การคุยกับผู้คนคือประสบการณ์ชีวิต เชื่อในความเท่าเทียม ยามว่างชอบเที่ยวสำรวจเมืองแต่ก็ขาดธรรมชาติได้ ทำงานพาร์ทไทม์เป็นนักดูคอนเสิร์ต

ณัฐวุฒิ เตจา

Photogrpaher

เกิดและโตที่ภาคอีสาน เรียนวิทย์คณิตแต่จบวิจิตรศิลป์ สนใจเรื่องราวธรรมดาที่ยั่งยืน เชื่อในความตั้งใจและความจริงใจ รักใครรักจริง

อาภาภัทร สังข์สมุทร

Graphic Designer

ไม่คิดว่าจะทำงาน แต่ต้องโตเป็นผู้ใหญ่ ใช้ชีวิตอยู่หน้าคอม คอนเสิร์ต บนเครื่องบิน และมีเบียร์กับนารูโตะคอยเยียวยาใจ