มุมมองบางกอกในสายตาเด็กต่างจังหวัด 3  #เรื่องเล่าของเด็กสตาฟกับงานอีเว้นท์

เชื่อเหลือเกินว่าน้องๆ เพื่อนๆ และพี่ๆ หลายท่านยังคงยึดอาชีพ “สตาฟงานอีเว้นท์” กันอยู่ เนื่องจากเป็นงานที่ค่อนข้างอิสระ สามารถเลือกรับงานได้ อารมณ์ประมาณพวกฟรีแลนซ์นั่นแหละครับ มันจึงดึงดูดใจให้หลายคนยังคงหลงใหลไปกับอาชีพนี้

สตาฟอีเว้นท์มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับตัวโปรเจ็คท์งานที่เข้ามาว่าจะเป็นรูปแบบไหน เช่น สตาฟเฝ้าบูธงานแสดงสินค้าตามห้างฯ หรือฮอลล์ต่างๆ, สตาฟเอ้าท์ดอร์ประเภทเดินทรูปประชาสัมพันธ์โปรโมทสินค้า หรือเดินแจกสินค้าอย่างที่เราพบเห็นกันทั่วไปตามสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน อย่างตลาดนัดสวนจตุจักร เป็นต้น หรือสตาฟงานอีเว้นท์อีกประเภทหนึ่งที่มีคิวเวทีให้ต้องจัดการ คืองานประเภทจัดสัมนา, งานแสดงสินค้า, งานแถลงข่าว หรืองานคอนเสิร์ตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภายในองค์กรของแต่ละบริษัท มหกรรมคอนเสิร์ต หรือแม้กระทั่งงานแต่งงานของไฮโซต่างๆ

งานพวกนี้ต่างต้องใช้สตาฟทั้งสิ้น เพื่อทำหน้าที่ดูแลงานให้ไหลลื่น และเสร็จสิ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งงานส่วนหลังที่พูดมานั้น มันจะมีสตาฟอีกประเภทหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “Backstage”

ส่วนตัวผมผ่านงานพวกนี้มาหลายปีพอสมควร ก็เลยอยากจะเล่าถึงการทำงานสักเสี้ยวหนึ่งของประสบการณ์เพื่อแบ่งปันกัน

งานพวกนี้จะแบ่งสายเป็นพรรคพวก สายใครสายมันไม่ทับทางกัน อย่างทางผมมีพี่ที่รู้จักกัน เมื่อมีงานเข้ามาก็เรียกให้ไปช่วยหน่อยอะไรประมาณนี้ เรียกคนโน้นคนนี้มาประกอบกันจนได้เป็นทีมที่สามารถลุยงานได้สมบูรณ์ที่สุด

ไอ้งานประเภทเฝ้าบูธ หรือเดินทรูปน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เสร็จงานก็รับเงินกลับบ้าน แฮปปี้เอ็นดิ้งกันไป แต่ไอ้งานเวทีอย่างหลังเนี่ย ค่อนข้างกดดันอยู่พอสมควร เพราะถ้าพูดถึงคำว่า ‘เวที’ แล้ว นั่นคือช่วงเวลาที่สดมาก ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างราบรื่นภายใต้สายตาคนดู บางครั้งมีถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ด้วย ซึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดหรือมี dead air เกิดขึ้นบนเวที สตาฟหรือแบ็คสเตจที่รับผิดชอบส่วนนั้นอยู่จะต้องเป็นคนแก้ปัญหา และรับแรงกดดันผ่านหูฟังที่ใส่วิทยุสื่อสาร หรืออินเตอร์คอมอยู่

ฉะนั้น งานมันไม่อาจพลาดได้ หรือถ้าพลาดก็ต้องพลาดให้น้อยที่สุด ก่อนงานเริ่มจึงต้องมีการซ้อมคิว มีการรันคิวกันก่อนเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน แต่คุณเคยได้ยินคำนี้มั้ย

“ลูกค้าคือพระเจ้า”

นั่นล่ะฮะ บางครั้งคิวที่บรีฟกันไว้มันก็ไม่เป็นไปตามแผนสักเท่าไหร่ เพราะมีคิวสดจากลูกค้ามาบอกตอนหน้างานบ้าง ลูกค้าไม่ทำตามบรีฟบ้าง ตอนบรีฟไม่มาอยู่ฟังบ้าง อะไรทำนองนี้ ก็ต้องแก้ปัญหากันไปแบบช็อตต่อช็อต คือมันจะกดดันตลอดเวลาจนกว่างานจะจบนั่นแหละนะ

มีอยู่งานหนึ่ง เป็นงานเลี้ยงภายในของบริษัทอะไรสักอย่าง จัดกันที่โรงแรมหรูใจกลางบางกอกเลย คิวนั้นเป็นคิวที่ผู้บริหารของบริษัทต้องขึ้นไปร้องเพลงโชว์ แต่ทว่า..!! ท่านผู้บริหารแกไม่แม่นเนื้อ จำเนื้อร้องไม่ได้ ประจวบเหมาะพอดีว่าเพลงนั้นผมร้องได้ ก็เอาสิแก้ไขเฉพาะหน้ากันตรงนั้นเลย นั่นคือให้ผมถือไมค์ยืนร้องคลอให้ท่านผู้บริหารอยู่หลังเวที พอเพลงจบทุกคนปรบมือกันใหญ่ อาจจะเป็นเพราะความไพเราะที่ท่านผู้บริหารได้ร้องออกไปก็เป็นได้นะ อิอิ

หรืออีกงานหนึ่งที่ผมจำไม่ลืมก็คือ งานมหกรรมฟรีคอนเสิร์ตหน้าห้างฯ ใหญ่ย่านราชประสงค์ งานนั้นมีหลายวงมาร่วมงาน ช่วงกลางวันก็เตรียมงาน เซ็ตวง เซ็ตเครื่อง เซ็ตซาวด์กันไป วงไหนมาก่อนก็เซ็ตไปก่อน ตั้งเครื่องค้างกันไว้เลยบนเวที แต่มีทีมงานอยู่วงหนึ่งมาช้าสุดก็ได้เซ็ตเป็นวงสุดท้าย ไอ้ทางเราจัดพื้นที่ให้พวกพี่แกวางกลองกันไว้เรียบร้อยแล้ว แต่พอมาแกบอกจะวางกลองตรงนี้ ซึ่งผมบอกว่า “ตรงนี้ไม่ได้ครับ มันบังโลโก้ลูกค้า” ซึ่งแกก็ไม่ยอมไง จะตั้งตรงนั้นท่าเดียว คุยไปคุยมาเกือบได้ฟาดปากกัน (ฮาาาาา) จนต้องเดือดร้อนให้ผู้ใหญ่มาเคลียร์จนจบลงไป และงานนั้นก็จบลงอย่างสวยงาม

งานพวกนี้ไม่มีเวลาเลิกหรือเริ่มอย่างตายตัว สำหรับสตาฟ คือตามกำหนดการณ์ที่ทีมงานได้มา เวลามันชัดเจนอยู่แล้วแหละว่าเริ่มกี่โมงและเลิกกี่โมง แต่ตัวสตาฟเอง การมาเตรียมตัวเตรียมพร้อมก่อนเริ่มงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บางงานนี่งานออนหกโมงเย็น แต่นัดพวกผมตีห้าครึ่งก็เยอะแยะไป (ไม่รู้เรียกไปนอนต่อหรืออย่างไร)

หรือบางงานอาจจะเกิดความล่าช้าขึ้นจากตัวศิลปิน ดาราที่เชิญมาเอง เช่น ดาราคนนี้ถูกจ้างมาเป็นพิธีกร แต่ยังรถติดอยู่แยกอโศกโน่น งานขาดพิธีกรก็ไม่สามารถเริ่มได้ มันจึงล่าช้าออกไป ซึ่งบางทีเราอาจได้เห็นดาราแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างจัดเต็มแต่ซ้อนวินฯ ซ้อนแกร็บอยู่บนถนนที่รถติดมากๆ

สำหรับอาชีพสตาฟอีเว้น ที่เราเห็นกันจากมุมมองของคนภายนอก คงดูเหมือนจะสบาย โก้เก๋ แต่เอาเข้าจริง มันเหนื่อยลากเลือดเหมือนกันนะสำหรับบางงาน แถมบางงานค่าตัวที่ได้ยังมีการหักหัวคิวกันอีก เอ้อออออ!! งานไหนชิลล์ๆ ก็ถือว่าโชคดีไป  จริงๆ มันมีทุกวงการนั่นแหละ อย่างสมมติมีคนรับงานมา ขายค่าตัวสตาฟไป 1,500 บาท แต่จ่ายจริงแค่ 1,000 บาท อีก 500 บาทเก็บเข้าเป๋าสบายตัว แล้วสมมติงานนึงใช้สตาฟ 10 คน คนละ 500 บาทก็รับเหนาะๆ แล้ว 5,000 บาทโคตรสบายเลยคนพวกนี้

เอ้ออ และอีกอย่าง งานไหนจบงาน แล้วรับเงินเลยก็ถือว่าโชคดีไป เพราะบางงานทำจบแล้ว โน่นเลย ! เดือนหน้าค่อยรับตัง บางทีทำงานกันจนลืมไปแล้วว่ายังเหลือเงินค่าตัวที่ยังไม่ได้รับกันอยู่ เพราะรอกันจนลืมเลยทีเดียว

นี่แหละ สตาฟอีเว้นท์ ในบางกอก เมืองแห่งแสงสี เมืองแห่งความหลากหลายของอาชีพการงาน เมืองที่ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ เมืองที่ต้องแย่งชิงในทุกๆสิ่ง

สวัสดีบางกอก….

Writer