ในระหว่างที่ผมลองเดินสำรวจเส้นทางไปตามซอกซอย หาอะไรแปลกใหม่ ดูวิถีชีวิตของผู้คน สีสันตามบ้านเรือนของคนไทยเรา ซึ่งมันมีความหลากหลายมากๆ เดินไปเรื่อยๆในซอยแถวๆถนนเจริญนคร ก็ได้มาเจอกับ โรงทานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่นี่เป็นสถานที่ที่มีความน่าสนใจต่อการถ่ายสตรีทเป็นอย่างมาก

ผมก็เลยเข้าไปถามว่าที่ตรงนี้คืออะไร ก็ได้ความมาว่าเป็นโรงทาน ผมก็เลยอยากจะรู้ว่าที่นี่เค้าพอจะมีงานอะไรเร็วๆ นี้รึเปล่า…สรุปว่ามี เป็นงาน พิธีอาบน้ำทิพย์ ผมก็เลยขออนุญาตขอเข้าไปถ่ายรูปในวันและเวลาที่เค้าบอกมา ก็ได้คำตอบว่า “ได้” ผมเลยนับวันรอเลยจนได้มาถึงวันที่งานพิธีเริ่ม ตัวผมเองก็ไม่เคยมางานแบบนี้ ไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

พอถึงวันและเวลาที่เค้าบอก ผู้คนก็มาจากไหนก็ไม่รู้ มากมายจนสถานที่ตรงนั้นแน่นไปหมด เจ้าของสถานที่ (ผมขอเรียกว่า คุณแม่ นะครับ) ก่อนที่จะเริ่มพิธีการ คุณแม่ก็เริ่มแกะกระป๋องนมตราหมีเทใส่อ่างน้ำสีแดงขนาดใหญ่ทีละกระป๋อง พอนมกับน้ำมันเริ่มผสมกันผมก็เห็นว่า ในน้ำนั้นมันน่าสนใจดี ก็กดถ่ายไปเรื่อยๆ พอสักพัก คุณแม่จุดเทียนกำใหญ่ แล้วค่อยเอาน้ำตาเทียนหยดลงไปบนน้ำที่ผสมนมนั้น น้ำนั้นก็ยิ่งมี texture เพิ่มเข้าไปอีก ยิ่งดูน่าสนใจเข้าไปใหญ่ ช่วงนี้ผู้คนก็ต่างนั่งพนมมือกันหมด มาถึงตอนนี้ผมก็คาดว่าพิธีการเริ่มต้นขึ้นแล้ว

พอ คุณแม่ พูดว่า “จะลงก็ลงมาได้แล้ว” ก็มีคนเกิดอาการสั่น ตัวเกร็ง เปร่งเสียง โหยหวนกันมา หรือถ้าเรียกตามเค้าก็เรียกว่า องค์ลง นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอเหตุการณ์แบบนี้ เมื่อไหร่ที่แต่ละคนมีองค์ลงมาก็จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป มือไม้ ท่าทาง ก็ดี มีการออกท่าทางยกไม้ยกมือ และเสียงร้องของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปด้วย พอมีคนนึงที่องค์ลงเยอะๆ คนอื่นๆ ก็จะมาช่วยกัน บางคนก็องค์ลงเหมือนมาช่วยส่งพลังให้กำลังใจกัน

หลังจากช่วงแรก คุณแม่ ก็เชิญคนที่องค์ลงเยอะๆ ไปคุยปรับความเข้าใจกันในเรือนเล็กๆ ข้างใน ระหว่างที่คุยๆ กันก็องค์มาอีกที แต่ในเรือนนั้นคนแน่นมาก มุมกล้องดีๆ ก็หายากมากๆ เลยพลาดรูปดีๆ จากตรงนั้นมา ต่อมาคุณแม่ก็เชิญคนที่องค์ลงมาที่อ่างน้ำสีแดงอีกที ระหว่างที่เดินมาทางอ่างน้ำนั้นก็มีผู้ชายคนนึงเริ่มทำท่าร่ายรำท่าบางอย่าง ซึ่งก็เป็นตัวแบบที่มี potential ที่ดีมากๆ ผมก็ดูๆ ไว้ก่อนเผื่อจะได้เอาเข้ามาในซีนได้ พอเดินถึงอ่างน้ำแล้วนั้น คุณแม่ก็ให้คนที่องค์ลงนั้นเอามือจุ่มน้ำ เธอคนนั้นก็ร้องด้วยเสียงโหยหวน ผู้คนก็ต่างเอามือมาแตะหลังกันเป็นทอดๆ ก็ยิ่งเป็นซีนที่มี potential และดูมีการสื่อสารถ่ายทอดอารมณ์กันได้ชัดเจนมากๆ พอถ่ายๆ ไป ผมก็มองไปที่พี่ผู้ชายที่ทำท่ารำก่อนหน้า จึงเอาเข้าฉากไปด้วยเลย ยิ่งทำให้เพิ่ม element เข้าไปในเฟรมเข้าไปอีกที

พอซีนนี้จบลง ลูกศิษย์คุณแม่ ก็ได้นำเอาถุงที่เต็มไปด้วยดอกไม้และเศษเหรียญมากันเป็นถุงใหญ่ๆ ในขณะเดียวกันทุกคนที่อยู่ในสถานที่นั้นก็เริ่มแจกถุงพลาสติก ทุกคนจะมีถุงพลาสติกกันคนละใบเลย พอแจกกันครบคุณแม่ก็เดินและโปรยดอกไม้และเศษเหรียญให้กับทุกคนซันนี้เป็นซีนที่สวยงามมาก เพราะมันจะมีเหลือง แดง และขาว-ม่วง จากกลีบดอกไม้ แต่ก็ต้องเสี่ยงดวงกันพอสมควรเพราะในที่โปรยนั้นจะมีเศษเหรียญปลิวมาด้วย ถ้าเลนส์ใครไม่มี hood หรือ filter ก็ต้องระวังตัวเลนส์ให้ดีเพราะชิ้นเลนส์หน้าเราอาจจะแตกได้ ผมก็เลยตัดสินใจเสี่ยงดวงกันหน่อย เพราะถ้าเราถ่ายช็อตที่อยู่ข้างนอกที่เค้าโปรยนั้นเราจะได้ภาพที่ธรรมดาๆ มันจะทำให้ภาพดูไม่ตื่นเต้น ผมเลยตัดสินใจเดินลุยเข้าไปตามจุดที่คิดว่า คุณแม่ จะโปรยมาตรงนั้น มันเป็นซีนที่เร็วมากๆ ต้องรีบตัดสินใจเดินเข้าไปในกลุ่มคนที่รอรับกลีบดอกไม้และเศษเหรียญเหล่านี้อยู่ และความพยายามก็สำเร็จ ผมเดินไปที่จุดๆ นึง ก่อนที่ คุณแม่ จะโปรยดอกไม้และคุณแม่ก็โปรยเข้ามาในจุดนั้นได้พอดี ทีนี้ก็ต้องรีบจัดเฟรมพยายามดู element ต่างๆ ที่อยู่บริเวณนั้นว่ามันจะสามารถใส่เข้าไปในภาพแล้วสื่อสารอะไรได้บ้าง แถวๆ นั้นก็มีมือคนถือถุงพลาสติกนี่แหละ เลยเอาเข้ามาในซีนนี้ด้วยเลย จากนั้นก็รัวกล้อง เสี่ยงดวงว่าจะได้ซีนที่ดีหรือไม่ สรุปก็ดันได้ ภาพที่เห็นตาของคุณแม่หน่อยๆ มือถือถุง อีกมือกำลังรับกลีบดอกไม้อยู่ในนี้ ขณะที่กลีบดอกไม้ก็กระจายไปทั่วเฟรม ผมชอบภาพแบบนี้ มันเป็นการบอกไม่หมด ปิดบังอะไรหน่อยๆ เพื่อที่จะสร้างความน่าสนใจ น่าสงสัย ทิ้งอะไรไว้ให้คนดูได้คิดต่อ หรือ คนดูมีคำถามเกี่ยวกับภาพๆ นี้

พิธีการต่อไปจากนั้น เค้าก็ให้เด็กๆ ขึ้นไปนั่งในตัวอาคารแล้วก็แจกถุงพลาสติกอันใหญ่ๆ เพื่อที่เป็นการเริ่มให้คนที่เข้ามา บริจาคให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ขนม หรือเงิน ก็ตาม แต่ซีนบนอาคารและตำแหน่งที่เด็กๆ นั่งแล้ว ฉากหลังอาจจะโอเคในระดับนึงแต่ก็ยังเฟรมได้ยาก เพราะพื้นที่มันเล็ก พอมีคนขึ้นมาเยอะเข้าๆ มันก็กลายเป็นสถานที่ที่แคบไปทันตา ซีนนี้ผมเลยไม่ได้ซีนที่ดีมากมาเท่าไหร่ ได้ซีนก่อนแจกของเล็กน้อยมาเท่านี้

พอคุณแม่ ปิด การให้ทานก็เริ่มให้คนที่ไม่เกี่ยวกับคนองค์ลงอยู่ด้านล่างอาคาร ส่วนคนที่เกี่ยวข้องกับคนองค์ลงให้ขึ้นมาอยู่บนตัวอาคาร ซึ่งตอนนี้เธอคนนั้นก็ดูปกติ แต่พอ คุณแม่ บอกเริ่มพิธีปุ๊บองค์ก็ลงมาอีกครั้ง ท่าทาง มือไม้ มาอีกที คนก็เริ่มจับไม้จับมือกันเป็นทอดๆ ตัวแบบหลักก็เริ่มสั่นเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ และคนรอบข้างก็มาช่วยพยุงกันไว้ ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ คุณแม่ ก็ชูมือขึ้นมาจับมือคุณแม่ไว้ ผมเลยเห็นว่าแขนที่ชูขึ้นมามันดูเป็นเส้นๆ นำสายตาได้ดี เลยพยายามหาแขนให้ได้มากที่สุดจากหลายๆ ทิศทาง เป็นเส้นเข้าไปสู่ตัวแบบที่อยู่ตรงกลาง บวกกับซีนนี้เป็นซีนที่ค่อนข้างมืด ถ้ายิงแฟรชก็จะยิ่งดี แถมการยิงแฟรชไปตรงซีนนี้ก็ยังทำภาพมันยิ่งดูดิบขึ้น เน้นตัวเนื้อหาให้ชัดเข้าไปอีกที การยิงแฟรชก็ยังมีเทคนิคการใช้ slow shutter speed ทำให้เกิดภาพไหวๆ ได้ด้วย ผมเลยใช้เทคนิคที่ว่ามามาใส่ดู จนเกิดมาเป็นใบนี้ครับ (ใบนี้ผมใช้ shutter speed 1/13 นะ)

จากนั้นคุณแม่ก็ให้ทุกคนออกจากตัวอาคาร และเริ่มสาดน้ำ น้ำในที่นี้ก็มีมะกรูด และกลีบดอกไม้เต็มไปหมด น้ำจะมีสีขาวขุ่นนิดๆ ผมเข้าใจว่านี่แหละที่เค้าเรียกว่าน้ำทิพย์ เพราะหลังจากที่คุณแม่สาดน้ำเสร็จแล้ว ผู้คนก็ต่างมาตักน้ำเก็บไปที่บ้านกัน

ตัดภาพมาที่คุณแม่กำลังจะสาดน้ำกันอีกที พอคุณแม่สาดน้ำผู้คนก็ต่างยกมือไหว้ บางคนลุกขึ้นรำ บางคนก็ร้องโหยหวน ส่วนคนที่องค์ลงก็ร้องเหมือนจะเจ็บปวด ผมก็พยายามจะจัดเก็บทุกอย่างให้มันเล่าเรื่องราวได้ในภาพเดียว

ตอนถ่ายนั้นผมเลยต้องระมัดระวังพยายามไม่ให้กล้องเปียกน้ำเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะไม่ได้กล้องโดนน้ำได้เลย ในขณะนั้นก็มีอีกกลุ่มนึงองค์เริ่มลง ยกไม้ ยกมือ ร้องเสียงแปลกๆ ตัวแบบหลักของผมที่มี potential สูงก็ได้เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกลุ่มจึงต้องคอยตามไปดูต่อว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้อีก

พอพิธีสาดน้ำทิพย์จบลง ก็มีอีกพิธีที่ทุกคนจะต้องจุ่มตัวลงในอ่างน้ำสีแดง ทุกคนก็พร้อมตัวกันต่อแถว และคุณแม่ก็ย้ำตลอดเวลาว่า คนไหนมีประจำเดือนก็ต้องห้ามจุ่มตัวลงไปเป็นอันขาด ในจังหวะที่คนเริ่มจุ่มตัวลงผมก็เห็นโอกาสว่า ตอนช่วงคนเค้าจุ่มตัวลงถ้าเราเปิด shutter speed สูงๆ หน่อย จะได้หยุดช่วงเวลา หยุดการเคลื่อนไหวของน้ำได้ ทำให้ซีนมันดูแปลกตามันคงจะดี ผมก็ลองเล่นกับไอเดียนี้คนแล้วคนเล่าจนมาได้แบบดีๆ คนนี้ และจังหวะของคนตอนจุ่มตัวลงก็พอเหมาะพอเจาะ เหมือนจะเห็นคนแต่ก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร พอมองนานๆ ก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วนั้น ตัวแบบคือคนนี่แหละ

พอหลังจากผู้คนได้จุ่มตัวลงกันเสร็จแล้วเค้าจะเดินมากันที่กองไฟอันเล็กๆ  อันเล็กมากๆ ประมาณ 30×30 เซ็นติเมตร ผมก็อยากจะทำให้มันดูอลังการสมกับการที่คนเค้ามาอังไฟกันตรงนี้เลยเอากล้องเข้าไปใกล้ๆ กองไฟ รอตัวแบบดีๆ มาออกท่าทางจนได้มีคนนึงเดินมาแล้วเริ่มรำ ผมก็กะจังหวะช่วงที่เค้ามีการปิดบังตา มันชวนให้น่าสนใจ บวกกับการเอามือของคนอื่นๆ เข้ามาในเฟรม พยายามเติมเฟรมให้ได้มากที่สุด กับจังหวะที่พอดีที่สุด จึงเกิดมาเป็นภาพใบนี้

พอตัวแบบที่องค์ลงเยอะได้จุ่มตัวลงไปในอ่างสีแดงอาการก็เริ่มน้อยลงไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกคนนึงมีอาการตัวสั่น ร้องเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ พนมมือยกมือไหว้เหนือหัว จุดนั้นเค้าอยู่ในเงาและผมก็อยากได้ฟ้าสีน้ำเงิน เลยปรับให้ภาพมันดู under exposure คือ ถ้าตัวแบบจะมืดๆ แต่ฟ้าสว่าง จากนั้นก็ใช้แสงจากแฟรชสาดเข้าไป fill-in แสงของตัวแบบ เลยทำให้ภาพนี้เห็นทั้งคน(เพราะได้แสงจากแฟรช) และได้เห็นสีฟ้าสีน้ำเงินไปด้วย ถ้าไม่ใช้เทคนิคแฟรชแล้วเราจะเห็นแต่ตัวแบบสว่างและสีท้องฟ้าจะเป็นสีขาวไปเลย ซึ่งมันจะทำให้ภาพอาจจะขาดสีสันของท้องฟ้าที่ควรเป็นก็ว่าได้

พอตัวแบบได้จุ่มตัวลงในอ่างน้ำสีแดงแล้วก็ยิ่งมีท่าทางยกไม้ยกมือและยังมีสีหน้า อารมณ์ที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น ท่าทางของคนรอบข้างก็น่าสนใจเพราะเค้ามีการยกมือไหว้ตัวแบบทำให้สายตาเรามุ่งโฟกัสไปที่ตัวแบบโดยทันที

นอกจากอ่างน้ำสีแดงที่คนเค้าจะจุ่มตัวลงไปแล้วก็ยังมีเหมือนเป็นสระน้ำใหญ่ๆ อยู่อีกฝั่งนึงพร้อมให้คนลงไปล้างตัวในนั้นอีกด้วย ผมก็เลยตามตัวแบบคนนี้ไปที่สระน้ำนี้อีกที เค้าก็ค่อยๆ เดินในน้ำมาจนถึงปลายสระ แล้วก็มีคนเตรียมรอยกไม้ยกมือทำท่ากัน แต่มุมนี้มันไม่ค่อยเอื่ออำนวยในการถ่ายสักเท่าไหร่ เพราะฉากหลังมันมืดเกินไป แล้วแอบดูรกไปหน่อย หรืออาจจะพลาดนึกไม่ถึงว่าเราควรจะใช้เทคนิคไหนมาใช้กับซีนนี้ดีก็ได้ สุดท้ายเลยได้ภาพจบมาเป็นใบนี้

ถือว่าวันนี้นี่เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับผมเลย ผมไม่เคยได้เจอพิธีกรรมแบบนี้กับตาตัวเองจริงๆ สิ่งๆ นี้เป็นพิธีกรรมความเชื่อส่วนบุคคล มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกับจิตใจ คนไหนจะเลือกที่จะเชื่อก็เป็นเหตุผลของคนๆ นั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมาพูดคือการมองซีนต่างๆ ในมุมมองของช่างภาพมือสตรีท เท่านั้น แต่ภาพในบทความนี้อาจจะมีความเป็นสารคดีอยู่พอปนกันอยู่เยอะด้วยเหมือนกัน ฉะนั้นถึงเวลามีอะไรที่น่าสนใจก็เริ่มถ่ายเลย ไม่จำเป็นว่าต้องยึดติดกับการถ่ายภาพแนวไหนแนวเดียวเสมอไป จงสนุกกับการถ่ายรูปนะครับ จริงๆ ก็มีภาพที่จะจัดใส่อีกแต่ผมเอามาให้ดูกันเท่านี้ก็พอ กลัวภาพจะเยอะเกินไป วันนี้บทความยาวเลย แต่ก็หวังว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านจะได้อะไรไม่น้อยเลยทีเดียว ขอบคุณมากๆ นะครับที่อ่านกันมาถึงตรงนี้ เจอกันคราวหน้าครับ

Facebook Comments
Job
ช่างภาพ Street & Documentary ตั้งแต่ผมรู้จักสตรีทมาชีวิตก็เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะสตรีทจึงทำให้อยากจะออกไปค้นหามุมมองที่เราไม่เคยพบเจอของโลกใบนี้ เพราะสตรีททำให้ผมได้มองสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ได้ชื่นชมธรรมชาติมากกว่าที่มันเป็น เพราะสตรีทจึงทำให้ทุกสิ่งรอบตัวมันดูน่าสนใจ เราสามารถได้ภาพสตรีทในทุกที่ๆ เราไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะได้ภาพจากทุกที่ๆ จะได้ภาพสตรีท มันทำให้ชีวิตมีความท้าทาย และที่สำคัญคือการได้รู้จักสังคมที่เราอยู่แต่ไม่เคยได้สัมผัสมันมาก่อน