LIFESTYLE

The End of the Storm ภาพยนตร์ของเด็กหงส์ ที่ทุกคนต้องหลงรัก

ย้อนกลับไปในปี 2015 ที่เจอร์เก้น คล็อปป์ก้าวขึ้นมาคุมบังเหียนลิเวอร์พูล สถานการณ์ของทีมเป็นไปอย่างไม่สู้ดีนัก ดาวดังพากันเก็บกระเป๋าไปทีมอื่น และผู้เล่นชุดปัจจุบันก็ยังพิสูจน์ตัวเองได้ไม่ดีพอ ข้อความแรกที่เขาส่งไปหาแฟนบอลคือพวกเขาต้องเปลี่ยนความสงสัยให้กลายเป็นศรัทธา

หลังจากนั้นเกือบ 5 ปี กุนซือชาวเยอรมันทำตามคำมั่นได้สำเร็จ เพราะนอกจากหัวใจของแฟนบอลจะเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น พวกเขายังได้รางวัลใหญ่ติดไม้ติดมือไปอีกต่างหาก 
สารคดีเรื่องนี้พาเราย้อนเหตุการณ์ 5 ปีที่ผ่านมาอย่างรวบรัด และโฟกัสไปที่ฤดูกาล 2019/20 เป็นหลัก โดยนอกจากเจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้เล่าเรื่องหลักคือ เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช อดีตผู้จัดการทีม และสองนักเตะตัวหลักอย่างจอร์แดน เฮนเดอร์สัน และเฟอร์จิล ฟาน ไดก์ พร้อมนักเตะในทีมอีกหลายคน แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มากันครบทั้งหมด แต่หนังก็ได้เติมความพิเศษด้วยการติดตามวิถีชีวิตของแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล
จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และเฟอร์จิล ฟาน ไดก์ สองนักเตะที่มีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่อง

เบื้องหลังที่เต็มไปด้วยพลัง


ยอดกุนซือในตำนานอย่างเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยบอกไว้ว่า เกมรุกจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์ คล็อปป์เห็นด้วย และบอกว่ามันคงสุดยอดถ้าเราทำได้ดีทั้งสองฝ่าย 

The End of the Storm ไม่ได้ลงลึกไปถึงแทคติกและแนวคิดการเล่นเพื่อเอาใจแฟนบอลพันธุ์แท้ แต่หนังเน้นไปที่อารมณ์ร่วมของกุนซือและนักเตะมากกว่า เราเห็นคล็อปป์หัวฟัดหัวเหวี่ยงกับการเล่นแบบอันตรายของทีมตรงข้าม เห็นความเป็นผู้นำร่วมกันในห้องแต่งตัวของนักเตะ ที่ทุกคนตั้งมั่นต่อสู้ร่วมกันเพื่อเอาชนะอาถรรพ์ในการไม่ได้แชมป์มานานถึง 30 ปี 

แต่ก็ไม่ได้มีแค่มุมซีเรียสหรือบทที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว เพราะมีเหตุการณ์เบื้องหลังที่คอยเรียกเสียงฮาออกมาด้วย โดยเฉพาะเหตุผลที่อดีตนายประตูมือสองอย่างซิมง มินโญเลต์ จะขอย้ายกลับไปเบลเยียม และการหยอกล้อกันของนักเตะ แต่ก็น่าเสียดายที่ฟุตเทจเบื้องหลังที่เราไม่เคยเห็นไม่ได้มีมากขนาดนั้น

ไม่ได้เป็นแฟนลิเวอร์พูลดูได้ไหม


ถ้าพูดถึงในแง่ความสนุกของหนังไดนามิกของสารคดีเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดี มีทั้งการดึงอารมณ์ผู้ชมให้ลุ้นระทึกแม้จะทราบเหตุการณ์อยู่แล้ว มีช่วงเวลาแห่งการอิ่มเอม เรียกได้ว่าครบทุกมาตรฐาน ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือนอกจากสัมภาษณ์บุคลากรของลิเวอร์พูลแล้ว หนังยังพาไปรู้จักกับแฟนบอลหงส์แดงทั่วโลก 

เราเห็นชาวอียิปต์ที่หลงใหลสตาร์ดังของทีมอย่างโมฮาเหม็ด ซาลาห์ พ่อและลูกสาวชาวอินเดียที่เฝ้าจอทีวีรอเวลาลิเวอร์พูลลงเตะทุกสุดสัปดาห์ ไปจนถึงชาวจีนที่เป็นหงส์ (แดง) เลือดมังกร ที่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกมาเชียร์ทีมรักกลางดึก มีทั้งชาวบราซิล อเมริกัน และอีกหลายชาติ รวมถึงแฟนบอลที่บอกว่าตายตาหลับแล้วเมื่อเห็นลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สักทีก็ช่วยให้เราเข้าถึงใจความหลักที่แฝงอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

ดังนั้นหากจะถามว่าถ้าไม่ได้เป็นแฟลบอลลิเวอร์พูล หรือไม่ได้สนใจกีฬาฟุตบอลเลยจะดูได้ไหม ต้องบอกว่าได้ครับ เพราะหนังมีการปูเรื่องราวให้เราเข้าใจก่อน และในแง่ของความน่าติดตามก็ทำได้ดีด้วย และจะยิ่งอินเป็นพิเศษหากเป็นคอบอลและได้ติดตามเรื่องราวมาก่อนหน้านี้

คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย


คล็อปป์ยิ้มและเปล่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจเมื่อทีมงานผู้ถ่ายทำบอกเขาว่าสารคดีเรื่องนี้มีชื่อว่า The End of the Storm เพราะถึงไม่ใช่แฟนบอลลิเวอร์พูลก็คงจะรู้ว่าพวกเขาต้องเดินฝ่าพายุมาไม่รู้กี่ร้อยพันลูก ก่อนจะมาเห็นท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพเหมือนในเพลง You’ll Never Walk Alone เพลงประจำสโมสรที่ร้องว่า At the end of the storm, there’s a golden sky. เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าหลังจากมรสุมที่ผ่านมาหลายศตวรรษ การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน 

พูดถึงเพลงประกอบภาพยนตร์ในสารคดีเรื่องนี้ได้ ลานา เดล เรย์ มาขับร้องเพลง You’ll Never Walk Alone ด้วยน้ำเสียงทรงพลัง ที่น่าจะติดหูและกลายเป็นเวอร์ชันที่หลายคนจดจำได้ไม่ยาก 

สุดท้ายเชื่อว่าสารคดีเรื่องนี้จะเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคนในฐานะตัวแทนความทรงจำชั้นเยี่ยม เพราะขนาดผ่านมาไม่ถึงหนึ่งฤดูกาลก็เริ่มหลงลืมเหตุการณ์บางอย่างไปแล้ว ถ้าเวลาผ่านไปมากขึ้นหนังเรื่องนี้ย่อมทรงคุณค่าขึ้นแน่นอน 

ตามไปดูเบื้องหลังของพายุลูกใหญ่กับสารดคี The End of the Storm ในโรงภาพยนตร์ได้แล้ววันนี้

Contributor

พิชฌน์ จันทร์พริ้ม

what i talk about when i talk about