1 วันที่ฉันได้ลอง…เดตกับตัวเอง

อายุเลข 2 กว่าๆ ของฉันตอนนี้ไม่ได้พลิกโผไปจากที่คิดเท่าไหร่ ฉันเคยได้รับเดตดีๆ จากแฟนผู้คอยเอาใจใส่ แฟนเก่าที่เดตกี่ครั้งก็จูนกันไม่ติด แฟนเก่าแล้วเก่าอีกที่ไม่รู้ว่าใช่ความรักหรือเปล่า รวมไปถึงเดตกับเพื่อนสนิท คอยแลกเปลี่ยนมิตรภาพประจำวันที่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ทว่าฉันสังเกตตัวเองได้อย่าง คือไม่ว่าจะโตขึ้นอีกกี่ปี เรื่องอึดอัด ยุ่งเหยิง หรือหาคำตอบไม่ได้บางเรื่อง ฉันก็มักเก็บไว้คนเดียวในหัวและในใจ อาจเป็นเพราะกลัวคนไม่เข้าใจ (บางครั้งตัวเองก็ไม่เข้าใจ) หรือเพราะรู้ดีว่ามีแต่ตัวฉันเท่านั้นที่จะแก้โจทย์นี้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ (สรุปรู้หรือไม่รู้)

เฮ้อ…ฉันถอนหายใจระหว่างฟังเพลง Today’s Mood ของ CHEEZE วงอินดี้เกาหลีวงโปรด ที่เปรียบความไม่แน่นอนของอากาศกับอารมณ์ในชีวิต พร้อมไถเฟซบุ๊กไปเจอกิจกรรม Self-Dating Experience จาก Muchimore พื้นที่จัดกิจกรรมพักผ่อนและดูแลใจ แวบแรกตอนนั้นฉันคิดเล่นๆ ว่า ถ้าได้เดตกับตัวเองจะสบายใจขึ้นไหม รู้ตัวอีกทีฉันก็ไปนั่งเดตกับตัวเองที่สตูดิโอ Muchimore Balance House แล้ว


01 คู่เดตที่มีแค่ฉันกับฉัน 

กลิ่นลาเวนเดอร์และต้นซีดาร์อ่อนๆ จากเทียนหอมฟุ้งทั่วห้องสตูดิโอสีขาวโล่ง โปร่ง กว้าง ขนาด 11×12 เมตร ที่ คุณสนัด-ณัฐพงษ์ โสทรวัฒนา เจ้าของ Muchimore อนุญาตให้ใครก็ตามที่มาเยือน วางใจลงเบาๆ คิดให้น้อยๆ แล้วฟังเสียงหัวใจตัวเองเยอะๆ ตลอดการทำกิจกรรม

เดตกับตัวเองคืออะไร ? คุณสนัดบอกฉันว่าความหมายของคำว่าเดตกับตัวเองนั้นไม่ซ้ำซ้อนหรือยากแท้หยั่งถึง แกนหลักมีเพียงการคุยกับตัวเองให้มากขึ้น เพราะบางทีแต่ละวันเราอาจพูดคุยกับคนอื่นมากจนลืมที่จะถามไถ่หัวใจตัวเองว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไร เศร้าหรือเปล่า ? โอเคไหม ? หรือมีความสับสนอะไรในใจที่พยายามเก็บมันไว้ให้ลึกที่สุด ซึ่งบางครั้งเราอาจพูดกับตัวเองโดยรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่สุดท้ายการคุยกับตัวเองก็มักเกิดขึ้นพร้อมความรู้สึกที่ว่า “ฉันหาคำตอบจากภายนอกไม่เจอแล้ว” หันไปทางไหน ปรึกษาใคร ก็ดูไม่เป็นผล ‘ตัวเรา’ จึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายให้ระบายใจได้โดยไม่มีใครมาตัดสิน

บางคนอาจคุยกับตัวเองตรงๆ ลุกขึ้นมาเดิน หรือออกเสียงดังๆ เป็นเรื่องราว แต่การคุยกับตัวเองหรือเดตกับตัวเองในแบบ Muchimore แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Contemplation การใคร่ครวญความคิดจิตใจ เพื่อการมองเห็นและเข้าใจตัวเอง Expression การปลดปล่อยความรู้สึก และ Awareness การอยู่กับตัวตนที่แท้จริงภายใน ซึ่งทุกกิจกรรมที่ฉันได้ลองไปทำมาล้วนผ่านการคิดอย่างตั้งใจจากทีม Muchimore ที่มีทั้งนักจิตวิทยา นักศิลปะบำบัด และผู้มีความรู้ด้านปรัชญาและการฝึกสมาธิ จึงอยากแชร์ความรู้สึกตรงนั้นมาให้อ่านตรงนี้ดู


02 ตัวตนและความเปราะบางที่มีแค่ฉันที่รู้

เพลงที่เปิดคลอกับบรรยากาศนิ่งสงบในห้อง ทำให้คุณสนัดเริ่มชักชวนฉันให้เดินสำรวจรอบๆ ห้องนี้ ฉันเจอทั้งต้นไม้พันธุ์แปลกตา เวที เครื่องเสียง ปากกา หมอน สีน้ำ และสีเทียน ก่อนคุณสนัดจะให้ฉันเลือกมุมที่สบายใจที่สุดในห้องนี้ แน่นอนฉันเลือกมุมที่มีหมอนรอบตัว เพราะรู้สึกอบอุ่น ไม่เหงาดี 

“มีแค่ 3 อย่างที่เราจะทำกันวันนี้คือ อยู่กับตัวเองเยอะๆ ใช้หัวน้อยๆ ใช้ใจเยอะๆ” คุณสนัดพูดเบาๆ พลางบอกให้ฉันหลับตาและเรียกสติด้วยการให้ทายว่าเขาอยู่มุมไหนของห้อง พอทายถูกจนคอนเฟิร์มแล้วว่ามีสติใช้ได้ ฉันก็เขยิบมานั่งกึ่งกลางห้องเพื่อเริ่มการแนะนำตัวในแบบฉบับ Muchimore

ตั๋วในการเดตกับตัวเองวันนี้แปลกตาไปจากที่ฉันคิด เป็นเพียงโทรศัพท์ให้จิ้มสีบนหน้าจอ 2 สี คือสีที่เป็นตัวเรา และสีที่แทนความรู้สึกช่วงนี้ ฉันนิ่งไปครู่แล้วจิ้มสีขาว และสีฟ้า (จะสว่างก็ไม่ จะหม่นก็ไม่) ทันใดนั้นห้องๆ นี้ก็เปลี่ยนสีเป็นสีที่เลือก ราวกับว่าจิตใจของฉันได้ยึดห้องนี้เป็นที่เรียบร้อย

“พร้อมจะเจอคู่เดตของเราหรือยัง ?” หลังสิ้นเสียงคุณสนัด ภาพวาดการ์ตูนบนหน้าจอโปรเจกเตอร์ก็ฉายขึ้นมา หน้าตาของภาพตรงหน้าดูคุ้นๆ เหมือนกับตัวฉันที่นั่งอยู่ตรงนี้ (ตอนสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ต้องส่งรูปตัวเองให้ทาง Muchimore ก่อน) ฉันพาตัวเองไปนั่งหน้าคู่เดตพร้อมกระดาษและปากกาที่ได้รับจากคุณสนัด แล้วคิดในใจขำๆ ว่าหน้าตาฉันเป็นแบบนี้เหรอเนี่ย ฉันที่มองฉันลงมาจะมองว่าฉันเป็นแบบไหนหรือรู้สึกอย่างไรบ้างนะ

กระดาษตรงหน้าคือพื้นที่ที่ใช้เขียนความรู้สึกในใจผ่าน 5 คำถามดังนี้ 
1. อธิบายรูปร่าง ลักษณะเด่นภายนอกของคู่เดตของเรา (1 นาที) 
2. เขียนสิ่งที่คู่เดตของเราชอบทั้งเป็นรูปธรรมและนามธรรม (2 นาที) 
3. นิสัยหรือพฤติกรรมที่ใครเห็นก็รู้ว่าเป็นเรา (3 นาที)
4. นิสัยที่เป็นแก่นแท้ของตัวเรา สิ่งที่คนอื่นไม่ค่อยเห็น หรือเห็นแต่ไม่รู้ว่าเป็นเรา รวมไปถึงสิ่งที่ไม่ค่อยแสดงออก (4 นาที)        
5. ตอนนี้มีอะไรอยากบอกตัวเรา (5 นาที) – ข้อนี้พิเศษกว่าข้ออื่นตรงที่ชวนตั้งคำถามว่าคนบนจออยากบอกอะไรกับเราบ้าง โดยต้องเขียนด้วยวิธี Mind Writing หรือการเขียนจากจิตใจโดยไม่หยุดปากกา หากหยุดคิดให้จุดบนกระดาษไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเขียนต่อ

พอวางปากกาลงสักพัก คุณสนัดสะกิดต่อมน้ำตาของฉันให้ไหลออกมาระลอกใหญ่ ด้วยการให้อ่านสิ่งที่เขียนอีกรอบในใจ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าสิ่งที่ฉันเขียนลงไปคือสิ่งที่ฉันคุยกับตัวเองในหัวทุกวัน แต่ไม่ได้พูดออกมาเป็นคำพูด บางอย่างพูดไม่ได้ พูดไม่ออก เพราะน้อยคนนักจะเข้าใจ คุณสนัดบอกกับฉันว่าเมื่อเรื่องเบลอๆ ในใจชัดเจนมากขึ้น เราจะพาตัวเองไปต่อได้ในที่ที่มีแค่เราที่รู้เส้นทาง และหากเส้นทางนั้นสั่นคลอน หรือถูกกระชากจนล้ม ให้ถามตัวเองว่าโอเคกับความเหนื่อยหรือเปล่า ถ้าไปต่อไม่ได้ หาเส้นทางใหม่ก็ไม่เสียหาย แค่อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกบ้าง…ก็พอแล้ว


03 ผู้กำหนดดวงชะตาของฉันคือ ‘ฉัน’

หลังจากซับน้ำตาจากความอึดอัด คุณสนัดเรียงไพ่ทาโรต์มากมายกลางห้องละม้ายคล้ายการดูดวง (หรือคุณสนัดเป็นพ่อหมอกันนะ) แล้วเชิญชวนให้เลือกไพ่ที่ดึงดูดตัวเรามา 3 ใบ

ใบแรก ฉันเลือกไพ่ที่หน้าตาคล้ายหัวใจที่เต็มไปด้วยขวากหนามราวกับเป็นกำแพงในใจ เพราะมีสิ่งที่อึดอัดอยากจะแก้ไขแต่ยังคิดวนไปมาในหัว ใบที่ 2 ฉันเลือกไพ่ที่มีเด็กหลายคนลอยอยู่บนท้องฟ้าในที่โล่ง ราวกับเป็นอิสระและได้ขึ้นไปอยู่ในที่ที่มีความสุข ฉันบอกคุณสนัดว่านี่คือที่ที่ฉันอยากไปให้ถึง แล้วถ้ามันเกิดขึ้นได้ คนที่มีความสุขมากกว่าตอนนี้ก็คือตัวฉันเอง และใบสุดท้าย คุณสนัดแนะให้ฉันเชื่อมโยงกับ 2 ใบแรก ฉันมองมันเป็นภาพการเดินทางของกลุ่มคนหลายๆ คน อาจหมายถึงการที่จะไปถึงตรงนั้นได้ อาจต้องมีคนคอยเคียงข้างและเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ฉันมีพลังสู้ต่อ

คุณสนัดถามรีรันว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึงจุดที่หวังดี ฉันอธิบายให้เขาฟังนานพอควร แต่ปิดท้ายเล็กๆ ว่าฉันจะสร้างคุณค่าให้กับตัวเองและคนอื่นให้ได้ และเชื่อเสมอว่าจะมีพื้นที่ที่พาฉันไปส่งให้ถึงฝันได้แน่นอน

“จะเรียกกิจกรรมนี้ว่าเป็นการดูดวงให้ตัวเองก็ได้ เพราะคนที่รู้ดวงเราดีที่สุดก็คือเรา”

04 บอร์ดเกมจำลองชีวิต

บอร์ดเกมจำลองชีวิต คือภาคต่อหลังเปิดไพ่ทำนายดวงตัวเองเมื่อครู่ แต่ครั้งนี้เราจะมาจำลองกันว่าถ้าเจออุปสรรคจะมีวิธีแก้อย่างไรด้วยการเลือกการ์ดอุปสรรค การ์ดวิธีก้าวข้าม และการ์ดนางฟ้าที่จะช่วยเหลือ

การ์ดอุปสรรค ฉันเจอคำว่า Temptation หรือการล่อลวง ซึ่งคงแปลความหมายได้หลายทาง อาจเป็นกิเลสรอบข้างที่พาให้ฉันไปไม่ถึงทางที่หวังสักที หรืออาจเป็นอารมณ์สวิงของฉันที่ไม่นิ่งพอจะก้าวผ่านมันไปได้

ถัดมาการ์ดวิธีก้าวข้าม ฉันเลือกคำว่า Self-esteem และ Justice อย่างไม่ลังเล เพราะคือสิ่งที่ฉันเป็น รู้สึก และไม่เลือกจะโกหกใจตัวเองมาตลอด การ์ด Self-esteem คือการเคารพตัวเองที่ฉันพูดบ่อยครั้งว่าเป็นสิ่งที่ฉันมีและอยากให้คนอื่นมี ถ้าเราเคารพตัวเอง จะไม่มีอะไรมาลดทอนความเป็นเราหรือความตั้งใจที่แท้จริงของเราไปได้ หลายครั้งที่ฉันล้มลุกคลุกคลานและเจ็บหนัก แต่ก็ผ่านมันไปได้ด้วยคำนี้ (รู้สึกดีจังที่ได้พูดออกมา)

ส่วน Justice หรือความเป็นธรรม คือสิ่งที่ฉันตอบตัวเองเสมอว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฉันจะมองหาความเป็นธรรมให้ตัวเอง และไม่ยอมถูกกดขี่เป็นแน่ เพราะการที่ทุกสังคมมีความเป็นธรรมจะทำให้เราอยู่ได้อย่างมีความสุข และนั่นคือเรื่องพื้นฐานที่สังคมต้องมี และสุดท้ายฉันเปิด การ์ดนางฟ้าผู้สนับสนุนเส้นทางของฉัน บนการ์ดใบนั้นมีคำว่า Adventure อยู่ ฉันมองและยิ้มเล็กๆ พลางพูดกับคุณสนัดว่า จริงอยู่ที่อายุเท่าฉัน ยังได้ใช้ชีวิตและผจญภัยต่ออีกยาว ดังนั้นกล้าเลือกเส้นทางของตัวเองและมุ่งทำสิ่งที่รักให้ดียิ่งขึ้นคือทางออกที่ดีที่สุด


05 กางหัวใจลงบนกระดาษ

ด้านหลังกระดาษที่ฉันเขียนถึงตัวเองมากมายหลายร้อยคำ ครั้งนี้คุณสนัดให้หยิบสีเทียนมาวาดหัวใจของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องวาดมันเป็นหัวใจ จะหน้าตาเป็นแบบไหนก็ได้ แต่ให้ใช้สีที่แทนตัวเราตอนนี้หลังจากได้ทำกิจกรรมมาสักพักก็พอ

สีที่ฉันเลือกใช้ต่างไปจากสีก่อนเริ่มกิจกรรม ครั้งนี้ฉันเลือกใช้สีสดใส เพราะพอจะรู้แล้วว่าความสดใสของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ และไม่อยากให้มันจางหายไปพร้อมกับปัญหาต่างๆ จึงขอเลือกเก็บความสดใสนี้ไว้ระหว่างทุกการเดินทางในชีวิตล่ะกันนะ

โค้งสุดท้ายสำหรับการเดต ฉันพบแล้วว่าคนๆ นี้ที่ฉันกำลังเดตด้วย ที่ดูเหมือนจะเจอเขาบ่อย แต่บางครั้งก็แทบไม่ได่คุยกันเลย มาวันนี้ได้มีบทสนทนาที่ลึกไปถึงข้างใน ก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก


06 พูดออกมาดังๆ นี่แหละตัวฉันเอง

ก่อนจบการเดต บรรยากาศรอบๆ ห้องเปลี่ยนเป็นจักรวาลอันไกลโพ้นที่เต็มไปด้วยคำกว่า 300 คำที่เรียงกันเป็นหมู่ดาว หน้าที่ของฉันคือการเลือกมันออกมา 3 คำ ที่เป็นคำที่ขาดไม่ได้ มีคุณค่า และอยากใช้ชีวิตกับมันไปตลอด

ความเห็นอกเห็นใจ, การยอมรับ, ประชาธิปไตย เป็นคำที่ฉันเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตฉันขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี เพราะอะไรน่ะเหรอ ? ถ้าวันใดฉันไม่มีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ ฉันคงเป็นคนใจร้ายที่ทำร้ายทั้งใจตัวเองและใจคนอื่น ถ้าวันใดฉันไม่มีการยอมรับทั้งกับตัวเองและคนอื่น โลกใบนี้คงเป็นโลกแห่งการสร้างบาดแผลและเต็มไปด้วยความอึดอัด และถ้าวันใดหัวใจของฉันไม่มีคำว่าประชาธิปไตยหลงเหลืออยู่ ฉันคงเป็นคนใจแคบที่มองไม่เห็นปัญหาความไม่เท่าเทียมของโลกใบนี้ ที่นำไปสู่ 2 คำแรกได้

วันนี้ฉันรู้สึกปลดล็อคเรื่องในใจบางอย่างแล้วแหละ

“แกเก่งมาก จงมีความสุขเยอะๆ ในทุกการเติบโตนะ” – จากฉันถึงฉัน

Writer