วันนั้นผมได้ไปที่สนามหลวงตั้งแต่ช่วงเที่ยงๆ เพื่อเก็บบรรยากาศวันสุดท้ายของการเข้ากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้เก็บบรรยากาศมาพอสมควรแต่สุดท้ายได้เลือกภาพเฉพาะช่วงตอนกลางคืนอยู่ถ่ายถึง ตีหนึ่งครึ่ง และต้องหยุดเพราะว่าแบตกล้องที่เตรียมไปหมดเกลี้ยง มือถือก็แบตหมด น่าเสียดายจริงๆ ส่วนการเล่าเรื่องในคราวนี้นี่เหตุการณ์ใน series นี้ภาพในเหตุการณ์จะมีการเรียงใหม่เพื่อให้อารมณ์ภาพเกี่ยวข้องกัน ซีรี่ส์นี้นี่ผมจะเน้นเรื่อง mood (อารมณ์) เป็นหลัก ฉะนั้นการเล่าครั้งนี้ช่วงเวลาก็อาจจะกระโดดไปมาหน่อยๆ มาลองชมกันเลย เริ่มนะครับ

ช่วงนั้นระหว่างที่มีเหล่าประชาชนมาร่วมเข้ากราบพระบรมศพอยู่นั้นก็มีช่างภาพคนหนึ่งถือไฟ LED เดินไปมาพร้อมกับผู้ช่วยที่ถือ reflect สีขาวขนานใหญ่มากๆ เดินไปเดินมา ช่วงแรงก่อนหน้านี้ผมเห็นเค้าเดินไปมาตั้งแต่ช่วง ห้าโมงเย็น เหมือนพี่ช่างภาพเค้าจะตั้งใจจะมาถ่าย portrait คนที่ตั้งใจจะไปเจอในวันนั้นเฉยๆ ไปๆ มาๆ ก็มีประชาชนมาจากไหนก็ไม่รู้เดินเข้ามาต่อคิวนึกว่าเป็นช่างภาพที่จะให้ถ่ายรูปฟรี พี่ช่างภาพก็ใจดีก็ถ่ายให้ไม่กี่คน และนั่นคือเหตุการณ์ตอนเย็น พอไปๆ มาๆ ตอนช่วง สี่ทุ่ม ผมก็เห็นพี่คนนี้เดินอยู่รอบๆ สนามหลวงพร้อมผู้ช่วยคนเดิมได้กาง reflect ขนาดไหนพี่ช่างภาพก็เปิดไฟ LED ฉายไปที่ตัวคน ตั้งท่าถ่ายภาพคนที่มาในงานเลย แล้วมาอยู่ข้างรั้ววัดพระแก้วอีก คิวคนมาต่อเลยยาวมากๆ พอพี่ช่างภาพเค้าเริ่มถ่ายก็เปิดไฟ LED มาที่ตัวคน ซึ่งเงาของตัวคนก็ทอดยาวไปที่ตัว reflect ตัว reflect ก็โปร่งสามารถทะลุแสงได้ จึงเห็นเป็นเงาของตัวคนปรากฎขึ้นมา ตอนแรกก็ได้ซีนนี้แต่เป็นแค่คนมา ไปๆ มาๆ โชคดีมีคน คนนึงถือธงชาติไทยมาถ่ายด้วย ตอนแรกก็ถ่ายจากด้านหน้าปรกติ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วพี่ถือธงคนแรกก็จากไป ผมก็นึกว่าซีนพีคๆ มันจบลงแล้ว พอคนที่ต่อแถวคนต่อไปมาขอยืมธงคนแรกมาถือเป็นแบบ ดีเลยครับ ทีนี้ผมก็หามุมถ่าย รุ่นพี่ที่ถ่ายสตรีทก็บอกว่าลองมาดูด้านหลังสิมันเห็นสีของธงชาติทะลุมาด้วย ดีเลยทีนี้เราก็เริ่มรัวกันอย่างไม่หยุดหย่อน ลองคอมโพสแบบนี้ๆ ดี ให้ฉากหลังเป็นวัดพระแก้ว อีกส่วนเป็นประชาชนที่กำลังเดินเข้าไปกราบพระบรมศพ พยายามเก็บ content ไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้เนี่ยเกิดขึ้นมาไม่ถึงนาที แล้วก็จบไป จากนั้นก็ไม่ค่อยมีใครถืออะไรแบบนี้มาถ่ายผมเลยเดินหาซีนอื่นต่อ

ซีนนี้เริ่มจากการที่ผมชอบแสงที่มันมีความอมเขียวหน่อยๆ และผสมกับแสงสีส้มของไฟอีกชนิดนึงเพราะมันน่าจะสร้าง mood ให้กับภาพได้มากขึ้น ก็เลยลองหาว่าที่ไหนมีสภาพแสงแบบที่ต้องการได้ไหม สรุปว่ามีตรงจุดนี้ที่เราสามารถเห็นวัดได้อย่างงดงาม ตอนแรกก็มีคนแค่คนยืนอยู่เหมือนในรูปทางด้านขวาทีนี้ผมก็ยืนรอซีนด้านซ้ายจะมาเติมเต็ม มองไปก็เห็นว่าเดี๋ยวเค้าจะปล่อยให้คนเดินเข้าไปในเต้นท์อีกฝั่งนึงคนจะมาเติมเต็มซีนพอดี พอรออีกหน่อยเจ้าหน้าที่เค้าก็เปิดให้แถวที่นั่งให้เดิน ทีนี้ผมก็ยกกล้องรอไว้แล้วถ่ายไปเรื่อยๆ ดูว่าเหมือนไหร่มันจะมี moment เพิ่มขึ้นมาได้อีก ปราฎกว่า อยู่ดีๆ พี่ ผญ ก็ยกมือ ไม่รู้ว่ายกมือไอหรือจามสักอย่างนี่แหละ แต่ผมเก็บภาพมาดูเหมือนพี่ ผญ เค้ากำลังร้องไห้ ยกมือมาทำท่าเศร้าพอดี

ซีนนี้เป็นตอนเย็นตอนนั้นพระอาทิตย์กำลังตกดินท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงิน เห็นสีกับบรรยากาศของวันนั้นแล้วมันทำให้ผมรู้สึกหดหู่มองไปรอบๆ ก็เจอทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ยืนอยู่ดูเศร้า โดดเดี่ยว และหดหู่เข้ากับ mood ที่ผมกำลังมองไว้พอดี เลยทิ้งพื้นที่ว่างๆ ในภาพให้รู้สึกถึงความเคว้งคว้างว่างเปล่าโดดเดี่ยว และก็แอบเก็บเต้นท์ที่มีกลุ่มคนรวมตัวกันอยู่ให้เกิดความแตกต่างกันกับแบบหลักเล็กน้อย

พอเห็นถึงความหดหู่ของทหารมหาดเล็กฯ ไปแล้ว ผมเลยคิดว่าน่าจะต่อด้วยคนในเครื่องแบบต่อไปอีกรูป ใบนี้ตอนแรกผมอยากจะเก็บภาพที่เห็นพระเมรุมาศเข้าไปด้วย จะได้ประกอบซีรี่ย์มีเรื่องราวให้มากขึ้น อยู่ดีๆ ก็โชคดีที่มีรถกระบะเปิดกระจกแถมข้างในนั้นก็มีคนในเครื่องแบบมองออกมาหน้าตาดูนิ่งๆ เศร้าๆ พอดี ก็เลยได้ใบนี้มา

มาต่อในเรื่องของอารมณ์เศร้าๆ กันเลย ในงานนี้เราจะหาคนเศร้าถึงกับน้ำตานองได้น้อยกว่าช่วงปีที่แล้วได้ยาก ฉะนั้นผมเลยเดินไปมาตรงบริเวณข้างเต้นท์ไปเรื่อยๆ บางทีเจอคนร้องไห้อยู่แต่อารมณ์คนข้างๆ ไม่ได้ก็มีอยู่หลายครั้งเหมือนกัน พอได้ผมก็พยายามหาคอมโพสที่จะสื่อให้ได้มากที่สุดเก็บภาพบรรยากาศโดยรวมไว้ให้ได้เยอะที่สุดโดยที่ทำให้ภาพดูคลีนที่สุดด้วยเหมือนกัน

ในงานนี้เราจะเห็นผู้คนถือของที่ระลึกกับเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะถือกับแบบอยู่ในถุงบ้าง ห่อไว้บ้าง พอมีคนกางของที่ระลึกแล้วเราอยู่ใกล้ ผมก็จะพยายามเข้าไปดูว่าเราสามารถทำอะไรบ้าง อย่างในซีนนี้ผมก็พยายามที่จะเก็บเลเยอร์พฤติกรรมของคนแต่ละคนเป็นชั้นๆ หน้า กลาง หลัง ให้หมด

ใบนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะเก็บบรรยากาศมาให้หมดไม่ว่าจะเป็นการรอคอยของคน เจ้าหน้าที่ที่ช่วยงาน แม้กระทั่งผู้สื่อข่าว จะถ่ายมาแต่ผู้สื่อข่าวอย่างเดียวก็จะตรงๆ เกินไป ทีนี้ผมเลยหาอะไรเข้ามาเชื่อมเรื่อวราวเพิ่มได้อีก ก็เจอ ผช. คนซ้ายยืนดูผู้สื่อข่าวกำลังรายงานข่าว ผมก็เล็งๆ สักพัก พี่เค้าหันมามองแล้วก็หันหลังไป แล้วก็หันมามองผมอีก และด้วยหน้าที่นิ่งๆ และมีเงาปิดหน้าอยู่เลยเหมือนเศร้าหน่อยๆ เลยได้ใบนี้มา

อย่างที่บอกไปว่า มันยากที่จะเก็บภาพคนหน้าเศร้าโดยที่ไม่ติดคนหน้ายิ้มที่ปกติก็คุยกันนั่นนี่ไปเรื่อย ส่วนซีนนี้นี่ผมเห็นสายตาที่มี potential แถมแสงตกลงที่ตัวแบบพอดีเลยรีบยกกล้องกดได้ 2 ที คุณป้าก็ยิ้มให้กล้องทันใด จบกัน ภาพ mood ที่จะให้เข้ากับงานก็หายไป

ซีนนี้เป็นการเล่นกับแสงอีกเหมือนกัน ระหว่างที่น้องคนนี้กำลังเล่นมือถืออยู่ แสงจากมือถือก็แรงส่องให้หน้าของเด็กสว่างขึ้นมา ผมก็ไม่รอช้า เข้าไปอย่างเนียนๆ ค่อยๆ เก็บทุกอริยาบทว่าน้องจะทำอะไรให้ภาพได้ดีมากยิ่งขึ้น พอถ่ายๆ ไป น้องก็เงยหน้าขึ้นมามองที่กล้อง ผมชอบสายตา eye contact ที่น้องมองมา รู้สึกน้องดูเหงาๆ พอยิ่งถือลูกอมด้วยก็ยิ่งดูเหมือนน้องเค้าเหงาเข้าไปใหญ่ เลยเลือกซีนนี้มา

ใบนี้เป็นการใช้แสงจากไฟไซเรนให้เป็นประโยชน์ โชคดีที่มีรถพยาบาลเปิดไฟทำให้บริเวณตรงนี้นี่เต็มไปด้วยแสงไฟ แดง-น้ำเงิน มาเติมเข้าไปในซีนเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปในภาพ และแบบหลักคือพี่เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้านิ่งๆ และอีกเช่นเคยต้องมีเงาปิดหน้าหน่อยๆ หน้านิ่งๆ ไม่ยิ้ม ไม่เศร้ามาก แค่นิ่งๆ สงบๆ เพิ่มเติมคือแสงที่คอยช่วยสร้าง mood ให้กับภาพ และยังมีแนวประชาชนอยู่ด้านหลังที่เห็นหน้าของการรอคอยลอยออกมาจากเงา

เมื่อกี้ก็เป็นภาพของคนในเครื่องแบบใบนี้เลยต่อเลยละกันแต่เป็นพี่ทหาร ผมชอบอารมณ์สีหน้าที่พี่ทหารเค้าดูเศร้าๆ ท่ามกลางเหล่าประชาชนที่เดินกันเป็นแถว (ต่อเรื่องจากเมื่อกี้ที่ประชาชนยืนรอกัน)

ต่อด้วยภาพคนในเครื่องแบบอีกคนคือพี่ตำรวจก็มายืนช่วยดูแลความปลอดภัยและจัดระเบียบเหล่าประชาชนด้วยเหมือนกัน แถมยังเก็บวัดพระแก้ว มาได้อีกหน่อยๆ

จากนั้นก็ตัดอารมณ์มาที่เหล่าประชาชนที่ช่วยกันสรรค์สร้างอะไรสักอย่างขึ้นมา เสียดายอย่างน้อยๆ น่าจะเห็นชิ้นส่วนที่เค้ากำลังทำกันด้วย จริงๆ มันก็มีแต่กระดาษแผ่นสีขาวมันหันไปทางอื่นดูแล้วขัดตา คอมโพสในภาพนี้ก็ดีกว่า ส่วน content อยากจะให้ค่อยๆ มองเข้าไปตามรายละเอียดของภาพซะมากกว่าอีกใบ สุดท้ายต้องเลือกภาพนี้

ซีนนี้เห็นตอนแรกดูแล้วก็ชอบที่มีประชาชนถือโปสเตอร์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่เหมือนกัน echo กันกำลังสวย ชอบที่โปสเตอร์ใบล่างขวาเอียงลง ยิ่งทำให้ดูเซอร์ไพรส์มากยิ่งขึ้น ใบนี้ก็ถ่ายไปเรื่อยๆ รอแบบเข้ามาในซีนนี้ดีๆ ด้านหลังจนมาได้ตัวแบบที่ยืนตรงสงบนิ่งเหมือนกำลังยืนทำความเคารพและไว้ทุกข์ ถ่ายๆ ไปสักพักพี่คนด้านหน้าก็ตั้งโปสเตอร์ขึ้น ทำให้ความเซอร์ไพรส์และคอมโพสเสีย ซีนนี้เลยจบลงไป

ภาพนี้จะดูดีก็ต่อเมื่ออยู่ในซีรี่ส์อย่างนี้ เป็นภาพของความว่างเปล่า เสมือนการจากไปของในหลวงรัชกาลที่ ๙ โดยมีประชาชนมากมายมาเคารพถวายความจงรักภักดีกันอย่างเนืองแน่น โชคดีที่ถ่ายมาแล้วติดหมวกคุณตำรวจ ที่เป็นคนคอยดูแลความเรียบร้อยให้กับเหล่าประชาชนอีกด้วยเหมือนกัน

ภาพใบนี้คงจะไม่ต้องบรรยายอะไรมาก แบบหลักอารมณ์ได้แล้วทีนี้ก็เหลือแต่แบบรอบข้างว่าจะทำอย่างไงให้เสริมอารมณ์เข้าไปให้กับภาพได้มากที่สุด ผมก็ยืนรอตรงจุดนั้นสักพักนึง แล้วก็เดินไปรอบๆ เดินหาซีนอื่นแล้วก็กลับมาเพราะแบบข้างๆ จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนมาได้พี่ผู้หญิงคนด้านขวาที่ตาแดงๆ มองมาทางพี่คนด้านซ้ายอีกเป็นการเชื่อมต่ออารมณ์เข้าไป จำมีปัญหาก็พี่ที่ถือพัดสีน้ำเงินด้านหลังมาทำให้ mood โดนตัดไปพอสมควร พี่ผู้หญิงคนด้านหลังก้มหน้าก็ดีนะ ทำให้ 3 คนนี้ดูเศร้ากันหมดเลย

ซีนนี้นี่กำลังถ่ายๆ อยู่ฝนก็ตก พี่ตำรวจก็มายืนเป็นกลุ่มกัน ผมก็ไม่แน่ใจว่าพี่ตำรวจเค้ามายืนทำไมแต่พอเห็นพี่เค้ายืนกันเป็นกลุ่มแล้วโดยสัญชาตญาณบอกให้ตัวเองต้องเดินเข้าไปสำรวจเลยมาเจอพี่ผู้หญิงคนนึง(ต่อมาดันผมก็เพิ่งรู้ว่าเป็นรุ่นพี่ทำงานของรุ่นน้องที่ถ่ายสตรีทด้วยกันทีหลัง โลกช่างกลมจริงๆ) ถือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ ๙ อยู่ข้างหลัง ผมก็เลยรีบกดชัตเตอร์ไปได้ แชะเดียว จากนั้นพี่ตำรวจก็เดินกระจายตัวออกจากกัน ซีนนี้นี่เหมือนจะให้อารมณ์ที่ว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ยังมีตำรวจค่อยคุ้มกันอยู่ ไม่มีใครสามารถเข้ามาทำอะไรได้

ซีนนี้ผมชอบที่แววตา สีหน้าของแบบมี mood อารมณ์ความเศร้ารวมถึงแบบต่างๆ ด้านหลัง และที่ชอบอีกอย่างคือป้ายบอกถนน ถนนหน้าพระลาน ยิ่งทำให้รู้ว่ามีผู้คนประชาชนมารอดูพิธีการจบการเข้ากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ มากมาย

และค่ำคืนของการเข้ากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็จบลง ช่วงสุดท้ายนี้ผู้คนออกมาร่ำไห้แต่ผมไม่สามารถเก็บภาพได้แล้วเพราะแบตหมดเกลี้ยงทุกเครื่องมือการถ่ายภาพ

บทความนี้จะเน้นหนักไปทางภาพแนวสารคดีซะมากกว่า แต่ก็มีความเป็นสตรีทแอบแฝงอยู่ด้วยนะครับ คราวหน้าเรามาพบกันใหม่อีกทีครับผม ขอบคุณครับ

Facebook Comments
Job
ช่างภาพ Street & Documentary ตั้งแต่ผมรู้จักสตรีทมาชีวิตก็เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะสตรีทจึงทำให้อยากจะออกไปค้นหามุมมองที่เราไม่เคยพบเจอของโลกใบนี้ เพราะสตรีททำให้ผมได้มองสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ได้ชื่นชมธรรมชาติมากกว่าที่มันเป็น เพราะสตรีทจึงทำให้ทุกสิ่งรอบตัวมันดูน่าสนใจ เราสามารถได้ภาพสตรีทในทุกที่ๆ เราไป แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะได้ภาพจากทุกที่ๆ จะได้ภาพสตรีท มันทำให้ชีวิตมีความท้าทาย และที่สำคัญคือการได้รู้จักสังคมที่เราอยู่แต่ไม่เคยได้สัมผัสมันมาก่อน