PEOPLE DIARY : เปิดบันทึกสาวหัวใจลูกทุ่งที่จริงจังเรื่องผ้า ‘แพรว ทำ-มา-หา-กิน’

“เราทุกคนต่างมีเส้นทางชีวิตที่ไม่เหมือนกัน หลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น และทุกย่างก้าวของวันที่ผ่านมาส่งผลถึงปัจจุบัน รวมถึงอนาคตของเราอย่างปฏิเสธไม่ได้”

Urban Creature จึงเป็นหนึ่งในหน้าของสมุดบันทึก เดินตามความทรงจำของสาวน้อยหัวใจลูกทุ่งที่มาพร้อมเสน่ห์ และแนวคิดที่ไม่เหมือนใคร แพรว-พรรณระพี พุกกะเจียม เจ้าของเพจ ทำ-มา-หา-กิน เชื่อว่าถ้าลองได้อ่านบันทึกหน้านี้แล้วต้องตกหลุมรักเธออย่างแน่นอน


 
จุดเริ่มต้นของเพจทำมาหากิน

PREAW : จุดเริ่มต้นมันยาวนานยาวไกลมากกก คือจริงๆ เราเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ทั้งฝั่งพระนครแล้วก็ฝั่งธนบุรี เราก็เลยคลุกคลีกับสถานที่ต่างๆ อย่าง สำเพ็ง พาหุรัด เจริญรัถ เสือป่า อะไรต่างๆ เราเดินมาตั้งแต่เด็กก็เลยเป็นหนึ่งคนที่คุ้นเคยกับแหล่งวัสดุพวกนี้ จนพอเริ่มทำงานบริษัทสกรีนลูกค้าที่มาทำแบรนด์กับเรา ถามกันเยอะมากว่าวัสดุไปหาที่ไหน เราก็แนะนำว่าไปตรงนั้นสิ ไปสามยอดสิ ไปวัดสนสิ อะไรแบบนี้

ก็เลยเกิดเป็นความคิดขึ้นมาว่าเพจเรามันควรจะมีอะไรที่เป็นความรู้ฟรีๆ บ้าง ซึ่งจริงๆ มันเป็นแหล่งวัสดุของคนไทยทั้งนั่นแหละ แต่เขาจะไม่ค่อยแชร์เรื่องพวกนี้กัน เลยมีความคิดว่าเราเองก็สนับสนุนคนทำงานได้นะ อย่างคนขายส่งเขาก็ไม่ได้ขายดีอะไรมากมาย เราก็เลยอยากแชร์ข้อมูลให้เลยเป็นจุดเริ่มต้นของเพจทำมาหากิน

| นิยามความเป็นเพจ ทำ-มา-หา-กิน

PREAW : เพจเราลูกทุ่งมากกกกก ที่จริงมันมีหลายเพจที่ทำออกมาแนวไทยนะ แต่ว่าเราค่อนข้างมั่นใจว่าเราโคตรจะฝั่งธนมากๆ แล้วเราก็จะแบบชีวิตจริงสุดๆ เพราะว่าออฟฟิศแพรวจะตั้งอยู่ในเขตชุมชน เราเห็นวิถีชีวิตของคนรอบข้างตลอด อาชีพส่วนใหญ่ย่านนี้ก็คือการเย็บผ้า

ซึ่งจริงๆ ชื่อเพจที่ตั้งว่า ‘ทำ-มา-หา-กิน’ เพราะว่าคนแถวนี้เขาทำมาหากินกันหมดเลย เราก็เลยเห็นถึงคุณภาพชีวิตของช่างเย็บผ้าที่ค่อนข้างไม่โอเค ล่าสุดซอยข้างๆ ออฟฟิศจะมีหมู่บ้านที่อยู่กันประมาณ 300 หลังซึ่งเพิ่งโดนไฟไหม้ไป แล้วแบบภาพที่เห็นคือชาวบ้านยกจักรเย็บผ้าวิ่งออกมา เพราะจักรคือเครื่องมือทำมาหากินอย่างเดียวในชีวิต คือแบบสำหรับเขามันมีค่ามากๆ

มันทำให้เราเห็นถึงความสำคัญเรื่องคุณค่าของแรงงาน พยายามกระจายแหล่งวัสดุ แล้วก็เป็นแหล่งความรู้ที่ให้ฟรีๆ แบบไม่รับสปอนเซอร์ โดยจุดเด่นของเราก็คือจะพูดเรื่องจริงทั้งหมด ในแง่อุตสาหกรรมเราควรจะได้รู้ว่าในประเทศไทยช่างเย็บผ้าที่เขาผลิตงานแฟชั่นออกมาเบื้องหลังมันไม่ได้ดีขนาดนั้น เราควรสนับสนุนและให้ความสำคัญกับบุคคลเหล่านี้ให้มากขึ้น

| เส้นทางการเป็นเจ้าของธุรกิจ

PREAW :โห มันเริ่มมานานมากกกก เราอยู่ด้วยกันมาตลอดไม่เคยแยกออกจากกันเลย เพราะว่าเราเริ่มทำงานแบรนด์นี้ ‘Awesome Dough’ ตั้งแต่เราอยู่อายุ 15 แล้ว คือเริ่มขายเคสโทรศัพท์ก่อนเลย เพราะว่าเราคุ้นเคยกับการไปเสือป่ามาก ตอนนั้นยังไม่มีไอโฟนยังเป็นช่วงรุ่นแบล็คเบอร์รี่อยู่เลย แล้วเราก็เอามาเพ้นท์ขาย นั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ที่คิดได้ตอนนั้นคือบ้านเราไม่ได้รวย การศึกษาคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น เราเลยตั้งใจเรียนมาก เนิร์ดมาก แบบจริงจังมาก คือตั้งใจจะสอบเข้าคณะที่มีทั้งวิทย์ทั้งศิลป์ เราก็เลยคิดว่าเราควรจะเข้าสถาปัตย์ไรงี้ คือคิดว่ามันเป็นแบบแผนที่รอบคอบกับชีวิตที่สุดแล้ว ก็เลยเลือกไปสอบเข้าคณะสถาปัตย์ฯ ลาดกระบัง แต่ว่าสาขาที่เราเลือกคือออกแบบอุตสาหกรรม ซึ่งมันตรงสายมาก ณ ตอนนี้

ซึ่งเราจบบรรจุภัณฑ์มา แล้วการจบบรรจุภัณฑ์เนี่ยมันหมายความว่าเราเข้าใจ marketing ที่สุดในโลก เพราะว่าเราทำงานภายใต้ความต้องการของลูกค้า เราไม่ได้ทำงานภายใต้ความเป็นศิลปิน แต่ฉันเข้าใจว่ามันต้องผลิตแบบนี้เธอ ผลิตจำนวน 10,000 ชิ้นเป๊ะแบบนี้นะ นั่นคือแบบเป็นต้นกำเนิดว่าทำไมเราถึงเปิดบริษัทได้ พอขึ้นปี 3 เราก็เปิดอีกบริษัทคือ บริษัท ‘Awesome Screen’ ที่เปิดรับสกรีน เพราะเครื่องมือที่เราซื้อมาเพื่อทำเคสมันสามารถต่อยอดเพื่อทำเสื้อได้ มันก็เลยมาควบคู่กันเป็นธุรกิจนี้

| มุมมองอุตสาหกรรมผ้าไทย

PREAW : ทุกครั้งที่แพรวไปสัมภาษณ์ลงเพจก็จะไปเองทุกครั้งเลย เพราะว่าเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แบบเรารู้ว่าคอตตอนแท้เป็นยังไง แต่เราไม่รู้ว่ามันปลูกแบบไหน เราก็เลยอยากไปเห็นเองเพื่อที่เราก็จะเล่าได้จริงๆ มันแบบเศร้ามากกกก วงการผ้าไทย คือแบบที่เห็นประเด็นชัดที่สุด คงจะเป็นเรื่อง ‘กัญชง’ คือแพรวสนับสนุนกัญชงนะ ซึ่งกัญชงควรเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยได้แล้ว เพราะว่าในไทยแค่โปรยก็ขึ้นแล้ว มันปลูกง่ายมาก แต่รัฐบาลยังไม่เข้าใจว่ามันต่างกับกัญชายังไงนึกออกปะ แบบในระดับผู้ใหญ่ยังไม่เข้าใจเลย

ซึ่งกัญชงมันมีเสน่ห์ทั้งทางวัฒนธรรมและเรื่องราวอย่าง คนบนดอยเขานิยมเอามาผูกรัดข้อมือให้เด็กรู้สึกสุขภาพแข็งแรง คือมันมีความเชื่อต่างๆ เกี่ยวกับเส้นใยกัญชงนี้เยอะมาก แล้วยิ่งคุณภาพตอนแปรรูปเป็นผ้าแล้วก็ดีมากๆ ไม่ว่าจะใส่ตอนร้อนก็เย็น ใส่ตอนเย็นก็อบอุ่น คือคุณสมบัติมันค่อนข้างแน่น ซึ่งมันได้ปลูกได้ทุกที่แต่ในไทยมันเหมาะที่จะปลูกมาก แต่มันก็ไม่ถูกผลักดัน แล้วอีกเรื่องที่สำคัญที่เห็นคือคนไทยทำงานเก่งคุณภาพดี แต่ว่าไม่ค่อยมีใครสนใจกระบวนการที่ผ่านมาว่ากว่าจะถึงปลายทางมันต้องผ่านอะไรมาบ้าง

| มุมมองของช่างไทย

PREAW : คือเราชอบจังหวัดเชียงใหม่มาก เพราะภูมิปัญญาต่างๆ ที่เค้ามีคอนข้างเหนียวแน่น เรื่องการทอผ้ามันไม่ได้ง่ายเหมือนไปเรียนวาดรูปแล้วทำได้ คือมันค่อนข้างเป็นเรื่องที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เทคนิควิธีการแต่ละบ้านก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งเราเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่สนใจวิธีการทอผ้าขึ้นเยอะมาก แล้วพอเวลาผ่านไปเครื่องจักรเก่าก็เริ่มใช้ไม่ได้ หรือแบบรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เสียไปแล้วก็ไม่ได้เรียนรู้ต่อ แต่เด็กรุ่นใหม่ก็พยายามทำเครื่องขึ้นมาใหม่ แถมยังอนุรักษ์เทคนิคการทอผ้าแบบเดิมไว้ด้วย เราก็เห็นว่ามันยังเป็นอะไรที่ยังมีคนสืบสานอยู่ไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่น้อยแค่นั้นเอง

| แหล่งผ้า หรือแหล่งวัสดุในกรุงเทพฯ ที่ต้องห้ามพลาด

PREAW : ที่จริงที่อยากแนะนำในช่วงนี้เลยคือ ‘จงสถิตย์’ เขาเพิ่งเปิดโรงงานใหม่ แล้วที่ประทับใจเพราะจงสถิตย์โรงงานใหญ่มากกก แล้วก็ถือเป็นเรื่องดีที่โรงงงานไทยนำวัสดุผ้าแบบรีไซเคิลกลับมาใช้ กลับมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเราคิดว่าเค้าคือเฮดใหญ่สุดแล้วของวงการอุตสาหกรรมผ้าไทย ถ้าแบบไม่เริ่มจากเขาอะ รุ่นเล็กก็ไม่มีใครสนใจแล้วว่าแบบจะมาจากอะไรก็ตามใช้แล้วก็ทิ้ง แต่ว่าที่จงสถิตย์จะเป็นโพลีเอสเตอร์ พวกใยสังเคราะห์ ใยผสม แต่มันก็เป็นอะไรที่แบบรีไซเคิลได้ ซึ่งพยายามกลับมาใช้ใหม่ย่อยมาจากเศษวัสดุต่างๆ คือน่าสนใจมาก แล้วก็มี ‘วัดสน’ ด้วย ซึ่งจริงๆ เส้นสำเพ็งพาหุรัดของดีมากนะ แต่คือใครๆ ก็รู้ว่าคนสำเพ็ง พาหุรัด ขายผ้าอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานคือร้านมันแบบงามมากกก เธอควรไปดูมากกก ผ้าญี่ปุ่นผ้านำเข้าเยอะมากก อันนี้แบบควรไป

| เอกลักษณ์ของคนฝั่งธนบุรี

PREAW : เราคิดว่าฝั่งธนมันเป็นฝั่งที่แบบไม่เหมือนกรุงเทพฯ เพราะด้วยความรู้สึกที่ว่าบ้านเรือนมันยังคงเป็นยังไงก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ 30 – 40 ปีที่แล้ว ตอนสมัยเราเกิดตึกตรงนี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ไม่เคยถูกทุบไม่เคยทำใหม่ คนก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม แล้วคือฝั่งธนอะขึ้นชื่อมากเรื่องนักเลงเราก็แบบเออเจ๋งดีเนอะ ก็คิดว่าทำไมถึงมีเนตไอดอลแบบนี้เกิดขึ้น แล้วแบบคือแม่งมาจากคนฝั่งธนหมดเลย เราก็ไม่ได้สนับสนุนนะ แต่มันเป็นอะไรที่จริงไม่ต้องเฟค

แล้วพอข้ามสะพานไปมันก็เป็นอีกสังคมหนึ่งแล้ว คือฝั่งสีลมที่ทุกคนแบบจริงจังถือกระเป๋าไปออฟฟิศ แต่ที่นี่คือฉันก็จะเป็นแบบนี้ ฉันก็มีความสุขในแบบของฉัน มันก็เลยเป็นเหตุผลที่ว่าเราอยู่ตรงนี้เราสบายใจทั้งเรื่องคน สิ่งแวดล้อม แล้วก็ใกล้เคียงแหล่งวัสดุด้วย ซึ่งก็คิดว่าเราก็ยังคงอยู่ฝั่งนี้ผลิตงานคุณภาพส่งแบรนด์จากฝีมือ ป้าๆ แม่ๆ นี่แหละ เราก็ผลักดันกันไป สำหรับคนฝั่งธนก็จะแบบ ‘ถึงฉันจะแรงแต่ก็จริงใจ’ ประมาณนี้ (หัวเราะ)

| นิยามกรุงเทพฯ

PREAW : นิยามกรุงเทพฯ ของเรา คือจริงๆ เราก็รักมันนะ มันเป็นความรักปนความเกลียดนิดนึง(หัวเราะ) สำหรับเราตอนนี้ กรุงเทพฯ มันเหนื่อยมาก แล้วใจเราอยากจะหนีแม่งทุกวัน มันเหนื่อยไปเนอะ

| สิ่งที่ชอบสุดในกรุงเทพฯ

PREAW : สำหรับเรารู้สึกว่ากรุงเทพฯ เนี่ย มันกระจัดกระจายมาก คือมันไม่มีแหล่งอะไรที่เป็นของตัวเองที่ชัดเจน ซึ่งแหล่งวัสดุในกรุงเทพฯ มันไม่ได้อยู่ที่เดียว แต่มันกระจายไปทั่ว 5 – 6 ที่ แล้วมันน้อยมากที่คนจะไปได้ครบทุกที่ 100%  มันเหมือนเป็นจุดที่ต้องค้นหาต่อไป แล้วมันก็สนุกที่แบบเห้ยแม่งมีร้านกระดุมร้านแรกของประเทศไทยอยู่ที่นี่ด้วย หรือมีร้านร่มร้านแรกอยู่ตรงนี้ได้ยังไง มันต่างกับการไปจีนที่พอไปแล้วก็รู้เลยว่าที่นี่แหละคือแหล่งผ้าเดินที่นี่ที่เดียว แต่ด้วยความกระจัดกระจายของเรานี่แหละ ที่เป็นเอกลักษณ์คือเธอต้องเดินไปให้หมดนะ แล้วเธอก็ยังหาไม่เจอนะทั้งหมดชีวิตนี้ (หัวเราะ) เพราะมันจะแบบพุดขึ้นมาเรื่อยๆ

| อะไรคือสิ่งที่มีอิทธิพลกับแพรวมากที่สุด

PREAW : สำหรับแง่มุมการทำงานเราคิดว่า ‘โซเชียลมีเดีย’ มันมีความสำคัญกับเรามากกกกก เพราะว่าเราอยู่ในวงการออนไลน์มานานมาก แล้วเราก็ไปทำงานวงการแฟชั่น  แล้วก็ไปอยู่วงการออนไลน์อีกที ซึ่งมันแบบปรับเปลี่ยนตลอดเวลา แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรคือเทรนด์อีกต่อไปแล้ว ต้องวิ่ง แล้วก็ต้องเหนื่อยมาก เราก็เลยคิดว่าการทำงานบนพื้นฐานออนไลน์มันหาความยั่งยืนอะไรไม่ได้เลย แบบ 8 – 10 ปีที่แล้วฉันขายดีมาก ตอนนี้ฉันขายอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้กลายเป็นว่าคนชอบอ่านคอนเทนต์มากกว่า

ซึ่งคนบนโลกออนไลน์ก็อะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะหลายคนที่ด่าเราบนโลกออนไลน์ก็มี เราก็รู้สึกแบบมาด่าฉันทำไม ฉันทำไรให้แกขนาดนั้น ซึ่งมันมีอิทธิพลกับชีวิตเราตลอดต่อให้เราจะแบบช่างมันเหอะ แต่มันก็ค่อนข้างทำร้ายจิตใจของเรา มันทำให้เราเป็นบ้าได้เลยนะ เราก็ต้องพยายามหยุดอยู่ห่างจากมัน ซึ่งจริงๆ มันเป็นความทุกข์ที่แบบล่องลอยมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำแต่ฉันทุกข์อะแก แต่แบบใครทำ ไม่ใครทำนึกออกปะ มันเป็นอะไรที่มันควรจะหยุดได้แล้ว คือแบบทุกสิ่งที่ได้มามันไม่มีอะไรยั่งยืนหรอกจริงๆ นะ เพราะสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการให้ข้อมูล ถ้าใครไม่สนใจจะอ่านก็ไม่เป็นไรเพราะถ้าเรายั่งยืนแล้วคนเห็นคนจะแชร์เอง

| จุดพลิกผันของชีวิต

PREAW : ตอนเด็กเราไม่ได้บ้านยากจนตั้งแต่แรกก็พอมีพอกิน แล้ววันนึงแม่ก็ไม่สบายเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 คือสำหรับตอนเด็กไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามะเร็งคืออะไร เพราะเด็กมาก แต่คือรู้อย่างเดียวคือชีวิตไม่มีเงิน แล้วตอนพ่อขับรถกระบะไปส่งที่โรงเรียนเราก็แบบอายเพื่อน พ่อจอดเซเว่นได้ปะเดี๋ยวแพรวเดินไปเอง แบบเพื่อนถือกระเป๋าแฮร์รอดส์กันหมด ฉันก็อยากได้บ้างแต่ฉันไม่มีเงิน ซึ่งมันเป็นอะไรที่แบบโคตรเด็กมาก ไม่เข้าใจ ไม่รู้ ไม่สนว่าบ้านเราอยู่ในสถานะไหน เราแค่อยากได้อยากมีเฉยๆ แค่นั้นเองแต่พอระยะเวลามันผ่านมันก็ทำให้เราคิดได้ว่า

ที่สุดแล้วชีวิตมันก็ต้องตาย เธอก็ต้องตายไป
สุขภาพคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแล้ว คือสุขภาพดีเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ นะ จะมีความสุขกับการกอบโกยบรรยากาศรอบข้างไปได้อีกนาน

แต่ว่าตอนนั้นมันเป็นรู้สึกที่ใกล้มาก แบบแม่จะตายจริงๆ เราก็เลยรู้สึกว่าเราปลง แม่เสียตอนนี้ก็ไม่เสียใจเพราะว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดเราตั้งใจทำเต็มที่ที่สุดแล้ว มันก็เลยเป็นจุดที่แบบเออช่างแม่งเหอะ ไม่ต้องวิตกกังวลกับชีวิตอะไรมากก็แค่ทำให้มีความสุขในทุกวันก็โอเคแล้ว เพราะความตายมันใกล้มากจริงๆ

| นี่แหละแพรว

PREAW : คือเราอะเป็นคนลูกทุ่งมากกก มากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว แล้วจะมีคนที่คิดว่าเราเป็นสาวแกร่ง สาวเก่ง อย่างที่ใครนิยามกันไป แต่ความจริงแล้วเราไม่ใช่ เราเป็นคนที่โคตรตรง แล้วรู้สึกว่าใช้ชีวิตได้ด้วยเพลงลูกทุ่ง ฉันชอบทำงานเพราะฉันทำงานแล้วมีความสุข เหมือนสาวโรงงานที่วันนี้ฉันจะตื่นขึ้นมาเพื่อสกรีนเสื้อเสร็จแล้วฉันจะกลับบ้าน กินข้าว ดูละครแล้วฉันก็นอน นี่คือชีวิตของฉัน เพราะเราชอบทำกิจกรรมมาก เลยนิยามตัวเองว่าเป็น ‘สาวลูกทุ่ง’ ทุกกิจกรรมในรั้วมหาลัย และรั้วโรงเรียนทำหมด พยายามหาสีสันให้กับตัวเอง ก็เลยคิดว่านิยามความเป็นลูกทุ่งโคตรจะเราสุด

| ถ้าเขียนบันทึกถึงตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเขียนว่าอะไร ?

PREAW : เราคิดว่าจะไปอาศัยอยู่ที่ทะเล (หัวเราะ) ที่เราวางแผนชีวิตไว้แล้วเราจะเขียนบอกตัวเองไว้ว่าชีวิตเราดีแล้ว เราก็จะอยู่ห่างไกลจากเคมี อยู่ห่างไกลจากการเหนื่อยกับลูกค้า อืมเราคิดว่าชีวิตเราจะเป็นแบบนั้น แต่ว่าเรายังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรเราคิดแค่ว่าเราจะไปอยู่ที่นั่น คือจริงๆ เรามีแผนที่จะไปอยู่ทะเลสัก 6 เดือน เพราะเราก็เป็นสาวที่แบบโตมากับธรรมชาติอยู่แล้ว สมัยก่อนคือบ้านเลี้ยงไก่อยู่กลางกรุงอะ แล้วเราก็แบบชินกับสภาพแวดล้อมนั้น พอเราโตมาเรื่อยๆ เราไปเรียน ไปทำอะไรเยอะๆ จนเราก็เผลอลืมไป แต่เราก็แบบเริ่มกลับมาคิดถึงชีวิตวัยเด็ก เพราะเราเริ่มทุกอย่างมาเร็วกว่าชาวบ้านเขาหมด มันก็ไม่แปลกที่เราอยากที่จะเกษียณเร็วกว่าคนอื่นหน่อย

เพราะชื่อเสียง เงินทอง มันไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต
เราเอาความสุขของเราเป็นหลัก พนักงานของเราแฮปปี้ทุกคน บรรยากาศการทำงานของเราดีมีความสุข เราดูแลหาเลี้ยงซึ่งกันและกันได้ เราก็เลยคิดว่าพอมันถึงจุดหนึ่งมันก็ควรจะต้องพัก

เพราะว่าเราทำงานหนักมาตลอด 8 ปี มุ่งแต่เรื่องเงินอย่างเดียว มารู้อีกก็ตอนที่ทำงานจนเหนื่อยแล้วเรามีเงินมากพอแล้ว ซึ่งชีวิตเราอาจไม่ได้ทำสิ่งที่เราชอบ 100% ขนาดนั้นก็คือต้องค้นหาต่อไป

Contributor

นริศา สุมะมานนท์

นักคิดจากประเทศลาดกระบัง น้องหมาคือยาชูกำลังชั้นดี มีความสัมพันธ์แบบ It's complicated with น้ำหวานที่อยากกินอาทิตย์ละแก้วแต่ก็ทำไม่ได้สักที