Book List Challenge 10 เล่มที่เราอ่านจบแล้วอยากบอกต่อ

หนังสือคือเพื่อนที่ดีที่สุดในยามเหงา หรือยามที่เราต้องการความบันเทิงใจ เพราะเวลาไหนก็สามารถหยิบขึ้นมาอ่านได้เสมอ นอกจากหนังสือจะคอยอยู่เป็นเพื่อน มันยังพาเราท่องโลกกว้างหรือลงลึกไปสำรวจจิตใจ ไม่ว่าตัวเราจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ผ่านตัวหนังสือและจินตนาการ

ช่วงที่ทุกคนอยู่บ้านเราจึงอยากแนะนำหนังสือที่ชาว Urban Creature อ่านแล้วอยากบอกต่อ ตั้งแต่วรรณกรรมเยาวชน นิยายเรื่องยาว เรื่องสั้น หนังสือการ์ตูน สารคดี การจัดบ้าน ปรัชญา จิตใจ ไปจนถึงการทำธุรกิจ ใครมีเล่มไหนที่อยากแนะนำคอมเมนต์บอกกันได้เลย

1. บ้านเล็กในป่าใหญ่

ผู้เขียน : ลอร่า อิงกัลส์ ไวล์เดอร์

“อบอุ่น สัมผัสได้ถึงความรักของคนในครอบครัว”

“วรรณกรรมชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ มีทั้งหมด 12 เล่ม เล่าเรื่องราวของเด็กผู้หญิงที่เติบโตขึ้นในช่วงรอยต่อประวัติศาสตร์ของคนอเมริกันยุคบุกเบิกดินแดนตะวันตก ที่บอกเล่าถึงชีวิตการเดินทางเพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าผ่านการจับจองที่ดิน พวกเขาต้องเจอกับภัยธรรมชาติอันโหดร้ายและสัตว์ป่า แทรกไว้ด้วยเกร็ดการทำอาหาร ชีวิตทางสังคม ความรัก และความอบอุ่นในครอบครัว”

“เสน่ห์ที่ทำให้เราหลงรักเรื่องนี้คือ เวลาอ่านเหมือนเราถูกดึงเข้าไปในหนังสือ คอยยืนมองเหตุการณ์ผ่านจินตนาการของเรา เห็นการเปลี่ยนแปลง ค่อยๆ เฝ้ามองตัวละครต่างๆ ตั้งแต่เด็ก เติบโตเป็นวัยรุ่น มีครอบครัว ไปจนถึงวัยแก่ชรา อ่านแล้วรู้สึกผูกพันกับตัวละคร ที่สำคัญหนังสือชุดนี้มีหลายเล่มแต่เล่มเล็ก ใครที่อ่านแฮรี่ พอตเตอร์ไม่ไหว ลองมาอ่านเรื่องนี้ได้

2. แพนด้า 

ผู้เขียน : ปราบดา หยุ่น

“จบอย่างนี้จริงๆหรอ”

“นวนิยายเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีลักษณะภายนอกอ้วน ขอบตาดำ เหมือนแพนด้า ทุกคนเลยเรียกเขาว่าแพนด้า เขาสงสัยว่าตัวเองเกิดผิดดาว มาอยู่ดาวโลกแทนที่จะเป็นแพนด้าพลาเน็ท เขาเข้าใจว่าทุกความชั่วและความผิดที่ผิดทาง ความแปลกความเพี้ยนของมนุษย์บนโลกที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมนุษย์เกิดผิดดาว และเขาพยายามที่จะกลับดาวของตัวเอง”

“เหตุผลที่แนะนำเล่มนี้ เพราะเป็นนวนิยายที่อ่านง่ายสำหรับคนเริ่มอ่านใหม่ๆ ภาษาเข้าใจง่าย มีสัญญะต่างๆ ให้ตีความ และเหมาะกับช่วงนี้ด้วยเนื้อเรื่องของตัวเอกที่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกว่าโลกนี้ไม่ใช่ที่ของเขาอีกต่อไป เขาไม่เหมาะจะอยู่ที่นี่ พยายามเดินทางออกไปแต่ก็ไม่ง่าย นึกถึงตัวเองที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน ฮ่าๆ ชอบความเซอร์เรียลของหนังสือ เป็นหนังสือที่ตอนแรกดูจากชื่อเรื่องแล้วไม่น่าสนใจ แต่พออ่านกลับทำให้วางไม่ลง ลุ้นว่าสุดท้ายแพนด้าจะได้กลับดาวไหม เอาใจช่วยไปกับตัวละคร”

“เมื่อค้นพบแล้วว่าดาวของคุณคือดาวดวงไหน วิธีหาทางกลับที่ได้ผลที่สุดวิธีหนึ่งคือ ค้นหาคนที่คุณรัก เขาหรือเธอคนนั้น จะนำทางคุณกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยได้เอง”

3 . บันทึกน้องเหมียวของอิโต จุนจิ YON & MU

ผู้เขียน : อิโต จุนจิ

“เล่มนี้น่ารัก อบอุ่น อ่านเเล้วอยากเลี้ยงเเมว”

“การ์ตูนน้องเหมียวของนักวาดรูปสายดาร์ก อิโต จุนจิ เล่าถึงชีวิตวาดรูปในบ้านพร้อมกับแมวของเขาสองตัว ที่ตอนแรกเขามองว่ามันเป็นสัตว์น่ากลัว แต่สุดท้ายก็ยอมเป็นทาสแมวแต่โดยดี คือเล่มนี้น่ารักเว่อ แต่ถ้าอยากอ่านยาวๆ ก็เนกิมะ”

“ส่วนตัวชอบอ่านการ์ตูน และชอบอิโต จุนจิมาก ที่เลือกเล่มนี้เพราะเวลาเบื่อๆ อยากอ่านอะไรที่เบาสมอง และมันคล้ายกับตัวเองที่ต้องนั่งทำงานอยู่บ้านเหมือนกัน แต่เราไม่มีเเมว มีแต่การ์ตูนไว้อ่านเพื่อรีเเลกซ์แทน (หัวเราะ)”

“จริงๆ เราเป็นคนขี้กลัว ตั้งอคติไปก่อน แบบคิดว่าผักน่าจะขมไม่อร่อย ก็จะตัดสินไปเลยว่าไม่กิน เหมือนอาจารย์ที่กลัวเเมว แต่จริงๆ ถ้าลองทำความรู้จักก่อน มันอาจจะดีกว่าที่เราคิดก็ได้ อีกอย่างหนึ่งคืออาจารย์อยากให้แมวสนใจตัวเอง จึงหาวิธีหลอกล่อทุกวิถีทาง ปรากฎว่าแมวเมินและค้นพบว่าต้องใจเย็นกับมัน ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา บางทีรักแบบพอดีก็ได้ ไม่ต้องพยายาม เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง”

4. Harry Potter

ผู้เขียน : เจ. เค. โรว์ลิง

“ที่สุดของหนังสือสร้างจินตนาการ”

“เรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดวัยรุ่น แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเพื่อนสองคน รอน วีสลีย์ และ เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์ ทั้งหมดเป็นนักเรียนโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ โครงเรื่องหลักเกี่ยวกับภารกิจของแฮร์รี่ในการเอาชนะพ่อมดศาสตร์มืดที่ชั่วร้าย ลอร์ดโวลเดอมอร์ ผู้ที่ต้องการจะมีชีวิตอมตะ มีเป้าหมายเพื่อพิชิตมักเกิ้ล หรือประชากรที่ไม่มีอำนาจวิเศษ พิชิตโลกพ่อมดและทำลายทุกคนที่ขัดขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แฮร์รี่ พอตเตอร์”

“เหตุผลที่แนะนำเล่มนี้ เพราะเป็นวรรณกรรมเรื่องยาว เหมาะกับช่วงที่มีเวลาจะได้อ่านไม่สะดุด และเป็นวรรณกรรมท่ีทำให้เรากลายเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือไปเลย จินตนาการเต็มขั้นมาก”

ประโยคที่ชอบ : “อย่าสงสารคนที่ตายไปแล้วเลยแฮร์รี่ สงสารคนที่มีชีวิตอยู่ดีกว่า โดยเฉพาะคนที่มีชีวิตอยู่เแต่ปราศจากความรัก” อัลบัส ดัมเบิลดอร์ (จาก Harry Potter and the Deathly Hallows)

5. Black Cherry ความโหยหาเป็นชื่อยาเสพติด

ผู้เขียน : ลูกแก้ว โชติรส

“ความเสี้ยนอยากไม่ปราณีใคร”

“เรื่องสั้นของผู้หญิงผมสั้นที่เล่าเรื่องเซ็กส์อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมันทั้งสวยงาม เจ็บปวด เร้าใจ หอมหวาน แม้กระทั่งชวนเอียน ความยั่วเย้าเคล้ากลิ่นคาวและความสุขสมระคนทุกข์ หลายอารมณ์ปนกันไปแต่ทุกเรื่องราวล้วนเป็นความจริงของชีวิต ไม่เหมือนในหนังละครที่ชวนฝันหวาน”

“ภาษาอ่านแล้ววาบหวามจั๊กจี้ บางช่วงบางตอนหยาบคายสุดๆ บางช่วงก็หยาดเยิ้มละเมียดละไม แต่หากตัดอารมณ์เหล่านั้นไป หนังสือเล่มนี้ก็ให้แง่มุมของเซ็กส์และความรักที่หลากหลาย บางแง่เราเคยประสบพบเจอ บางแง่ห่างไกลจากความรักที่เรารู้จัก หลายครั้งมันทำให้เราตั้งคำถามกับสังคมที่มักตัดสินว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องผิดศีลธรรม”

“พอมีโควิดก็ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม กิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันก็ต้องพักไปก่อน ช่วงนี้ใครอยู่แต่กับตัวเอง มีอารมณ์เหงาๆ ก็ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านแก้ขัดไปพลางๆ ก่อนนะ ฮ่าๆ”

ประโยคที่ชอบ : “เธอเลือกความสัมพันธ์น้ำเน่าร้าวรานนี้ได้ ตราบใดที่ยังพอใจและเป็นสุข ไม่ต้องแข่งกับฉัน ไม่ต้องแข่งกับใคร แต่ฉันขอท้า ใครรักตัวเองมากกว่าคนนั้นชนะ”

6. เถื่อนเจ็ด / เถื่อนแปด / เถื่อน 100 

ผู้เขียน : วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

“เดือดจริง จนวางไม่ลง”

“การท่องเที่ยวเชิงสารคดีในคอนเซ็ปต์ ‘ไปในที่ๆ ที่คนเขาไม่ไปกัน’ เน้นเรียนรู้เรื่องราวของพื้นที่ ประวัติศาสตร์ ซึมซับวัฒนธรรม และผู้คนของเมืองนั้น รวมไปถึงพิธีการหรือความเชื่อในสถานที่นั้นๆ ด้วย”

“จริงๆ มันเลือกอ่านได้เพราะไม่ได้เป็นตอนต่อกัน แต่ถ้าว่างอ่านยกเซ็ตนี้จะบรรลุเลย ฮ่าๆ เราชอบดูสารคดีอยู่แล้ว แต่บางทีดูไปเรื่อยๆ มันก็แอบเบื่อ แต่เถื่อนเป็นการเล่าเรื่องที่ง่ายข้อมูลไม่หนักจนเกินไป ทำให้เราได้เห็นมุมมองอื่นๆ ในประเทศหรือสถานที่นั้นๆ ซึ่งต่างไปจากภาพที่เราเคยได้ยินหรือเคยรู้มาก่อน ที่สำคัญภาพที่ถ่ายมาสวยมากๆ เหมาะกับช่วงนี้ที่เราไม่ได้ออกไปไหน หนังสือเหมือนพาเราออกไปเที่ยว แถมยังได้เห็นแง่คิดดีๆ บวกกับมุมมองของคนเขียนด้วย”

ประโยคที่ชอบ : “If you really know me and you really know yourself, you would not have killed me.

หากว่าเธอได้รู้จักฉันจริงๆ และได้รู้จักตัวเองจริงๆ เธอก็คงไม่ฆ่าฉัน” ประโยคหนึ่งบนกำแพงของอนุสรณ์สถานในกรุงคิกาลี ประเทศรวันดา สถานที่บันทึกเรื่องราวความรุนแรงของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่ที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากความเกลียดชังที่หลายคนไม่คิดว่าจะกลายเป็นชนวนเหตุให้ผู้คนต้องตายได้มากมายขนาดนี้

7. ชื่อ : The Anatomical Chart of Clutter ญี่ปุ่นเขาจัดบ้านกันแบบนี้ไง

ผู้เขียน : ซูซูกิ โนบุฮิโระ

“อ่านแล้วอยากพุ่งตัวไปจัดตู้เย็นทันที ตู้เต็มหมดแล้ว!”

“หนังสือเกี่ยวกับการจัดบ้านแบบญี่ปุ่น พูดถึงการเลือกเฟอร์นิเจอร์ และการจัดสรรพื้นที่ภายในบ้าน ผ่านการใช้งานและการออกแบบ เพื่อตอบคำถามว่าทำไมจัดบ้านแค่ไหนบ้านก็ยังรกอยู่ดี”

“ช่วงนี้ work from home อยู่ติดบ้าน ไม่จัดโต๊ะทำงานก็จัดบ้าน ยิ่งจัดยิ่งรก ของเยอะกว่าเดิม ไม่เข้าใจทำไมเป็นแบบนั้น หนักเข้าก็ลามไปถึงการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน หนังสือเล่มนี้เลยเป็นเหมือนคู่มือที่ช่วยในการตัดสินใจว่า ของชิ้นนี้ควรมีจริงๆ ไหมนะ หรือเราสามารถจัดสรรการใช้งานจากสิ่งที่มีอยู่ได้ 

“อ่านจบแล้วอยากจัดระเบียบชีวิตทันที การจัดบ้านก็เหมือนการจัดการจิตใจตัวเองไปด้วย เพราะหนังสือเล่มนี้นอกจากจะพูดถึงการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ และการจัดพื้นที่ภายในบ้านให้เหมาะสมกับการใช้งาน ยังพูดถึงเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัวอย่างการจัดระเบียบตู้เย็น ทำให้เราเห็นว่าจริงๆ แล้ว เราเลือกเก็บไว้แค่สิ่งที่จำเป็นกับชีวิตก็พอ ทุกอย่างถ้าอยู่ถูกที่ถูกทาง ชีวิตก็จะลงตัว”

ประโยคที่ชอบ : มีประโยคหนึ่งที่เป็นประโยคธรรมดา แต่เราอ่านแล้วได้สติขึ้นมาเลยก็คือ “อาหารไม่ได้มีชีวิตอยู่แค่ในตู้เย็นเท่านั้น” อ่านแล้วก็ เออ จริงด้วยว่ะ ไม่ต้องเอาทุกอย่างแช่ตู้เย็นมันก็อยู่ได้นะ ฮ่าๆ

8 . Into The Magic Shop : เราทุกคนล้วนมีร้านเวทมนตร์อยู่ในใจ

ผู้เขียน : ดร.เจมส์ อาร์ โดตี

“ก่อนอ่านใจอาจไม่นิ่ง แต่เมื่ออ่านจบแล้วใจจะสงบมากขึ้น”

“หนังสือเล่าเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหา จนตัวเองรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่วันหนึ่งได้เจอกับร้านมายากล แล้วเจ้าของร้านสัญญาจะสอนเวทมนตร์ให้เขา เขาเลยมาเรียนทุกวัน ซึ่งสิ่งที่สอนคือมนตร์ที่พิเศษที่สุดที่เราสามารถสร้างเองได้ นั่นคือสมาธิ การยอมรับ การเข้าใจตัวเอง และความเอื้ออารี”

“จนท้ายที่สุดเด็กชายคนนี้ทำสำเร็จ เขาเรียนรู้ว่า แม้สมองจะเป็นเครื่องจักรที่ยิ่งใหญ่ แต่หากขาดหัวใจ มันก็เป็นแค่ก้อนซับซ้อนก้อนหนึ่งที่พาหลงทางได้ จากเด็กที่ไม่เคยมองเห็นอนาคต แต่เมื่อเข้าใจชีวิต ยอมรับสิ่งที่เป็น ก็ได้เติบโตเป็นศัลยแพทย์มือหนึ่งเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นๆ ต่อไป”

“เราชอบที่แต่ละบทของหนังสือที่เด็กชายไปเรียนเวทมนตร์ จะมีขั้นตอนให้เราลองทำตามด้วย ซึ่งเราก็ทำจริงๆ นะ ฮ่าๆ แล้วก็ค้นพบว่า ได้คิดอะไรเยอะเลย ภาษาที่ใช้ก็ดีมาก เป็นการสอนให้คนมีสมาธิและเข้าใจตัวเองอย่างไม่น่าเบื่อ อาจเพราะเป็นนวนิยายด้วย ซึ่งมีนักร้องเกาหลีใช้หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลง” #บังทันอ่าน

ประโยคที่ชอบ : เราชอบประโยคหนึ่งที่คุณแม่ร้านเวทมนตร์บอกว่า “เธอจะทำอะไรก็ได้ที่ต้องการ แค่ฝึกฝน เธอแค่ยังไม่รู้จักมัน” ทำให้เรารู้ว่า คนทุกคนมีเวทมนตร์เสกอะไรอย่างที่ใจต้องการได้แค่เรียนรู้และลงมือทำ

9. เงียบ : Silence in The Age of Noise

ผู้เขียน : เออร์ลิง เคจจ์

“เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง”

“นักเขียนเล่มนี้เป็นนักสำรวจคนแรกของโลกที่เดินทางไปยังขั้วโลกใต้ตามลำพัง และเป็นคนแรกที่พิชิตครบทั้งขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ และยอดเขาเอเวอเรสต์ ระหว่างที่เดินทางไปในดินแดนที่มีแต่สีขาวโพลน เวิ้งว้างว่างเปล่า เขาต้องเผชิญกับความเงียบและความโดดเดี่ยวเป็นเวลานาน หลังจากที่เขากลับมาบ้านจึงพยายามทำความเข้าใจกับประสบการณ์นี้ และค้นหาห้วงเวลาแห่งความเงียบท่ามกลางโลกสมัยใหม่ที่แสนวุ่นวาย”

“ก่อนหน้านี้เราทำงานในเมืองทุกวัน เจอเสียงรถรา เสียงก่อสร้าง เสียงผู้คนจอแจ หรือแม้แต่เสียงตัวเองตีกันในหัว ถึงจะไม่ได้โฟกัสกับเสียงเหล่านั้น แต่การได้ยินมันตลอดเวลาก็ทำให้เครียดแบบไม่รู้ตัวได้เหมือนกันนะ การอ่านเล่มนี้มันทำให้เราได้ฟังเสียงความเงียบดูบ้าง และได้เข้าใจว่าการหาความสงบในจิตใจเป็นสิ่งสำคัญและมันมอบพลังชีวิตให้กับเราได้ เราคิดว่าการต้องอยู่บ้านนานๆ น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะหาความเงียบนั้นให้เจอ”

ประโยคที่ชอบ : “ผมพยายามยุ่งวุ่นวายกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพื่อหลีกหนีความเงียบ มีชีวิตอยู่กับงานใหม่ในมือ ผมส่งข้อความ เปิดเพลง ฟังวิทยุ หรือปล่อยให้ความคิดวิ่งแล่นไปทั่ว แทนที่จะอยู่นิ่งๆ และปิดกั้นโลกออกไปสักครู่หนึ่ง ผมคิดว่าความกลัวที่ฟอสพูดถึงคือความกลัวที่จะรู้จักตัวเราเองให้ดีขึ้น”

10. Exponential Organisations 

ผู้เขียน : ซาลิม อิสมาอิล

“คิดทำธุรกิจต่อจากนี้ ต้องอ่านเล่มนี้”

“หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แต่ทำนายอนาคตของพลวัตรโลกไว้ได้อย่างแม่นยำ เมื่อเศรษฐกิจ ธุรกิจ และเทคโนโลยี สุกงอมและบรรจบกันได้พอดิบพอดี ทำให้ธุรกิจที่เกิดใหม่ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมาเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดเหมือนจรวดบินขึ้นฟ้า”

“ความคิดแบบธุรกิจที่เป็น linear พึ่งพาการเติบโตแบบขายเยอะลงทุนเยอะ จะค่อยๆ หดหายตายจาก แต่จะกลายเป็นขายได้ไม่จำกัดแต่ลงทุนไม่มากไปกว่าเดิม ด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยี และแผนธุรกิจที่มองหาช่องว่างจากพฤติกรรมคนในอนาคต”

“ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่าง Netflix คือผลผลิตที่ชัดเจนจาก Exponential Organizations อย่างแท้จริง ที่มองเห็นทั้งพฤติกรรมคน และบรรจบพอดีกับเทคโลยีอินเทอร์เน็ต”

Writer