โรงแรมดุสิตธานี หอบความคิดถึงมาไว้ใน ‘บ้านดุสิตธานี’ อีกครั้ง

จากข่าวดังเมื่อปีก่อนที่ดุสิตธานีออกมาประกาศว่า จะปิดตัวลง เพื่อปรับโฉมใหม่เป็นเวลาหลายปี ทำเอาลูกค้าประจำ และพนักงานต่างใจหาย แต่ด้วยความน่ารักของฝ่ายบริหารที่ไม่เคยทิ้งลูกทีมที่มีคุณภาพกว่าหลายร้อยชีวิต จึงขอเปิดบ้านหลังใหม่อันแสนอบอุ่น โดยแปลงโฉมจากบ้านศาลาแดง บ้านหลังใหญ่สีขาวที่มีอายุกว่าร้อยปีให้เป็น ‘บ้านดุสิตธานี’ 

อาหารไทยและคาเฟ่ของดุสิตธานีหลายคนอาจจะคุ้นตากันไปแล้วบ้าง Urban Eat จึงอาสาพาไปเปิดประตูบานใหญ่เพื่อลิ้มลองรสชาติ ‘อาหารเวียดนาม’ ของห้องอาหารเธียนดอง ที่ถูกเล่าขานกันว่าเป็นห้องอาหารเวียดนามแห่งแรกที่นำเข้ามาอยู่ในโรงแรม และอยู่คู่กับดุสิตธานีมากว่า 30 ปี 

‘เธียนดอง’ ห้องอาหารเวียดนาม ที่ใครๆ ก็คิดถึง

‘เธียนดอง’ ภาษาเวียดนามแปลว่า ‘สวรรค์’  

การมาอยู่ที่บ้านดุสิตธานี ห้องอาหารได้ทำการปรับให้มีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น ซึ่งถูกปรับจากโกดังยาทัมใจของตระกูลใหญ่โอสถานุเคาะห์ ปรับเปลี่ยนบรรยากาศให้ทันสมัยเข้าถึงง่าย แถมเริ่มโฟกัสกลุ่มคนวัยทำงานมากขึ้น โดยคงคอนเซปต์การตกแต่งให้เสมือนหลุดมาอยู่ในช่วงปลายยุคที่เวียดนามและฝรั่งเศสปกครองร่วมกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่ภาพวาดในร้านจะเป็นผู้หญิงเวียดนาม และผู้หญิงฝรั่งเศสอยู่คู่กันมาโดยตลอด ส่วนชุดบริกรจะเป็นสีเขียวเข้มผู้หญิงจะใส่ชุดอ่าวหญ่าย ที่เป็นชุดประจำชาติของเวียดนามเสมือนหลุดมาอยู่ในเวียดนามอย่างไรอย่างนั้น 

เมนูที่คิดถึง  

ส่วนความพิเศษของอาหารเวียดนามที่นี่ คงหนีไม่พ้นเรื่องรสมือเชฟในฉบับโฮมเมด ที่เชฟกว่า 8 ชีวิต ช่วยกันรังสรรค์รับแขกกว่า 100 คนเกือบตลอดทั้งวัน เมนูแต่ละอย่างได้ทำการไปสำรวจที่ประเทศเวียดนามอย่างจริงจังแล้วว่า ต้นตออาหารมีอะไรบ้าง จากนั้นจึงมาปรับรสชาติให้เข้ากับปากของคนไทย จนเกิดเป็นอาหารเวียดนาม ที่มีให้เลือกมากกว่า 20 เมนู คลุกเคล้ากลิ่นอายความเป็นไทยอย่างลงตัว เอาล่ะ ! กระเพาะเริ่มอยากจะเรียกน้ำย่อย จับช้อนส้อมพร้อมและเริ่มลุยเมนูเด็ดต่อจากนี้กัน 

แหนมเนือง 

ชื่อจริงคือ ‘แนมเนือง’ แต่คำก็ถูกปรับเพี้ยนกันมาจนติดปากว่าแหนมเหนือง เนื่องจากรูปทรงจะเป็นแท่งยาวแต่ถูกแบ่งเป็นลูกๆ พอดีคำอย่างชัดเจน ซึ่งที่นี่จะปั้นตัวแหนมเนืองเอง ห่อด้วยผักและแผ่นแป้ง โรยเครื่องเคียงตามใจชอบ ราดด้วยซอสเต้าเจี้ยวสูตรพิเศษจากทางร้าน 

ขลุ่ยปู

เป็นอาหารกินเล่นแต่อิ่มท้อง เนื่องจากด้านในเป็นเนื้อปูแท้ 100% ไม่ผสมแป้ง ม้วนเข้ากับแป้งเป็นแท่งทอดจนเหลืองกรอบ จิ้มกับน้ำจิ้มบ๊วยช่างครบรส

กุ้งพันอ้อย

ถึงจุดนี้แล้วเราก็ยังไม่ถอยทัพ เพราะได้เจอกับ ‘กุ้งพันอ้อย’ ใครจะอดใจไหว ร้านทั่วไปอาจจะผสมมันกุ้งเพื่อให้มีความนุ่มและเด้ง แต่ของห้องอาหารเธียนดองจะใช้เนื้องกุ้งแท้ 100% แต่เมื่อกัดเข้าไปคำแรก รู้สึกถึงความนุ่มและเด้งของเนื้อกุ้งอย่างแท้จริง และได้ความหวานเล็กน้อยจากอ้อยที่พันอยู่ เมนูนี้ต้องกินคู่กับเส้นหมี่ หากรู้สึกไม่คล่องคอต้องการเพิ่มรสชาติ แนะนำให้ราดด้วยซอสแครอทจะได้รสชาติเปรี้ยวๆ หวานๆ กำลังดี

ปลาทอดตะไคร้

จานนี้ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามชวนให้ท้องหิว และไม่สามารถหยุดกินได้เลย ทางร้านนำโครงปลาที่นำเนื้ออกแล้วลงกระทะในน้ำมันร้อนๆ ทอดให้กรอบขึ้นโครงเป็นภาชนะสำหรับใส่เนื้อปลา เสิร์ฟพร้อมซอสตะไคร้ที่ให้รสชาติหวานๆ เค็มๆ กินคู่กับสลัดผักที่แนมมาข้างจาน บอกได้คำดียวว่าวินาทีนั้นไม่สามารถหยุดปากตัวเองได้เลย

บัวลอยแปะก๊วย

ตบท้ายด้วยขนมหวานอย่าง ‘บัวลอยแปะก๊วย’ ที่เจ้าอื่นอาจใส่กะทิ แต่ที่นี่ขอใส่นมสด ให้สาวกรักสุขภาพกินได้ไม่ต้องกลัวอ้วน ส่วนตัวบัวลอยจะเป็นไส้งาดำที่ถูกคั่วบดมาอย่างหอม กินคู่กับแปะก๊วยนางเอกของถ้วยนี้ โรยหน้าด้วยมะพร้าวอ่อนและงาขาวงาดำนิดหน่อย เสิร์ฟแบบอุ่นๆ รู้สึกสบายท้องซะเหลือเกิน 

ยกบาร์ขนาดใหญ่มาไว้ใจกลางเมืองเวียดนาม 

เสียงกระบอกเช็คเกอร์ที่ถูกเขย่าอยู่เกือบตลอดเวลา ตั้งแต่เราเดินเข้ามาภายในร้าน บาร์นี้ไม่เคยอยู่ในห้องอาหารเธียนดองมาก่อน แต่เมื่อมาอยู่บ้านดุสิตธานีจึงมีการรวมกัน

ความคิดนี้ช่างเข้าท่าซะเหลือเกิน เพราะทำให้ลูกค้าทั้งหน้าใหม่และเก่าต่างพากันตื่นเต้นกับการแปลงโฉมครั้งนี้ แต่ยังคงบาร์เทนเดอร์คนเดิมที่อยู่คู่กับโรงแรมมากกว่า 15 ปี แถมยังมีดีกรีเคยโลดแล่นไปให้บริการเครื่องดื่มบนเรือสำราญที่ประเทศสหรัฐอเมริกามากว่า 10 ปี ไม่น่าล่ะจังหวะการทำเครื่องดื่มถึงได้คล่องแคล่วไม่มีใครเทียม พี่เขาจึงจัดมาให้สัก 2 แก้ว ซึ่งเป็นสูตรซิกเนเจอร์ ให้เราได้ลองจิบเคล้าอาหารมื้อเที่ยงนี้กัน 

จิบค็อกเทลเคล้าเสียงเพลงเวียดนาม 

เริ่มด้วย ‘Saigon Fizz’ ให้กลิ่นอายเอเชียสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นขิง โหระพา เป็นต้น โดยนำเหล้าไปหมักกับในมะกรูด เพื่อให้กลิ่นหอมใบมะกรูดติดกับตัวเหล้า ส่วนน้ำเชื่อมยังคงความโฮมเมด คือใช้ใบโหระพาต้มสกัดร้อนเอากลิ่นออกมาเป็นกลิ่นของน้ำเชื่อม

แก้วต่อมา ! ‘Pearfect Serve’ โดยนำเอาวอดก้ามาหมักกับน้ำมันงาเพื่อเอากลิ่นหอม เพิ่มความหวานด้วยไซรัปโฮมเมดที่ใช้ขิง น้ำเชื่อม และผสมตะไคร้ลงไปด้วย ท็อปปิงด้วยขิงสดซอยบาง และงาขาวดำ ทั้งสองตัวถูกยกให้เป็นพระเอกและนางเอกของห้องอาหารเธียนดองไปแล้ว 

คิดถึงลูกค้า จึงอยากกลับมาให้บริการ

ก่อนกลับเราได้นั่งคุยกับ ‘พี่ต้อย-ประภัสสร ก๋าแก้ว’ – Assistant Manager ที่ทำงานคู่กับดุสิตธานีมาเป็นเวลา 16 ปี จากเหตุการณ์ที่โรงแรมประกาศปิดตัวเพื่อปรับปรุง ทำเอาพี่ต้อยใจหายไม่ใช่น้อย

“แต่ยังคงบอกตัวเองเสมอว่า อย่างไรก็ตาม จะยังคงเลือกที่จะทำงานอยู่ที่นี่ เนื่องจากมีความผูกพันจนกลายเป็นความเคยชินว่าเกือบทุกวันต้องเข้ามาให้บริการลูกค้าที่ห้องอาหารแห่งนี้ไปแล้ว”

เมื่อเปิดเป็นบ้านดุสิตธานี ได้คลายความคิดถึงลงบ้าง ช่วงแรกที่เปิดร้านพี่ต้อยยังแอบคิดในใจว่า ใครจะมาหาเราบ้าง ลูกค้าจะกลับมากินอาหารเราเช่นเคยไหม (พี่ต้อยพูดไป พลางยิ้มและหัวเราะไป) แต่ทุกอย่างนั้นเกินคาด ลูกค้ากลับตื่นเต้นให้ความสนใจ และให้การตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยคำทักทายแรกที่พูดว่า 

“กลับมาแล้ว คิดถึงจังเลย ทุกคนอยู่กันครบไหม” 

จากวันนั้นก็มีลูกค้าเข้ามาหาเรื่อยๆ ไม่ต่ำกว่า 100 คนต่อวัน ซึ่งตัวพี่ต้อยเองก็อดที่จะพูดออกไปไม่ได้ว่า 

“ทางเราก็คิดถึงเช่นกันค่ะ”

แตน-ธนพงษ์ ลิ่มตระกูล บริกรผู้จำรายละเอียดของลูกค้าได้เกือบทุกอย่าง

การมีบริกรคู่ใจในร้านอาหารที่ตนเองชอบคงจะดีไม่ใช่น้อย และ ‘พี่แตน-ธนพงษ์ ลิ่มตระกูล’ – Supervisor ที่ทำหน้าที่ในห้องอาหารเธียนดองมากว่า 20 ปี การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดุสิตธานีทำเอาพี่แตนใจแทบล่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม

แต่ความผูกพันจึงรั้งให้พี่แตนไม่ยอมโบกมือลา ขอทำหน้าที่บริกรที่ดีต่อไป จากการนั่งคุยกับพี่แตน น้ำเสียงของพี่เขาดูภูมิใจ และมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มปนน้ำตาคลอตลอดเวลา รู้สึกปลื้มใจที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญของพนักงาน เขาจึงใจจดใจจ่อรอเจอลูกค้าทุกวัน ซึ่งทุกครั้งที่ลูกค้าเจ้าประจำมาถึงโต๊ะ พี่แตนบอกว่า

“รู้เลยว่าชอบเก้าอี้แบบไหน ต้องนั่งมุมไหนของร้าน เมนูไหนคือเมนูโปรด ต้องเสิร์ฟอะไรก่อนหลัง”

ทำให้การทำงานของพี่แตนมีความสุข และดีใจที่ได้เจอลูกค้าทั้งหน้าใหม่เก่าในทุกๆ วัน

บริการจากใจ เพื่อให้ลูกค้าได้ลิ้มรสอาหารเวียดนามที่ไม่เหมือนใคร

ห้องอาหารเธียนดองเปิดให้บริการสองรอบ รอบแรก 11.30 -14.30 น. จากนั้นครัวจะปิดเพื่อเตรียมดินเนอร์ตั้งแต่ช่วง 18.00-22.30 น. หากใครสนใจที่อยากจะมาจัดเลี้ยงก็สามารถจองได้สูงสุดถึง 60-70 ท่าน ในแต่ละวันหากจะเข้ามารับประทานแนะนำว่าโทรจองล่วงหน้า 02-2009009

Facebook Comments