“ศิลปะมากกว่าความสวยงามกลับสื่อสารเรื่องราวได้นับร้อยพัน
ดังเช่นโทรโข่งที่กระจายเสียงให้ผู้คนได้ยินอย่างไม่รู้จบ” 

‘Banksy (แบงก์ซี่)’ ศิลปินกราฟิตี้ (Graffiti) ชาวอังกฤษที่พ่นสีกระจายเสียงไปบนถนนทั่วโลกด้วยผลงานที่บอกเล่าเรื่องราวเสียดสีสังคมแฝงด้วยอารมณ์ขัน เช่น เรื่องราวในสังคม การเมือง สงคราม เรียกร้องอิสรภาพและเสรีภาพ ด้วยอารมณ์ขันแบบหยิกแกมหยอก ประชดประชัน จนทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ในแบบเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร จนทำให้มีคนติดตามผลงานของเขาอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่แทบไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นใครกันแน่ เพราะด้วยเหตุผลที่ว่า “การพ่นสีในพื้นที่สาธารณะถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายของอังกฤษ” 

โดยก้าวแรกของเขาในวงการนี้ คือการใช้เทคนิคพ่นแบบ Free Hand บนกำแพงตึกในบ้านเกิดที่เมือง Bristol กับแก๊งเพื่อน ‘Bristol’s DryBreadz Crew (DBZ)’ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนกระแสดนตรีและศิลปะใต้ดินของยุคนั้น จนกลายเป็นอิทธิพลหนึ่งในชีวิตที่ทำให้แบงก์ซี่ในวงการกราฟิตี้ ต่อมาชีวิตของแบงก์ซี่ก้าวมาถึงจุดเปลี่ยนขณะที่เขากำลังพ่นรถไฟกับเพื่อนๆ อยู่ตำรวจก็เข้ามาไล่จับ เขาจึงต้องวิ่งเข้าไปนอนหลบใต้รถขนขยะระหว่างนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นป้าย Serial number ที่พ่นด้วยเทคนิก Stencil หรือการฉลุภาพหรือตัวอักษรลงบนวัสดุต่างๆ เช่น แผ่นกระดาษ โลหะ แล้วทาหรือพ่นสีลงไปที่บริเวณนั้น เมื่อยกขึ้นจะปรากฎอักษรหรือลายฉลุไว้ แบงก์ซี่จึงเกิดแนวคิดในการนำเทคนิกนี้มาลองใช้ในการสร้างผลงานมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างในปี ค.ศ. 2005 เขาก็ท้าความตายด้วยการไปพ่นกำแพงในเขตเวสต์แบงก์ ที่กั้นระหว่างดินแดนของอิสราเอลกับปาเลสไตน์เอาไว้ ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายที่ถือปืนคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา หรืออย่างในปี ค.ศ. 2006 กับโปรเจกต์สุดแสบขึ้นมาด้วยการเข้าไปขโมยซีดีอัลบั้มของ Paris Hilton จากนั้นเอามาแต่งรูปปกแก้ไขชื่อเพลง รวมถึงอาร์ตเวิร์คข้างในใหม่ แถมยังร่วมงานกับ Danger Mouse ในการมิกซ์เพลงใหม่ That’s Hot ความยาว 40 นาทีแทนเพลงในอัลบั้ม แล้วเอาไปเปลี่ยนกับซีดีตัวจริงในร้าน HMV กว่า 500 แผ่น และยังมีหนังสารคดีเรื่อง Exit Through the Gift Shop, สวนสนุก Dismaland และล่าสุดกับผลงานที่ชื่อว่า Girl With Balloon ซึ่งมีไฮไลท์แบบเจ็บๆ ด้วยการทำลายผลงานของตัวเองด้วยเครื่องย่อยกระดาษ ซึ่งภายในไม่กี่วินาที หลังจากนั้นมีการประมูลราคาภาพพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว 

เวลาต่อมาการเดินทางของแบงก์ซี่ก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 2017 เขาได้สร้างผลงานในมุมที่ต่างออกไปกับ ‘The Walled Off Hotel’ โรงแรมที่ได้ชื่อว่า ‘วิวแย่ที่สุดในโลก’ เพราะตั้งอยู่ห่างจากกำแพงคอนกรีตที่แบ่งแยกปาเลสไตน์และอิสราเอลเพียงแค่ 3.9 เมตร หลายคนอาจได้ยินผ่านหูผ่านตากันมาบ้างกับเรื่องราวของความขัดแย้งบนพื้นที่ ปาเลสไตน์ (Palestine) หรือดินแดนที่อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและแม่น้ำจอร์แดน โดยมีที่มาจากคำว่า ‘Philistine’ ซึ่งหมายถึงชนเผ่าที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทางใต้ของดินแดนนี้บนเนื้อที่ประมาณ 27,009 ตารางกิโลเมตร

ซึ่งดินแดนนี้เชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปแอฟริกา ทางเหนือติดต่อกับเลบานอน ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดต่อกับซีเรีย ทางด้านตะวันออกติดกับจอร์แดนและทางตอนใต้ติดต่อกับอิยิปต์ ทำให้มีประชากรหลายชนชาติเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านเมืองของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาวกันอานซึ่งเป็นชนชาติอาหรับ และเป็นบรรพบุรุษของชาวปาเลสไตน์ ชาวกิบบิโอน ชาวฟิลิสติน แถบนี้จึงกลายเป็นดินแดนแห่งสงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มชนต่างๆ โดยเหนือกว่าความขัดแย้งผู้คนก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปท่ามกลางไฟสงครามที่ดูจะดับลงยาก

ปัจจุบันความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นการต่อสู้ระหว่างชาวอิสราเอล และชาวปาเลสไตน์ซึ่งเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงสงครามครูเสดในปี ค.ศ. 1096 และมีการรบราฆ่าฟันกันอย่างต่อเนื่องเรื่อยมารวมระยะเวลายาวนานกว่าสองศตวรรษ ต่อมาองค์การสหประชาชาติได้มีมติให้อิสราเอลก่อตั้งรัฐขึ้นบนดินแดนปาเลสไตน์ ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยปาเลสไตน์เหลือดินแดนเพียงฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ มติดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ชนพื้นเมืองชาวปาเลสไตน์ และชาวอาหรับในประเทศใกล้เคียง กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ความขัดแย้งที่หายยากที่สุดของโลก” ระหว่างนั้นมีความพยายามหลายครั้งเพื่อแก้ปัญหาของสองรัฐ (Two-state solution) แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด

เรื่องราวเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆ และดูจะหยั่งรากลึกลงไปเกินกว่าจะถอนได้หมด ตัวอย่างในเหตุการณ์การควบคุมชาวปาเลสไตน์ในกาซ่า และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ด้วยการสร้างภาพลวงตาว่าให้อำนาจในการปกครองตนเอง แต่ที่จริงมีการสร้างกำแพงล้อมรอบชุมชนชาวปาเลสไตน์ จนกลายเป็นคุกใหญ่เพื่อกักกันชาวปาเลสไตน์ ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับ จนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้งกองกำลังบุกเข้าอิสราเอล แต่ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ และปาเลสไตน์ก็ต้องเสียดินแดนไปทุกครั้ง ไฟแห่งความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศรับรองสถานะของ ‘กรุงเยรูซาเลม’ ให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ สร้างความไม่พอใจแก่ชาวมุสลิมปาเลสไตน์และโลกอาหรับเป็นอย่างมาก

จึงกลายเป็นที่มาของแนวคิดการสร้าง ‘The Walled Off Hotel’ สู่สถานที่พักผ่อนที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณไปตลอดกาล กับห้องพักที่เต็มไปด้วยผลงานศิลปะสุดล้ำค่าและสื่อความหมายทางความรู้สึก ด้วยการตกแต่งด้วยแนวคิดตลกร้ายของ ‘Banksy’ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่มีภาพของชาวอิสราเอลกำลังทำสงครามตีหมอนกับชาวปาเลสไตน์ หรือห้องแห่งการคอร์รัปชันที่ถูกตกแต่งด้วยสิ่งของต่างๆ ที่มาจากการคอร์รัปชันของรัฐบาล ทั้งอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ห้องสมุดส่วนตัว โรงหนังส่วนตัว บาร์ส่วนตัว ไปจนถึงภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกทำลาย และรูปปั้นที่สำลักควันแก๊สน้ำตา ซึ่งวิวของทุกห้องพักนั้นโอบล้อมไปด้วยผนังคอนกรีตของกำแพงแห่งความขัดแย้งอันยาวนานแห่งนี้

ที่สำคัญโรงแรมแห่งนี้ยังตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าพื้นที่ C เป็นส่วนหนึ่งของเวสต์แบงก์ที่จัดอยู่ในสนธิสัญญาออสโลชั่วคราวภายใต้การควบคุมของอิสราเอล นั่นหมายความว่ากองทัพไม่สามารถห้ามให้ชาวอิสราเอลไปตรงนั้นได้ เพราะทุกวันนี้ไม่มีช่องทางเปิดระหว่างชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลเลย ‘The Walled Off Hotel’ จึงถือเป็นโรงแรมที่บอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวด ที่มาพร้อมกับคราบน้ำตาของชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ได้ดีที่สุด เหมือนกับคำพูดหนึ่งของจากผู้จัดการโรงแรมได้กล่าวเอาไว้อย่างน่าฉุกคิดว่า 

“มันเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นผลงานศิลปะที่ยอดเยี่ยมบนกำแพง
ที่สะท้อนผลกระทบที่ประชาชนได้รับ
เพื่อให้พวกเขาได้ยินเรื่องราวของเราเสียงของเราบ้าง”

SOURCE :

  • http://walledoffhotel.com/
  • https://www.sneakavilla.net/story-behind-banksy/
  • https://www.voicetv.co.th/read/467337
  • http://walledoffhotel.com/
  • http://www.islammore.com/view/405
  • https://www.thenational.ae/arts-culture/inside-banksy-s-the-walled-off-hotel-in-bethlehem-1.804845
Facebook Comments