CITY

‘เอสโตเนีย’ สังคมดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก

เพื่อขจัดความยากจน ‘เอสโตเนีย’ จึงใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาและยกระดับประเทศ จนล่าสุดเอสโตเนียกลายเป็น “สังคมดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก” และเมืองหลวงอย่าง ‘ทาลลินน์’ ยังได้รับเลือกให้เป็น “ชุมชนอัจฉริยะแห่งปี 2020” ด้วย

คอลัมน์ City คราวนี้เราจึงพาทุกคนไปท่องดินแดนสุดคลาสสิกแห่งทวีปยุโรปเหนือว่ากว่าจะมาเป็นประเทศแห่งเทคโนโลยีได้ในปัจจุบันเขามีวิธีการอย่างไร

| จุดเริ่มต้นการพัฒนา


เอสโตเนีย (Estonia) เป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดของทวีปยุโรป ดินแดนแห่งนี้ในอดีตเคยถูกครอบครองโดยหลายกลุ่มชาติมหาอำนาจ ทั้งสหภาพโซเวียตและนาซีเยอรมนี ก่อนจะแยกตัวออกมาเป็นอิสระ ในปี ค.ศ. 1991 หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต 

หลังจากแยกตัวออกมาเอสโตเนียก็ได้ทำการเลือกตั้งและสร้างรัฐบาลของตัวเอง ซึ่งปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุข และมีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเทศมณฑลจำนวน 15 เทศมณฑล โดยมีเมืองหลวงชื่อว่า “ทาลลินน์”

ทั้งนี้เอสโตเนียมีประชากรราวๆ 1.3 ล้านคน และมีการเก็บภาษีแบบคงที่ ซึ่งหมายความว่าคนเอสโตเนียทุกคนจะถูกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อปีในอัตรา 20% เหมือนกันทั่วทั้งประเทศ จากรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรประมาณ 741,741 บาทต่อปี

| การใช้ ‘เทคโนโลยี’ พัฒนาประเทศ


ในอดีตเอสโตเนียเคยประสบปัญหาความไม่แน่นอนด้านการพัฒนาเศรษฐกิจเพราะประเทศเพิ่งได้รับเอกราช แต่เมื่อมีรัฐบาลเป็นของตัวเองเอสโตเนียจึงเริ่มเดินหน้าเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม หรือสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่เอสโตเนียโดดเด่นกว่าใคร คือรัฐบาลสมัยนั้นได้มีการปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีและดิจิทัลให้กับประชาชน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996 ผ่านหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ เพราะผู้นำเขามองว่าในอนาคตทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับประเทศได้ จนเมื่อปี ค.ศ. 2000 เอสโตเนียประกาศให้การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นประเทศแรกของโลก

ดูเหมือนว่าแนวทางการพัฒนานี้จะได้ผลดีเสียด้วย เพราะนอกจากเอสโตเนียจะกลายเป็น “สังคมดิจิทัลที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก” ล่าสุดเมืองหลวงอย่าง ‘ทาลลินน์’ ยังได้รับเลือกให้เป็น “ชุมชนอัจฉริยะแห่งปี 2020”

โดยเอสโตเนียใช้ระบบ “รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์” (e-Government) คือการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยในงานบริการของภาครัฐ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ทั้งยังช่วยประหยัดงบประมาณได้มหาศาล

การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนทีละนิด ตั้งแต่ใช้ “Digital ID” ระบบยืนยันตัวตนผู้ใช้บริการบนโลกดิจิทัลที่สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ เช่น การเปิดบัญชีธนาคารแบบออนไลน์ ยื่นจดทะเบียนบริษัท หรือใช้ “e-Tax” ให้ประชาชนยื่นภาษีออนไลน์ได้เพียง 3 – 5 นาที 

นอกจากนี้ชาวเอสโตเนียยังใช้ระบบ “e-Voting” ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแบบออนไลน์ รวมถึงใช้ “X-Road” ให้ภาครัฐและเอกชนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้โดยไม่ต้องกลัวข้อมูลรั่วไหล

เท่านั้นยังไม่พอรัฐบาลเอสโตเนียยังเลือกใช้บล็อกเชน (Blockchain) เทคโนโลยีเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุดในโลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้อมูลทั้งหมดจะคงอยู่แบบมั่นคง อีกทั้งประชาชนยังได้รับสิทธิ์จากรัฐเข้าไปตรวจสอบในระบบว่ามีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้ามาดูข้อมูลของเราบ้างหรือไม่ และหากพบความผิดปกติเราก็สามารถแจ้งให้มีการตรวจสอบได้

| เครือข่ายการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ


รัฐบาลเอสโตเนีย กล่าวว่า หากต้องการให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศประสบความสำเร็จ โครงสร้างพื้นฐานอย่างเครือข่ายการขนส่งสาธารณะต้องดีและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น เอสโตเนียจึงประกาศให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ฟรีทั่วประเทศ พร้อมยังวางแผนที่จะใช้งานระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (E-ticketing) ในการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างเอสโตเนียและฟินแลนด์ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลและอุตสาหกรรมต่างๆ ของประเทศเริ่มที่จะใช้ระบบขนส่งและการจราจรอัจฉริยะ (Intelligent transportation system) นวัตกรรมใหม่ที่จะมาช่วยบริหารจัดการระบบคมนาคม การขนส่ง และจราจร ให้ดียิ่งขึ้น 

ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car หรือ Self-driving Car) ก็ได้รับอนุญาตให้ขับขี่บนถนนสาธารณะในเอสโตเนียตั้งแต่ปี ค.ศ 2017 ด้วย

| ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำเก็บข้อมูลผู้ป่วย


ขณะเดียวกัน เอสโตเนียก็ได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้ามาใช้ในระบบการดูแลสุขภาพของประเทศ เพื่อรับรองความปลอดภัยของข้อมูลด้านการดูแลสุขภาพของประชาชน

เช่น ทุกคนที่ไปพบแพทย์จะมี “e-Health” บันทึกออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ป่วยที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แถมด้วยระบบจ่ายยาแบบออนไลน์ ซึ่งข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั้งหมดจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยและในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าถึงได้โดยบุคคลที่ได้รับอนุญาต

หรือในยามเจ็บป่วยฉุกเฉินก็มีระบบ “e-Ambulanc” ที่สามารถตรวจและจับตำแหน่งการโทรของเรา เพื่อส่งรถพยาบาลมาภายใน 30 วินาที

ความสำเร็จเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวัน แต่มันเกิดจากที่ผู้นำประเทศมองเห็นปัญหาและกระหายที่จะขจัดความยากจนของคนในประเทศ ด้วยการสร้างกรอบการพัฒนาโดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาขับเคลื่อน ซึ่งตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาก็เป็นบทพิสูจน์ว่าเอสโตเนียเดินมาถูกทางแล้ว


Sources :
https://bit.ly/38iDOfw
https://bit.ly/2U5unr7
https://bit.ly/3mU8Uht
https://bit.ly/3oWCBAl
https://bit.ly/3n0K13s
https://bit.ly/36dMTDq
https://bit.ly/38gMKlp
https://bit.ly/3k1pb2b
https://bit.ly/2JwJRT5
https://bit.ly/3exmt3j

Contributor

พัชรี บอนคำ

Writer

นักเขียนจากดินแดนที่ราบสูง ผู้มีชีวิตอยู่เพื่ออ่านหนังสือ ดูซีรีส์ ได้กินอาหารดีๆ และใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะมีฟาร์มเห็ดเป็นของตัวเอง